ไม่อยากเป็นแล้ว ตัวเอกของเรื่อง

    ตอนที่ 35 แพงระยับ

            หลินซ่งสวินกลับยืนมองรอบๆบริเวณบ้าน สีหน้านิ่งเหมือนไม่ได้ยินอะไร หลินซ่งอวี้ผู้รู้ใจพี่ชายจึงเป็นผู้ตอบออกมาแทน

            “โอ..พี่ชาย ท่านกับข้าอยู่ในขอบเขตเดียวกัน เช่นนั้นต้องเป็นทางข้าแล้วที่ต้องขอคำแนะนำจากท่านบ้าง ข้าคือหลินซ่งอวี้ แต่ข้าบอกท่านก่อนนา ข้าฝึกฝนอยู่ในลานฝึกยุทธ์เท่านั้น ข้าไม่มีประสบการณ์เท่าใดนัก หากจะซ้อมมือกันจริงท่านต้องอ่อนข้อให้ข้าด้วยนะ” หลินซ่งอวี้กล่าวอย่างร่าเริง เพื่อทำลายบรรยากาศน่าอึดอัดนี้ออกไป ซึ่งก็ได้ผลดี อีกฝ่ายคราวนี้ตกใจจนผงะถอยหลังไป

            “น้องชาย เจ้า…เจ้าอายุเท่าใดกัน”

            “ข้าอายุ 17 ปีแล้วขอรับ” หลินซ่งอวี้ยิ้มแย้มตอบอย่างเป็นมิตร

            “อายุ 17 ปี กลับฝึกฝนได้ถึงขอบเขตนักรบขั้นกลาง  โอ…น้องชายสกุลหลินเป็นข้าที่เสียมารยาทไปแล้ว ข้าขออภัยด้วย” เขารู้สึกยินยอมจากใจอย่างแท้จริง นั่นเด็กอายุ 17 ปีนะ แล้วผู้นำกลุ่มของเขาที่ตัวสูงใหญ่ หน้าตาดุดันนั่นล่ะจะแข็งแกร่งเพียงใดกัน เขาเข้าใจแล้วคำว่าหน้าผาสูงยังมีที่สูงกว่านั้นเป็นความจริง

    ……….

            ยายจางหายไปครึ่งวันก็กลับมาพร้อมหลานชาย มีสตรีสูงวัย 2 คนเดินตามมาด้วย ด้านหลังมีชายสูงอายุที่นำทางพวกเขามาที่บ้านยายจาง ขับวัวเทียมเกวียนบรรทุกของมาจำนวนหนึ่ง

            สีหน้ายายจางนั้นเป็นทุกข์อย่างยิ่ง คนอื่นก็ไม่ต่างกันเท่าใดนัก สตรีสูงวัยอีก 2 คนนั้นดูเหมือนจะตัวสั่นอยู่ด้วยซ้ำ

            “คุณชาย…”ยายจางเอ่ยเสียงสั่นเครือ

            หลินเจียวหย่งรีบเข้าไปพยุงแขนสตรีสูงวัยแล้วกล่าวอย่างตกใจอยู่บ้าง “ท่านยาย อย่าได้เรียกขานพวกเราเช่นนี้ พวกเรามาขออาศัยก็ให้เห็นพวกเราเป็นบุตรหลานเถิด”

            “ขอบใจมากหลานชาย เงินที่สหายของเจ้าให้ข้าไปซื้อข้าวของนั่นข้าใช้ไปเกือบหมดแล้ว” ยายจางเอ่ยคำ ขอบตาแดงเล็กน้อย

            “ข้าไม่ได้คดโกงพวกเจ้าเลยนะ  ข้าเห็นพวกท่านเป็นผู้ฝึกปราณก็เลยเลือกซื้อข้าวปราณ  ลำพังพวกเรากินกันแต่ข้าวธรรมดาไม่รู้จริงๆว่าข้าวของมันจะแพงขนาดนี้”

            “ท่านยาย ข้าเชื่อว่าท่านจะไม่โกหกพวกเรา อย่าได้กังวลเลยท่านพาคนเข้าไปเตรียมอาหารก่อนเถิด” หลินเจียวหย่งปลอบหญิงชรา เขารู้ว่าคนเหล่านี้ย่อมไม่โกหก พวกเขาสามารถเข้าไปถามราคาสินค้าในเมืองรุ่ยได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว และผลของการโกหกเชื่อว่าชาวบ้านธรรมดาย่อมไม่อาจรับได้      

            “ท่านลุงเจ้าคะ ท่านพอจะรู้หรือไม่เหตุใดสินค้าในเมืองรุ่ยจึงได้แพงมากนัก” หลินหนิงชินสนใจเรื่องนี้ไม่น้อย ข้าวปราณราคาสูง นั่นไม่ใช่ว่าดีกับชาวเมืองเป่ยถังหรอกหรือ 

            "แม่นางน้อย เจ้าเรียกข้าว่าลุงเหวินเถิด ข้าเองเดิมทีก็ไม่รู้อะไรมากนักหรอก คนในหมู่บ้านล้วนเป็นคนสูงอายุที่อยู่ดูแลเด็กเล็กๆ ในครอบครัว วันๆแค่ปลูกผักปลูกข้าวกินเองกันเล็กน้อย ก็ไม่มีเวลาไปที่ไหนแล้ว ผู้ใหญ่และเด็กที่อายุถึงวัยทำงานได้ล้วนออกไปทำงานกันหมด  ถึงเวลาพวกเขาก็จะซื้อเสบียงมาทิ้งไว้ให้พวกเราเท่านั้น ครั้งนี้ไปหาซื้อของให้พวกเจ้าจึงได้รู้ราคาสินค้า ข้าเองก็ตกใจไม่น้อยจึงได้ถามความมาบ้าง  

            เมืองรุ่ยเป็นเมืองที่ใกล้ทะเล ผืนดินเพาะปลูกอะไรก็ไม่ค่อยได้ผลดีเท่าไร สินค้าพวกพืชผักเลยมีราคาสูงมาก เพราะต้องรับซื้อมาจากเมืองอื่นทั้งหมด  จริงๆแล้วไม่ใช่เฉพาะพวกพืชผักหรอก แม้แต่เนื้อสัตว์ ผ้าหรือพวก เครื่องประดับก็ต้องรับซื้อมาจากเมืองอื่นทั้งนั้น" ลุงเหวิน เห็นหลินหนิงชินที่ยังทำหน้าสงสัยอยู่ก็กล่าวต่อ

            "เมืองรุ่ยนี้เป็นเมืองขนาดกลาง แต่มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก พื้นที่ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นนาเกลือ อาชีพหลักของคนเมืองรุ่ยจึงเป็นการค้าเกลือเพียงอย่างเดียว"

            "ข้าวปราณราคาเท่าใดหรือเจ้าคะ ท่านลุงเหวิน"

            "ข้าวปราณชั่งละ 400 เหรียญทองแดงน่ะ เราซื้อมา 15 ชั่ง. เนื้อชั่งละ 300 เหรียญทองแดง ซื้อมา 5 ชั่ง. ผักต่างๆ อีก 3 เหรียญเงิน. น้ำมันและเครื่องปรุงอีก 2 เหรียญเงิน. ใช้เงินไปทั้งหมด 12 เหรียญเงิน นี่สำหรับใช้เพียง 1 วันเท่านั้นเอง"

            ‘โอ...นี่มันแพงระยับเลยทีเดียว’ นางคิดในใจ.  

            เมืองเป่ยถังขายข้าวปราณชั่งละ 120 เหรียญทองแดง เมืองเซินถูชั่งละ 180 เหรียญทองแดง มาถึงเมืองรุ่ยข้าวปราณมีราคาสูงถึง 400 เหรียญทองแดงทีเดียว

            “ท่านลุงอย่ากังวลใจไปเลยเจ้าค่ะ พวกเราไม่กล่าวโทษท่านหรอก” เด็กหญิงเอ่ยปลอบใจบุรุษสูงวัย

            หลังจากกินอาหารกันแล้ว พวกเขาก็มาจับกลุ่มนั่งพูดคุยกันถึงเรื่องสินค้าที่มีราคาสูงกันอีกครั้งที่ลานบ้าน คนสกุลหูและกลุ่มบุรุษต่างแคว้นต่างส่งเงินมาให้หลินซ่งสวินสำหรับค่าใช้จ่ายในส่วนของพวกเขา ซึ่งชายหนุ่มก็รับไว้แต่โดยดี

            “ไม่แปลกหรอกหนิงชิน รอบๆเมืองเป่ยถังบ้านเรา มีเมืองโย่ว เมืองเซินถู เมืองหานตาน เมืองเหว่ย เมืองฮว่าง 5 เมืองที่ทำการค้าข้าวปราณกับเรา เมืองเป่ยถังยังไม่สามารถผลิตข้าวปราณให้เพียงพอกับ 5 เมืองโดยรอบได้ ที่ทำการค้ากับเราเป็นเพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น ยิ่งเมืองใหญ่ๆ ยิ่งต้องการข้าวปราณจำนวนมาก ไม่แน่ว่าอาจมีราคาสูงกว่านี้ด้วยซ้ำ” หลินเหม่ยเจวี๋ยพอจะคาดคะเนเหตุการณ์นี้ได้จึงกล่าวออกมา 

            "ต่อไปเมืองเซินถูน่าจะเพิ่มผลผลิตข้าวปราณได้มากขึ้น หากพวกเขาใช้น้ำยามรกต ก็อาจทำให้ราคาข้าวปราณในเมืองรุ่ยนี้ลดลงไปบ้างกระมัง" หลินเจียวหย่งเอ่ยตาม

            "ยังดีที่พวกเราเลือกที่จะพักในหมู่บ้าน ค่าที่พักในเมืองรุ่ยน่าจะสูงไม่เบา. เมืองข้างหน้าเป็นเมืองใหญ่ชื่อเมืองต้าเฉิง พวกเราคงต้องสำรวจราคาข้าวของเอาไว้ก่อน" หูอันโหรวเอ่ยแทรกขึ้นมาบ้าง กลุ่มคนสกุลหูของพวกนางไม่ได้พกเงินติดตัวมามากนัก

             “ข้าเพิ่งมาจากทางเมืองต้าเฉิงทางนั้น เส้นทางต่อไปนี้ส่วนใหญ่จะเป็นภูเขาหลายลูก ซึ่งล้วนมีตระกูลใหญ่ในเมืองต้าเฉิงเป็นเจ้าของ เมืองต้าเฉิงมีการค้าแร่เป็นหลัก พวกเขาส่งคนไปขุดหาแร่เพื่อทำการค้าจึงมีคนคอยเฝ้าระวังอยู่ตามเส้นทางบนภูเขาตลอดทาง ไม่มีอันตรายใดๆ ผ่านเมืองต้าเฉิงไปอีกราวเดือนกว่าๆ ก็จะถึงเมืองผิงอันแล้ว” ชายหนุ่มต่างแคว้นชื่อว่ากู้ฉี ก็เข้าร่วมวงสนทนาอีกคน

            หลินหนิงชินนั่งคิดตามคำที่พวกเขาพูดคุยกันไปเรื่อย ๆ เมืองรุ่ยทำการค้าเกลือ พื้นดินส่วนใหญ่เป็นดินปนทรายไม่เหมาะกับการเพาะปลูก ส่วนเมืองต้าเฉิงทำการค้าแร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา ทั้งสองเมืองนี้คงไม่เหมาะที่นางจะทำการค้าน้ำยามรกต จึงได้แต่ปล่อยไป

            ‘คงต้องไปให้ถึงเมืองผิงอันก่อน ค่อยคิดเรื่องขยายการค้าน้ำยามรกตออกไป หากมีการเพาะปลูกข้าวปราณได้มากขึ้น ราคาข้าวปราณก็คงจะลดลงมาบ้าง เป็นการช่วยเหลือผู้ฝึกปราณเมืองอื่นๆอีกทาง’ นางคิดในใจ

            “เช่นนี้เราก็จะพักผ่อนกันที่นี่อีก 1 วัน แล้วค่อยออกเดินทางกันต่อเถิด หากสหายของท่านฟื้นขึ้นมาก็คงยังต้องรักษาบาดแผลให้ดีก่อนถึงจะเดินทางต่อไปได้ พวกเราคงไม่รั้งรออยู่ หลังจากนี้อีก 1 วันคงต้องแยกทางกันไปก่อนแล้ว” หลินซ่งสวินหันมากล่าวกับกู้ฉี

            “คงต้องเป็นอย่างนั้นแล้ว” กู้ฉีพยักหน้ารับคำอย่างเข้าใจ

    ……….

            หลินหนิงชินเวลานี้หลังจากที่กินโอสถเสริมปราณที่ตนเองเป็นผู้หลอมเองจากสมุนไพรในมิติ นางก้าวมาถึงระดับผู้เชี่ยวชาญขั้นต้นแล้ว ส่วนวิชายุทธ์อยู่ที่ขอบเขตผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลาง เรื่องนี้นางยังไม่ได้บอกกล่าวกับผู้ใด หากว่าคนสกุลหูรู้ความจริงเรื่องระดับฝึกฝนของนาง พวกเขาคงได้แต่กระอักเลือดไปเท่านั้น

            พลังจิตวิญญาณของนางก็ก้าวหน้าขึ้น นางสามารถรับรู้ถึงสิ่งต่างๆรอบตัวได้โดยสัมผัสของจิตวิญญาณแล้ว ภาพและเสียงของสิ่งต่างๆรอบตัว ล้วนคมชัดขึ้น  นางสามารถได้ยินเสียงพูดคุยเบา ๆ ที่ไกลห่างจากตัวในรัศมี 30 จั้ง (ราว ๆ 100 เมตร) ได้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

            แต่กระนั้นพลังปราณสะสมของนางก็ใช้ไปกับการเลื่อนระดับไปจนหมด จำต้องดื่มน้ำทิพย์และกินโอสถไปอีกเป็นเวลานานกว่าจะเลื่อนระดับได้อีกครั้ง


    คล้ายกับเรื่องไม่อยากเป็นแล้ว ตัวเอกของเรื่อง ที่คุณอ่าน

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380