ช่างมนตราผ่าโลกเวทมนต์

    บทที่ 32 การมาถึงของสุริยคราส

           ภัทรและรินนำรถสกู๊ตเตอร์เข้าจอดในโรงจอดรถด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ แต่เมื่อเดินออกมา พวกเขาก็พบกับความผิดปกติเพราะเจ้าหน้าที่หลายคนกำลังรีบไปไหนกันสักแห่ง


           ชายชรายามเฝ้าแผนกยานยนต์รีบกวักมือเรียก “เอ้า! มาช้ากันจังเลยนะ! รีบไปเข้าแถวเร็ว ไม่รู้เหรอว่าจะมีขบวนต้อนรับ?”


           “มีใครมาเหรอครับ?” ภัทรถามอย่างงุนงง


           “ทำไมต้องตั้งขบวนใหญ่โตขนาดนี้ด้วยคะ? มีคนใหญ่คนโตมาเหรอ?” รินบ่นอุบอิบ กอดตุ๊กตากระต่ายแน่น


           “พวกเอ็งไม่รู้อะไร! คนที่มาใหม่ส่งตรงมาจากส่วนกลางเลยนะเว้ย แถมเหมือนจะเป็นตระกูลใหญ่ด้วย ข้าก็ไม่เข้าใจว่าคนใหญ่คนโตขนาดนั้นจะมาทำไมในเขตบ้านนอกแบบนี้” ชายชราส่ายหน้าพลางถอนหายใจ


           ภัทรสังเกตเห็นมือที่สั่นน้อยๆ ของริน จึงถามด้วยความเป็นห่วง “คุณรินธิราครับ เป็นอะไรรึเปล่า?”


           แทนที่เธอจะโวยวายเหมือนเคย รินกลับหน้าซีดลงและตอบเสียงเบา “เปล่า... ไม่เป็นไร รีบไปเถอะ”


           พวกเขาเดินมาถึงหน้าอาคารสำนักงาน บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พรมแดงกำมะหยี่ถูกปูยาวตั้งแต่ถนนหน้าประตูรั้วจนถึงบันไดทางเข้า พนักงานกว่าสิบคนไม่คุ้นหน้ามายืนเข้าแถวต้อนรับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ริศยืนอยู่หัวแถวด้วยใบหน้าวิตกกังวล ข้างๆ คือชีตาห์ที่กอดอกทำหน้าหงุดหงิด และนัทที่ยืนตัวสั่นเป็นลูกนก ส่วนหัวหน้าหน่วย... หายตัวไปตามระเบียบ


           “พวกเธอมากันแล้ว! ริน... พี่ว่าเธอควรกลับไปก่อนจะดีกว่ามั้ย?” ริศเดินเข้ามาถามน้องสาวเสียงเครียด


           “ไม่ทันแล้วค่ะพี่ริศ... พวกนั้นมาแล้ว” รินชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า พวกเขาหันมองตามไป


    ครืดดดดด....


           เสียงคำรามต่ำๆ ดังสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าร้อง แต่ท้องฟ้ากลับไร้เมฆฝน


           จุดสีดำบนท้องฟ้าขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนบดบังแสงอาทิตย์ยามบ่าย เงาทะมึนขนาดมหึมาทาบทับลงมายังสำนักงานเขต 11 นกเวทมนตร์และสัตว์อสูรแถวนั้นต่างแตกตื่นบินหนีตาย หรือหมอบราบคาบกับพื้นด้วยสัญชาตญาณความกลัว


           มันไม่ใช่ยานบินทั่วไป แต่เป็นเหมือนเรือรบโบราณที่ถูกหุ้มเกราะโลหะดำทะมึน หัวยานแกะสลักเป็นรูป ‘วานรทมิฬอ้าปากคำราม’ ที่ดวงตาเรืองแสงสีแดงฉาน


           ด้านข้างตัวยานมีปีกที่ขยับขึ้นลง ลักษณะคล้ายใบพายเรือยาวเหยียดข้างละหกอัน ขยับขึ้นลงเป็นจังหวะเชื่องช้าแต่น่าเกรงขาม คล้ายการเคลื่อนไหวของขบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่ลอยอยู่บนอากาศ


           มันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไอพ่นทั่วไปที่ภัทรรู้จัก แต่ใช้พลังงานเวทมนตร์ทำให้เกิดแรงพยุงในการขับเคลื่อน ส่งผลให้คนด้านล่างต้องรู้สึกใจสั่นสะท้าน


    วูบบบบ...


           ยานลำยักษ์ลอยลงจอดนิ่งสนิทที่ปลายพรมแดงโดยไร้แรงสั่นสะเทือน ท้องของยานเปิดออกกลายเป็นบันไดสีเงินยืดลงมาแตะพื้น พร้อมกับมีคนเดินลงมาด้วยกันสี่คน ท่ามกลางความเงียบสงัด


           คนแรกที่เดินออกมาจากยานนำโดยเด็กหนุ่มอายุประมาณเท่าภัทร ผิวขาว หน้าตาหล่อเหลา สันกรามคม จมูกโด่งเป็นสัน ดวงตาสีขี้เถ้าสว่างแต่กลับดูเบื่อหน่าย สูงราว 170 เซนติเมตร รูปร่างสมส่วน ช่วงไหล่ของเขากว้างผายออก ผมสีเทาเข้มตัดสั้น ที่โคนผมเรืองแสงสีแดงเพลิง สวมเครื่องแบบสีดำขลิบทองแดงเต็มยศที่ดูหรูหราเกินเจ้าหน้าที่ทั่วไป ที่แขนทั้งสองข้างสวมปลอกแขนโลหะสีดำคาดเงิน ฝังผลึกหินเวทมนตร์สีเทาเม็ดเท่าไข่ไก่ที่ปลดปล่อยออร่าน่าเกรงขามออกมา


           คนที่สองเป็นหญิงสาว ผิวขาวจัด สว่างใสราวกับหิมะแรกโปรยปราย ใบหน้าเล็กเรียวรูปไข่ ดวงตาทรงอัลมอนด์โฉบเฉี่ยว ปากอวบอิ่มสีชมพูแดงระเรื่อ ในทรงผมสีดำฮิเมะคัทที่มีปอยผมหน้าม้าส่วนหนึ่งเป็นสีม่วงเขียว เธอตัวผอมบางเอวคอดกิ่ว ในชุดยูนิฟอร์มเช่นเดียวกัน อายุเธอประมาณริศ พกแฟ้มเอกสารหนาเตอะ ที่เอวคาดเข็มขัดที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เวทมนตร์จุกจิก


           คนถัดมาเป็นชายร่างยักษ์สูงกว่าสองเมตร ผิวคล้ำ ผมเกรียนสั้นมีปอยสีเงิน กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ภายใต้ชุดเกราะเบา สะพายกระเป๋าอุปกรณ์ขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะใส่อาวุธหนักไว้ข้างใน


           และสุดท้ายชายวัยกลางคน ผิวหน้าเป็นหลุมเล็กน้อย ผมเปียยาวแซมผมสีน้ำตาลทอง ท่าทางสงบนิ่งเหมือนก้อนหิน เดินปิดท้ายขบวน แม้จะดูไม่มีอะไรแต่ภัทรสัมผัสได้ว่าชายคนนี้ต้องเป็นคนที่ระดับสูงที่สุดที่มาในวันนี้เป็นแน่


           เมื่อพวกเขามาถึง หญิงสาวเลขาขยับแว่นแล้วคลี่ม้วนกระดาษประกาศคำสั่ง


           “ประกาศคำสั่งจากส่วนกลาง... นับจากนี้ สำนักงานเขต 11 จะถูกปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ โดยแบ่งเป็นสองส่วน


           ส่วนที่หนึ่ง ‘หน่วยปราบปรามผู้วิเศษ’ ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง นำโดย นายภาคิน สุริยคราส


           ส่วนที่สอง ‘หน่วยบริการท้องถิ่น’ ดูแลงานจิปาถะทั่วไป นำโดยผู้มีนามเรียกขาน “จี” แห่งกองกำลังปราบปรามพิเศษ”


    เสียงฮือฮาดังขึ้นในหมู่พนักงาน


           “ภาคิน สุริยคราส!? นั่นมัน ‘ผู้ถูกเลือก’ ที่ในที่สุดประเทศเราก็มีกับเขาบ้างไม่ใช่เหรอ?”


           “ทำไมคนระดับนั้นถึงมาที่นี่?”


           “เขาหล่อจังเลยแก... ดูสง่ากว่าในรูปอีก” พนักงานสาวบางคนกระซิบกระซาบ


           ภาคินไม่ได้สนใจเสียงนกเสียงกา สายตาคมกริบของเขากวาดมองผ่านทุกคนไปราวกับอากาศธาตุ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ริน เขาเดินตรงเข้ามาหาเธอด้วยฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคง เสียงรองเท้าบูตกระทบพื้นดังก้องกังวานในความเงียบ สายตาคมกริบกวาดมองรินตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับกำลังประเมินราคาสินค้าที่มีตำหนิ


           “รินธิรา... น่าผิดหวังจริงๆ”


           น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย เย็นชา แต่บาดลึกยิ่งกว่าการตวาด


           “สายเลือดวรวารินทร์ที่มีพรสวรรค์... กลับเลือกมาหมกตัวอยู่ในกองขยะเน่าๆ แบบนี้งั้นรึ?” เขามองริศก่อนหันมามองริน มือข้างหนึ่งของเขาเอื้อมมาเชยคางรินขึ้น แล้วออกแรงบีบแก้มเธอเบาๆ บังคับให้เธอสบตา


           “คิดจะหนีความจริงไปถึงเมื่อไหร่? หรือต้องให้ฉัน ‘จัดการ’ ลากเธอกลับไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่?”


           รินตัวสั่นเทาความกดดันจากภาคินแผ่ออกมาข่มรัศมีเธอจนมิด


    หมับ!


           มือหยาบกร้านข้างหนึ่งคว้าเข้าที่ข้อมือของภาคิน! ทุกคนตกใจกับการกระทำอันบ้าบิ่นของภัทร ไม่เคยมีใครกล้าแตะต้องตัวเขามาก่อน


           ภาคินหยุดชะงัก เขาไม่ได้สะบัดมือออกทันที แต่ค่อยๆ ปรายตามองมือที่จับข้อมือเขาอยู่ แล้วเลื่อนสายตาขึ้นมองหน้าภัทรด้วยแววตาที่ว่างเปล่า... ราวกับมองแมลงสาบที่ไต่ขึ้นมาบนรองเท้าหนังราคาแพง


           “กล้าดีนี่... ที่เอามือสกปรกมาแตะต้องตัวฉัน”


    วิงงงง!


           ภาคินยกมืออีกข้างขึ้นช้าๆ ไม่มีความรีบร้อน หินสีเทาที่ปลอกแขนสว่างวาบ


           “รู้จักที่ต่ำที่สูงซะบ้าง...”


    ตูม!


           แรงผลักมหาศาลอัดกระแทกใส่หน้าอกภัทร! มันรุนแรงกว่าเวทมนตร์ผลักทั่วไปหลายเท่า ภัทรกระเด็นลอยละลิ่วไปด้านหลัง ภัทรตกใจเป็นอย่างมากเพราะนี่คือครั้งแรกที่เขาเห็นเวทมนตร์ที่ไม่แม้แต่จะต้องร่ายคาถา


           แต่ก่อนจะกระแทกพื้น เขาได้คิดอย่างรวดเร็วเอาไว้แล้ว จึงได้ขยับแขนซ้าย เพื่อเปิดการใช้งานของ โล่พับสีดำ ให้กางออกเพื่อรับแรงกระแทก


           ภาคินเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดมือซ้ำ


           “ขยะก็คือขยะ... บังอาจทำให้เสื้อฉันต้องแปดเปื้อน”


           “เวทมนตร์แรงโน้มถ่วง: บีบอัดพสุธา”


           แรงบีบอัดจากทุกทิศทางพุ่งเข้าใส่โล่พับของภัทรจนเกิดเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด


    เพล้ง!


           โล่โลหะสีดำทนแรงกดดันระดับสูงไม่ไหว แตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย! เศษเหล็กบาดผิวหนังภัทรจนเลือดซึม


           ร่างของภัทรถูกแรงกระแทกอัดก๊อบปี้เข้ากับกำแพงสำนักงานอย่างจัง แล้วร่วงลงมากองกับพื้น ท่ามกลางเศษซากโล่พับของตัวเอง


           ภัทรพยายามเงยหน้าขึ้น แต่ภาคินยังไม่จบ เขากางนิ้วมือทั้งห้าออกแล้วกดลงต่ำ


           “เวทมนตร์แรงโน้มถ่วง: สยบธรณี”


    ตึงงงง!


    “อั๊ก!”


           ภัทรร้องลั่น เลือดทะลักออกจากปาก แรงกดดันมหาศาลเหมือนมีช้างทั้งโขลงมาเหยียบทับกลางหลัง น้ำหนักอันโหดร้ายนั้นบดขยี้ลงบนรอยแผลเป็นกลางแผ่นหลังของเขาอย่างจังส่งความเจ็บปวดร้าวลึกทะลุไปถึงไขสันหลังจนแทบจะปริแตก กดหัวเขาให้แนบติดกับพื้นดินจนขยับไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว


           “ไอ้ชั่วเอ้ย!” ชีตาห์ทนไม่ไหว จะพุ่งเข้าไปช่วย แต่ชายร่างยักษ์ก้าวออกมาขวางทางไว้ พร้อมรังสีอำมหิตที่ทำให้ชีตาห์ต้องชะงัก


           ริศรีบยกไม้กายสิทธิ์ชี้ไปที่ภาคิน “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”


           แต่ทันใดนั้น พนักงานมาใหม่ในหน่วยกว่า 5 คน กลับหันไม้กายสิทธิ์มาทางริศแทน! รวมถึงเลขาหญิงที่ชี้พัดเหล็กมาทางเธอด้วย


           “ขอโทษนะคะคุณริศ... แต่ตอนนี้อำนาจเปลี่ยนมือแล้วค่ะ” พนักงานคนหนึ่งกล่าวเสียงสั่น


           “หยุดนะ!”


           รินที่ตัวสั่นงกๆ ตัดสินใจวิ่งเอาตัวเข้ามาขวางระหว่างภาคินและภัทร รินเองก็ได้รับผลของคาถาไปด้วย ส่งผลให้ตุ๊กตากระต่ายในมือร่วงหล่นลงพื้นจากผลของแรงโน้มถ่วง


           “พอได้แล้ว! นายจะฆ่าเขาหรือไง!”


           ภาคินลดมือลง แรงกดดันรอบตัวภัทรจางหายไป


            เมื่อภัทรพยายามจะลุกขึ้น ภาคินถอนหายใจยาว เหยียดตามองอย่างเบื่อหน่าย


           “ไร้สาระ... เสียเวลาชีวิตฉันจริงๆ”


           เขาหันไปมองตุ๊กตากระต่ายที่ตกพื้น แทนที่จะเหยียบมันด้วยความสะใจแบบเด็กเกเร เขาใช้มือหยิบมันขึ้นมาพิจารณาครู่หนึ่ง


           “นี่คือสิ่งที่เธอให้ค่างั้นสินะ? ความอ่อนแอ... ความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้...”


    ผลุบ!


            เขาบีบตุ๊กตาในมือจนขาดด้วยเวทแรงโน้มถ่วง แล้วปล่อยเศษนุ่นร่วงลงพื้น


           “ขยะ ก็ควรอยู่ในที่ของขยะ”


           ภาคินโยนตุ๊กตาที่ขาดทิ้งแล้วเดินนำคณะผู้ติดตามเข้าไปในอาคารสำนักงาน ทิ้งความเงียบสงัดและความสิ้นหวังไว้เบื้องหลัง