มีเสียงเคาะประตูหน้าบ้านจินลี่หยางตื่นมาพบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงโดยมีเฉินอี้นอนหลับอยู่ข้างๆ
จินลี่หยางมองหน้าเฉินอี้อยู่ครู่หนึ่งเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้งเขาจึงรีบลุกจากเตียงไปเปิดประตูเพราะกลัวว่าคนข้างๆ จะตื่น
ฟ้าเพิ่งจะเริ่มสางใครมาหาเฉินอี้แต่เช้าขนาดนี้ จินลี่หยางคิดและปลดกลอนประตู
เมื่อประตูเปิดออกและเห็นคนที่ยืนอยู่หน้าประตูจินลี่หยางก็มีสีหน้าประหลาดใจแต่ยังมิทันได้เอ่ยถามอันใดเหล็กปลายแหลมก็แทงสวนเข้ามาที่สีข้างด้านขวาของเขาอย่างรวดเร็วเลือดทะลักออกมาเมื่อคนร้ายดึงเหล็กแหลมออกจินลี่หยางทรุดลงนั่งกับพื้นยกมือกุมแผลตนเองใบหน้าซีดเผือดและมองเหล็กแหลมที่พุ่งตรงมาที่อกของเขาไร้เรี่ยวแรงต่อต้าน
“พี่ลี่หยาง!!” เฉินอี้ร้องลั่น ผุดตัวลุกขึ้นมานั่ง
จินลี่หยางตกใจตื่นเพราะเสียงร้องของเฉินอี้“เฉินอี้! เป็นอันใด!”จินลี่หยางคว้าตัวเฉินอี้ที่กำลังควานมือเปะปะไปทั่วและตัวสั่นมาก
เมื่อได้ยินเสียงของจินลี่หยางเฉินอี้ก็รีบใช้มือคลำไปทั่วตัวของเขา “พี่ลี่หยาง! ท่านเป็นอันใดหรือไม่ถูกแทงหรือเปล่า!”
จินลี่หยางขมวดคิ้วและส่ายหน้า“เปล่า ข้ามิได้เป็นอันใด เจ้าฝันร้ายแล้วเฉินอี้”
“จริงนะ!” เฉินอี้ยังไม่อยากเชื่อ ภาพเมื่อครู่มันชัดเจนเกินไปจนน่ากลัวมือก็ยังคลำไปทั่วตัวจินลี่หยางไม่หยุด
“ข้ามิได้เป็นอันใด เจ้าแค่ฝันร้ายเท่านั้นเอง”จินลี่หยางลูบหลังเฉินอี้เบาๆ เพื่อปลอบใจ เฉินอี้ผ่อนลมหายใจออก รู้สึกโล่งอก
“ข้าฝันว่าพี่ลี่หยางถูกแทงเหมือนหญิงคนนั้นกับติงฉี” เฉินอี้ค่อยๆเล่าความฝันให้จินลี่หยางฟังมือก็เลื่อนมาแตะบริเวณหน้าอกของเขาที่เฉินอี้ฝันเห็นว่าถูกแทงจนเลือดอาบ
“เจ้าคิดมากจนเก็บไปฝันแล้ว” จินลี่หยางจับศีรษะเฉินอี้โยกไปมาเบาๆ
เฉินอี้พยักหน้าจินลี่หยางยิ้มและลุกขึ้นแต่งตัว
“ฟ้ายังมิค่อยสว่างดีเจ้านอนต่อเถิดข้าต้องไปที่กองทหารก่อนแล้วข้าจะเข้ามาหาใหม่นะ” จินลี่หยางพูดกับเฉินอี้พยักหน้า
“พี่ลี่หยางระวังตัวด้วยนะขอรับ”
“อืม” จินลี่หยางพยักหน้าให้เฉินอี้ ลูบหัวเขาเบาๆ “ข้าไปก่อนนะ”
เฉินอี้พยักหน้าเมื่อเสียงฝีเท้าของจินลี่หยางหายไปแล้ว เขาก็ถอนใจเบาๆ
เมื่อจินลี่หยางมาถึงกองทหารรักษาเมืองได้สักครู่ก็มีเสียงคนตะโกนร้องเรียกเขาอยู่ด้านหน้า จินลี่หยางจึงรีบออกไปดู
“ใต้เท้า ฮือๆ มันเกิดขึ้นอีกแล้วเจ้าค่ะ” หญิงวัยกลางคนยืนร้องไห้มีญาติพี่น้องอีกหลายคนล้อมรอบ
“เกิดเหตุอันใดขึ้นท่านป้า”จินลี่หยางมองใบหน้าวิตกกังวลของทุกคนแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจทันที
“เกิดเหตุอีกแล้วขอรับ เมื่อเช้ามืดนี่เอง”
จินลี่หยางจึงรีบออกไปพร้อมกับชาวบ้านเหล่านั้นทันที
ศพหญิงสาวสภาพเกือบเปลือยถูกทิ้งไว้ในบ่อน้ำด้านหลังหมู่บ้านหลี่เอ้อซึ่งอยู่ถัดจากหมู่บ้านหลี่เคิงไปไม่ไกลนักชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งร้องไห้พลางตะโกนก่นด่าไปด้วย ชาวบ้านที่มุงอยู่รอบๆต่างวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความอกสั่นขวัญแขวน
“นี่ขนาดว่าเดินเวรยามกันขนาดนี้แล้วก็ยังเกิดเรื่องขึ้นอีกจนได้”
“ทำไมนางจึงมาอยู่ที่นี่คนเดียวเล่า”
“มีใครเห็นคนร้ายบ้างหรือเปล่า”
“น่ากลัวเกินไปแล้ว นี่เพิ่งถูกฆ่าเลยนะนี่”
จินลี่หยางสั่งให้ทหารลงไปนำศพขึ้นมาจากบ่อน้ำแต่ชายที่นั่งร้องไห้อยู่ไม่ยอมให้ใครแตะต้องศพ เขาเดินลงไปในบ่อน้ำถอดเสื้อตนเองออกมาคลุมศพหญิงสาวเอาไว้และอุ้มศพขึ้นมาด้วยตนเอง
ชาวบ้านบอกว่าหญิงสาวคนนี้คือคนรักของเขาทั้งสองคนกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกันในอีกไม่กี่วัน แต่หญิงสาวกลับถูกฆ่าตายเสียก่อน
ชายคนนั้นวางศพหญิงสาวไว้ริมบ่อน้ำและกอดศพนางร้องไห้จินลี่หยางเองแม้จะรู้ว่าเขาโศกเศร้ามากเพียงใด แต่ก็จำเป็นต้องขอตรวจสภาพศพ
ชายคนนั้นร้องไห้อยู่อีกครู่ใหญ่จึงยอมถอยออกมาให้จินลี่หยางดูศพของนาง
จินลี่หยางเอ่ยขออภัยต่อนางและเปิดผ้าที่คลุมศพออกมีบาดแผลถูกแทงด้วยของแหลมมีคมเช่นเดียวกับศพก่อนหน้านี้ที่สีข้างด้านขวาแต่ที่แปลกออกไปคือครั้งนี้ที่หน้าอกมีแผลถูกแทงถึงสี่แผล
จินลี่หยางขมวดคิ้วเหตุใดวิธีการฆ่าจึงเปลี่ยนไปที่เล็บมือของศพก็มีรอยฉีกขาดและมีดินฝังในเล็บราวกับครั้งนี้คนร้ายตั้งใจทรมานเหยื่อก่อนที่จะฆ่าทิ้ง
จินลี่หยางสั่งให้ทหารกันคนไว้ตัวเขาเดินสำรวจหาหลักฐานและร่องรอยรอบๆ บ่อน้ำเพิ่มเติมให้คนนำศพกลับไปที่กองทหารรักษาเมืองเพื่อตรวจศพให้ละเอียดอีกครั้งจากนั้นสอบปากคำผู้ที่พบศพเป็นคนแรกและสอบถามช่วงเวลาที่หญิงสาวคนนี้หายตัวไปจนกระทั่งพบศพ
เฉินอี้มาหาจางฝูลู่ตอนสายเขาทำโสมแดง โสมขาว มาให้จางฝูลู่ด้วยทั้งยังมีสมุนไพรบำรุงร่างกาย และยาสมานแผลมาอีกหอบใหญ่จางฝูลู่มองของที่เฉินอี้ขนมามากมายก็มีสีหน้างุนงง
“นี่มันอันใดกันอาอี้ ทำอย่างกับว่าจะมาเปิดร้านขายยาที่บ้านข้าอย่างนั้นแหละ”
เฉินอี้หัวเราะ“โสมแดงนี่ราคาดีมากนะ ข้าฝากขายด้วยก็แล้วกัน”
“เฮอะ เศรษฐีอย่างเจ้าลุกขึ้นมาทำมาหากินเสียขนาดนี้ข้าเองก็เอ่ยอันใดมิออกแล้ว” จางฝูลู่กอดอกและนั่งลงข้างเฉินอี้น้ำเสียงประชดประชัน
“สิ่งที่อยู่กับเจ้าก็เป็นของเจ้า ข้ามิมีอันใดติดตัวก็ถือว่าหมดห่วงแล้ว”เฉินอี้กล่าวกลั้วหัวเราะ จางฝูลู่รู้สึกตงิดใจในคำพูดของเขาแต่ก็มิได้เอ่ยอันใด
“ข้าจะมิได้เข้ามาหาเจ้าสักหลายวันหน่อยก็เลยเอายามาให้เจ้าค่อนข้างมากสักนิด” เฉินอี้บอก จางฝูลู่เลิกคิ้วทันที
“เหตุใดจะมิเข้ามา เจ้าจะไปไหน”
“มิได้ไปไหน เพียงแต่ข้าต้องการสมาธิฝึกคาถาใช้ยันต์ปัญจธาตุเท่านั้นเอง”
“อ้อ….” จางฝูลู่พยักหน้าและมีสีหน้าโล่งใจ เขากลัวจริงๆว่าเฉินอี้จะคิดทำอันใดแผลงๆ อยู่
“เจ้ากับแม่นางเหลยเป็นอย่างไรกันบ้าง” เฉินอี้เอ่ยถามจางฝูลู่ทำหน้าเบื่อหน่าย
“ข้าเป็นผู้ชายมิควรเอ่ยนินทาผู้หญิง” จางฝูลู่เงียบไป ถอนใจเฮือกใหญ่“แต่ก็มิไหวจริงๆ ขอพูดหน่อยเถิด” จางฝูลู่หน้ายุ่งเฉินอี้อดหัวเราะกับความย้อนแย้งกับตัวเองของจางฝูลู่มิได้
“นางก็สวยอยู่หรอก แต่นิสัยบางอย่างของนางข้าก็รับมิได้จริงๆ”จางฝูลู่เริ่มร่ายยาว เฉินอี้นั่งเท้าคางฟังพลางแอบขำ
จินลี่หยางตรวจสภาพศพแล้วปรากฏว่าครั้งนี้ไม่มีร่องรอยการถูกข่มขืน
เหอผิงหน้าตายุ่งเหยิงอยู่ข้างๆจินลี่หยาง “นี่มันอันใดกันขอรับพี่จิน มีคนร้ายเพิ่มขึ้นอีกหรือ”
จินลี่หยางส่ายหน้า“มิใช่หรอก แม้นางจะมิได้ถูกข่มขืน แต่วิธีการฆ่าเป็นรูปแบบเดิม เพียงแต่ว่า”จินลี่หยางดูรอยแผลบนหน้าอกของศพ “ครั้งนี้คนร้ายน่าจะทำเพราะความโกรธแค้นมากกว่า”
จินลี่หยางชี้ที่นิ้วมือของศพให้เหอผิงดู“เล็บของนางฉีกขาดหลายเล็บ นางถูกทรมานก่อนตาย สองศพก่อนหน้านี้ไม่มีร่องรอยพวกนี้ข้าได้คุยกับหมอที่มาตรวจสภาพศพแล้วเขาบอกว่าทุกศพจะถูกแทงที่สีข้างด้านขวาก่อนเพื่อมิให้เหยื่อหนี”
เหอผิงพยักหน้าและตั้งใจฟังจินลี่หยางกล่าวต่อ
“ถูกแทงที่สีข้างทำให้เจ็บมากแต่ไม่ถึงกับชีวิตแผลที่ทำให้พวกเขาตายคือแผลที่หน้าอกเพราะถูกแทงที่หัวใจ สรุปได้คือเมื่อคนร้ายหมายตาเหยื่อไว้แล้วเขาจะเข้าประชิดตัวและแทงเข้าที่สีข้างก่อนเพื่อทำให้เหยื่อหมดทางต่อสู้ขืนใจพวกเขาขณะที่เหยื่อยังรู้ตัวจากนั้นจึงฆ่าทิ้ง”
เหอผิงทำหน้าสะอิดสะเอียน“ไอ้นี่มันเป็นฆาตกรโรคจิตชัดๆ!”
จินลี่หยางพยักหน้า“แต่เหยื่อรายสุดท้ายข้าคิดว่าเมื่อนางถูกแทงที่สีข้างแล้วคนร้ายคงจะปล่อยให้นางหนี ทรมานให้นางทุรนทุรายก่อน เมื่อพอใจแล้วจึงฆ่านาง”จินลี่หยางชี้รอยที่หน้าอกทั้งสี่แผลซึ่งค่อนข้างลึก“การฆ่าครั้งนี้เป็นการระบายโทสะ”
เหอผิงใบหน้าขาวซีดปากเขียว เหมือนอยากจะอาเจียน