Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

    บทที่ 57 วิชาลับประจำตระกูล

    วิชาลับประจำตระกูล

     

                การค้นพบความจริงข้อนี้ทำให้บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนไปในทันที

                สีหน้าของกัสบิดเบี้ยวไปเมื่อตระหนักว่าเด็กสาวผมขาวกำลังจ้องมองเขาอยู่ด้วยความหวังอย่างยิ่งยวดว่าเขาจะมอบสิ่งนั้นให้กับเธอเพื่อเติมเต็มความหิวโหยที่ทำร้ายเธอมาตลอด

                ในขณะที่กัสนั้นรู้สึกต่อต้านอย่างรุนแรงที่จะทำแบบนั้น

                เช่นเดียวกับเด็กสาวทุกคนที่มีสีหน้าประหลาดๆและรู้สึกแปลกๆ ต่ออาหารที่เด็กสาวผมขาวต้องการ

                สิ่งนั้นไม่ใช่ของที่ทุกคนจะกินได้แม้ว่าเด็กสาวทั้งห้าจะเคยกินมาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้งก็ตามทีแต่นั่นเป็นการกินเชิงสัญลักษณ์มันเป็นเพียงการแสดงออกทางความรักระหว่างพวกเธอกับกัสเท่านั้นไม่ใช่การกินเพื่ออิ่มท้องหรือเพื่อประโยชน์

                เมื่อคิดว่าเด็กสาวผมขาวต้องกินสิ่งนั้นแทนอาหารเพื่อความอยู่รอดแล้วใบหน้าของเด็กสาวทั้งห้าก็แดงก่ำขึ้นมาและพากันส่ายหน้ากันแบบไม่คิดเพื่อปฏิเสธและคัดค้านอย่างสุดหัวใจ

                “ทำแบบนั้นไม่ได้นะคะท่านพี่..เรื่องแบบนั้น..เรื่องแบบนั้นข้ารับไม่ได้ค่ะ!!”

                “มัน..มันดูไม่ดีเลยอะพี่กัส ข้าเองก็รู้สึกรับไม่ได้เหมือนกัน..”

                “พวกเราเองก็เหมือนกัน..ถึงการเป็นข้ารับใช้จะต่ำต้อยยังไงแต่การที่ต้องดำรงชีวิตด้วยของแบบนั้นมันก็..”

                สีหน้าของทุกคนดูแย่มากเมื่อรู้ว่าสมาชิกใหม่ของพวกเธอนั้นมีความต้องการน้ำกามในการเติมเต็มความหิวโหย

                เพียงแค่คิดสายตาที่มองไปยังเด็กสาวผมขาวก็เต็มไปด้วยความสงสารเห็นใจกัสเองก็มองไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนไม่ต่างกัน

                สำหรับเขาการมอบสิ่งนี้ให้เด็กสาวผมขาวไม่นับว่าเป็นปัญหาอะไรการปฏิบัติต่อเธอในฐานะของข้ารับใช้ที่ใช้เพื่อรองรับความต้องการก็ไม่นับว่าลำบาก

                ทว่าสิ่งนี้เท่านั้นที่ทำให้กัสไม่อาจยอมรับได้เพราะการกระทำเช่นนั้นมันจะไม่ต่างอะไรจากการเปลี่ยนเด็กสาวให้กลายเป็นทาสกามที่ต่ำต้อยและน่าสมเพชยิ่งกว่าทาสทั่วไปเสียอีก

                หากต้องมอบสิ่งนั้นให้กับเด็กสาวเพื่อทำให้เธออิ่มท้องแล้วมโนธรรมของเขาไม่อาจยอมรับได้จริงๆ ทั้งยังรู้สึกต่อต้านจากส่วนลึกของหัวใจอีกด้วย

                “ข้าเองก็ทำไม่ลงเหมือนกัน..บอกตามตรงแค่คิดก็รู้สึกหดหู่แล้ว”

                สีหน้าของเด็กสาวทุกคนเปลี่ยนเป็นเห็นใจขึ้นมาในทันทีทุกคนมองไปยังเด็กสาวผมขาวที่นั่งอยู่ตรงกลางด้วยสีหน้าหิวโหยและอ้อนวอน

                สายตาของเธอนั้นมองไปยังน้องสาวคนโตของกัสบ่อยๆอีกทั้งตำแหน่งที่มองไปก็ยังเป็นจุดที่อ่อนไหวที่สุดของเธอด้วยเช่นกันเธอทำราวกับว่าอยากกินมันมากจนแทบจะห้ามตัวเองไม่ไหว

                แต่เมื่อเห็นสายตาของกัสเด็กสาวก็ตัวสั่นกลัวเพราะเธอตระหนักดีว่ากัสนั้นเป็นเจ้านายของเธอหากไม่มีคำอนุญาตจากกัสเธอก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรแบบนั้นอีกเช่นกัน

                ความรู้สึกที่โศกเศร้าจึงเอ่อล้นออกมาจากดวงตาของเด็กสาวรวมกับความอ่อนล้าที่ทำให้ดวงตาพร่ามัวภาพที่เธอมองเห็นก็เริ่มกลายเป็นพร่ามัวไม่ชัดเจนอีกเพราะพลังงานที่ใช้ในการดำรงชีวิตอยู่ในจุดต่ำสุดจนเธอแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงในการกระทำสิ่งใดแล้ว

                สภาพเช่นนี้ย่อมไม่มีใครคิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับเด็กสาวผมขาวต้องบอกว่าแม้กระทั่งตระกูลก็ยังไม่คิดจะเชื่อว่ามันจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นด้วยซ้ำ

                ช่วงเวลานั้นทุกคนตกอยู่ในความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเสียงฝีเท้าของคนสองคนก็ดังมาให้ได้ยินทำให้กัสที่จมอยู่ในความรู้สึกแย่ๆฟื้นตัวขึ้นมาในที่สุด

                “ท่านน้า..มิซ่า”

                กัสหันกลับไปส่งเสียงทักทายด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย

                มิซ่าเองก็สังเกตเห็นความผิดปกตินี้อย่างชัดเจนจนทำให้เธอรู้สึกไม่ดีตามไปด้วย

                แตกต่างจากซีต้าที่มองมาด้วยความประหลาดใจก่อนจะมองไปยังเด็กสาวผมขาวที่นั่งหน้าเศร้าอยู่ตรงกลาง

                จากประสบการณ์ชีวิตที่มีมากของเธอรวมกับสายตาที่แหลมคมของผู้รักษาเธอมองเห็นได้ในทันทีว่าเด็กสาวคนนี้มีปัญหาและทุกคนก็กำลังอารมณ์หม่นหมองเพราะปัญหาของเด็กคนนี้

                ภาพที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ซีต้าประหลาดใจแต่ในเวลาเดียวกันก็นึกชอบใจนิสัยของเด็กกลุ่มนี้ที่อารมณ์หม่นหมองเพราะปัญหาของข้ารับใช้ที่เพิ่งจะรู้จัก

                “กัส..เกิดอะไรขึ้นละมีปัญหาอะไรทำไมไม่ถามน้าของเจ้าหืมเจ้าก็น่าจะรู้ว่าน้าคนนี้ของเจ้าเป็นปรมาจารย์ผู้รักษาหากเป็นเรื่องของปัญหาสุขภาพแล้วละก็ น้าตอบเจ้าได้ทุกเรื่องเลยนะ”

                คำแนะนำนี้ทำให้ดวงตาของกัสและเด็กสาวทั้งห้าสุกสว่างสดใสขึ้นมาพร้อมกันราวกับค้นพบแสงสว่างท่ามกลางความมืดทำให้อารมณ์ของทุกคนเปลี่ยนไปในทันที

                “จริงหรอท่านน้าซีต้า น้ารู้จริงๆ นะ”

                น้องสาวคนเล็กวิ่งเข้าไปหาน้าสาวของเธอก่อนใครพลางกอดแขนเอาไว้แน่นด้วยท่าทีที่ออดอ้อนที่น่ารักเป็นที่สุดทำให้ซีต้าอมยิ้มอย่างอ่อนหวานพลางดึงแก้มของเด็กสาวเบาๆ

                “แน่นอน โดยเฉพาะเรื่องของคนในตระกูลของพวกเราน้าศึกษาโรคและปัญหาของเผ่าต่างๆ ในตระกูลมาอย่างละเอียดเชียวละ”

                คำยืนยันนี้ช่วยให้บรรยากาศที่หม่นหมองจางหายไปจากหัวใจของทุกคนได้อย่างรวดเร็วส่งผลให้บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนไปในทันทีจนเด็กสาวผมขาวเริ่มรู้สึกตัวและเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความสงสัย

                “คืองี้ท่านน้า เด็กคนนี้เขาอยากกินน้ำกา..อุ๊บ!!”

                “ยัยเด็กบ้า!! ไปพูดแบบนี้ไม่ได้นะ!!”

                น้องสาวคนเล็กที่ตั้งใจจะอธิบายเรื่องทั้งหมดนั้นเริ่มพูดออกมาแบบไม่คิดอะไรเลยสักนิดทำให้กัสถึงกับแตกตื่นจนต้องรีบตรงเข้าไปปิดปากของเธอไว้ทำให้เด็กสาวไม่ทันพูดคำพูดที่ไม่น่าพูดออกมามากที่สุด

                ซีต้านั้นเพียงเลิกคิ้วเธอมองดูสีหน้าของเด็กสาวด้วยความสงสัย จากนั้นจึงหันไปมองกัสแล้วยิ้มน้อยๆด้วยความรู้สึกนึกสนุกเพราะรู้ว่าเด็กกลุ่มนี้กำลังพยายามปิดบังอะไรบางอย่างจากเธออยู่

                มิซ่าเองก็มองเห็นได้เช่นกันทว่าเธอเพียงสงสัยเท่านั้นไม่ถึงขนาดนึกสนุกกับการค้นหาความจริงเช่นเดียวกับอาจารย์ของเธอ

                “น่าสนใจ..น้ำ.กา..น้ำอะไรนะเด็กน้อย บอกน้ามาสิ”

                ใบหน้าของกัสสั่นกระตุกในทันที ความคิดแย่ๆ เกิดขึ้นมาในหัวของเขาเมื่อรวมกับประสบการณ์การถูกยั่วยวนใจที่ผ่านมากัสก็เชื่อสนิทใจเลยว่าหากเขาพูดออกไปจริงๆมันต้องมีปัญหาที่ทำให้เขาปวดหัวอีกแน่

                ใบหน้าของน้องสาวคนเล็กบูดบึ้งไปไม่น้อยเธอยังคงถูกพี่ชายปิดปากเอาไว้จนพูดไม่ได้น้องสาวคนโตก็เดินเข้ามาใกล้แล้วเริ่มต้นอธิบายปัญหาทั้งหมดให้น้าสาวของเธอเข้าใจในทันทีเป็นการตัดปัญหาเพื่อไม่ให้น้องสาวคนเล็กของเธอพูดเรื่องที่ไม่ควรพูดออกมา

                “ทั้งหมดเป็นแบบนี้ค่ะท่านน้า เด็กคนนี้..เด็กคนนี้มีปัญหาด้านการย่อยอาหารค่ะเธอหิวมากและอ่อนแรงมากด้วยแต่ในท้องของเธอกลับเต็มไปด้วยอาหารที่ยังไม่ย่อยทำให้ร่างกายขาดสารอาหารนะคะไม่ทราบว่าท่านน้าพอจะมีวิธีแก้ไขหรือไม่คะ”

                เมื่อได้ยินคำอธิบายของหลานสาว สีหน้าของซีต้าก็เปลี่ยนไปในทันทีเธอมีท่าทีเหมือนไม่พอใจแต่ก็ตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมาถึงวิธีแก้ไข

                “ก็ไม่ยากอะไรนี่..แค่เปลี่ยนอาหารของเธอเสียใหม่ให้กลายเป็นอาหารที่ย่อยง่ายๆเช่น..ซุป แล้วก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกเนื้อด้วยจริงสิเด็กคนนี้เป็นเผ่าภูตพฤกษาด้วยสินะถ้าแบบนั้นก็ง่ายหน่อยให้เธอหยั่งเส้นผมลงไปบนพื้นดินที่ชุ่มน้ำก็ช่วยเธอได้ไม่น้อยแล้ว”

                คำแนะนำนี้เป็นคำตอบที่ตรงจุดอย่างถึงที่สุดเลยทีเดียว

                ดวงตาของกัสกับเด็กสาวทั้งห้าเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจก่อนจะหันไปมองเด็กสาวผมขาวที่มีท่าทีสับสนและสงสัยเธอคลายกับไม่เข้าใจในสิ่งที่ซีต้าพูดเลย

                “เจ้าทำได้ไหม ทำตามที่ท่านน้าบอกลองใช้เส้นผมของเจ้าหยั่งลงไปในพื้นดินเสียแล้วดูดซับสารอาหารจากในดิน”

                เด็กสาวผมขาวยังคงสงสัยแต่เธอก็ทำตามที่กัสบอกแต่โดยดีโดยไม่มีความคิดที่จะต่อต้านเลย

                ไม่นานนักเส้นผมสีขาวซีดของเธอก็ขยับไหวแล้วแทรกลงไปในพื้นดินก่อนจะดูดซับธาตุอาหารผ่านความชื้นในดินซึ่งทำให้ดวงตาของเด็กสาวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

                “ดูเหมือนจะใช้ได้สินะ..แบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย”

                “นั่นสิคะท่านพี่ หากต้องใช้วิธีนั้นจริงๆ น้องคงรู้สึกไม่ดีไปด้วย”

                เมื่อหาทางออกได้สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนเป็นผ่อนคลายบรรยากาศที่หม่นหมองจางหายไปจนหมดสิ้นทำเอาซีต้าถึงกับสงสัยว่าอะไรคือปัญหาที่ทำให้เด็กกลุ่มนี้แสดงอาการแบบนั้นออกมากันแน่

                “ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะหาทางออกได้แล้วสินะแล้วก่อนหน้านี้ทำอะไรกัน ทำไมถึงทำสีหน้าเหมือนคนสิ้นหวังแบบนั้นละ”

                จังหวะเวลาและคำถามถูกส่งออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะสมมากทำให้กัสและน้องสาวตอบสนองไปตามคำถามนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ

                ทว่าคนที่นำไปก่อนใครและตอบคำถามนี้ออกไปตรงๆโดยไม่คิดอะไรมีเพียงน้องสาวคนเล็กของกัสเท่านั้น

                “ก็ก่อนหน้านี้อะเด็กคนนั้นต้องการกินน้ำกามของพี่กัสเป็นอาหารนี่นะพวกเรานะทำใจรับไม่ได้ก็เลยลำบากใจอะท่านน้า”

                คำพูดที่หลุดออกมานี้ทำเอาใบหน้าของกัสถึงกับบิดเบี้ยวน้องสาวคนโตหน้าแดงก่ำขึ้นมา อิจิโกะกับน้องพากันก้มหน้านิ่งในขณะที่มิซ่านั้นหน้าแดงก่ำพลางปิดปากอย่างกับพบเจอเรื่องที่ทำให้เธอตกใจที่สุด

                จะมีก็เพียงซีต้าที่ดูเหมือนจะไม่ประหลาดใจเท่าไหร่

                “อะไรกันเรื่องนั้นเองหรอ ข้าก็นึกว่ามีเรื่องสนุกๆอะไรเสียอีก ถ้าเป็นเรื่องนั้นละก็ มันก็ปกติละนะสำหรับเผ่าภูตพฤกษา”

                ถ้าบอกว่าคำพูดแบบไม่คิดของน้องสาวคนเล็กทำให้ทุกคนทำตัวลำบากแล้วละก็คำตอบของซีต้ากลับเป็นอะไรที่มากยิ่งกว่าอีกมันถึงขนาดที่ทำให้เด็กสาวทุกคนอ้าปากค้างได้เลยทีเดียว

                “จริงหรือคะท่านอาจารย์ เรื่องแบบนั้นเรื่องที่น่าอายแบบนั้น!”

                ซีต้าส่ายหน้าน้อยๆอย่างไม่คิดอะไรเธอเพียงยิ้มอย่างมีเลศนัยไปยังกัสเพียงเท่านั้นก่อนจะมองไปยังเด็กสาวผมขาวที่ตอนนี้นั่งยิ้มน้อยๆอยู่บนพื้นโดยมีเส้นผมแทรกอยู่ในพื้นดิน

                “มีซิมิซ่าเจ้าเองก็น่าจะเคยอ่านมาก่อนแล้วแต่คงไม่รู้ว่ามันมีความหมายแบบนี้เท่านั้นซึ่งจริงๆแล้วต้นตระกูลของเผ่าภูตพฤกษานั้นเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นมาได้ก็ด้วยวิธีนี้แหละในหมู่ผู้รักษาเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ปรมาจารย์ทุกคนทราบดี”

                มิซ่ายังคงมีท่าทีสับสนและไม่เข้าใจ แตกต่างจากซีต้าที่ยิ้มน้อยๆด้วยท่าทีขบขันต่อเด็กสาวไร้เดียงสาเหล่านี้จากนั้นจึงมองไปยังกัสด้วยสายตาที่จริงจัง

                “กัสในฐานะของทายาทบุรุษเจ้าน่าจะรู้ดีว่าตระกูลเรานั้นมีวิชาลับที่ถ่ายทอดให้เฉพาะทายาทบุรุษอยู่วิชาหนึ่งใช่ไหมหากเจ้าฝึกฝนวิชานั้นอยู่วิธีนี้ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเลี้ยงดูเด็กคนนี้แล้วละ”

                แม้จะพูดเรื่องน่าอายที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนพูดกันทว่าสีหน้าของซีต้านั้นดูจริงจังมากจนไม่มีใครกล้าขัดเลยกัสเองก็ยังรู้สึกกดดันไปเพราะคำพูดนี้ด้วยเช่นกัน

                “เรื่องนั้นมัน..”

                “ตอนนี้เจ้ายังเด็กและยังฝึกฝนวิชานั้นไม่สำเร็จเจ้าจะสงสัยและมองว่ามันน่าอายหรือน่าสมเพชก็ไม่ผิดหรอกแต่เจ้าต้องเข้าใจว่าแก่นแท้ของวิชาลับประจำตระกูลของพวกเราคือการแลกเปลี่ยนพลังระหว่างบุรุษสตรีผ่านการร่วมรัก..แล้วเจ้าคิดว่าการที่บุรุษจะส่งผ่านพลังไปให้สตรีมันมีวิธีไหนบ้างละการหลั่งน้ำกามของเจ้าในยามที่เจ้าสำเร็จวิชานั้นจะมีคุณค่าต่อเด็กสาวคนนี้มาก ซึ่งไม่เพียงมีค่าต่อเด็กคนนี้เท่านั้นมันยังมีค่าต่อเด็กสาวทุกคนที่อยู่รอบตัวเจ้าด้วย”

                คำพูดที่เต็มไปด้วยเหตุผลและอารมณ์ที่จริงจังนี้ทำให้กัสถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียวเพราะเขาไม่คิดว่าน้าสาวที่ชอบยั่วยวนและเอาแต่หยอกเย้าเขานั้นจะสามารถพูดถึงเรื่องแบบนี้ด้วยสีหน้าที่จริงจังได้ขนาดนี้

                มิซ่าเองก็เหมือนจะตกใจไม่น้อยเช่นกันเพราะเธอไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะกลายเป็นเรื่องที่นำออกมาพูดด้วยสีหน้าที่จริงจังแบบนี้ได้

                ซีต้านั้นคล้ายกับไม่แปลกใจเท่าไหร่เธอยิ้มให้กัสและมองไปยังเด็กสาวผมขาวที่ยังคงหลับตาพริ้มอยู่บนพื้นราวกับกำลังสุขสบายอย่างถึงที่สุดกับความรู้สึกที่ไม่เคยได้สัมผัสจากที่ไหนมาก่อน

                ลักษณะที่ผิดแปลกนี้ทำให้ซีต้าเกิดความสงสัยขึ้นมาแต่เธอก็เก็บซ่อนมันเอาไว้อย่างรวดเร็วแล้วหันไปยิ้มอย่างยั่วยวนให้กับกัส

                “เจ้าเข้าใจแล้วใช่ไหมกัสหากเจ้าฝึกฝนวิชาจนสำเร็จเมื่อไหร่..บางทีน้าคนนี้อาจจะเป็นคนแรกที่อยากขอน้ำกามของเจ้าเลยละ”

                พูดแล้วน้าสาวคนสวยก็ก้มลงมาจูบลงบนแก้มของกัสเบาๆพลางหัวเราะระรัวเมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของกัสที่น่าสนใจมากสำหรับเธอ

                “ท่านอาจารย์ค่ะ!!”

                “จ้าๆ ข้ารู้แล้ว..เจ้าจะบอกว่าคนแรกต้องเป็นเจ้าสินะมิซ่างั้นก็ไม่มีปัญหา ข้ารอได้..จะลำดับที่เท่าไหร่ก็ได้ทั้งนั้น”

                หลังจากพูดจบซีต้าก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาพลางมองดูกัสด้วยดวงตาที่ยั่วยวนซึ่งทำให้ใบหน้าของกัสแดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง

                บรรยากาศระหว่างพวกเขากลายเป็นวุ่นวายขึ้นมาแต่มันก็สงบลงอย่างรวดเร็วเมื่ออาหารที่เตรียมอยู่เริ่มส่งกลิ่นไหม้ออกมาซึ่งทำให้เด็กสาวทั้งห้าแตกตื่นจนต้องรีบไปจัดการ

                กัสเองก็ต้องถอนหายใจพลางมองดูเด็กสาวผมขาวที่จนถึงตอนนี้ก็ยังมีท่าทีที่มีความสุขพลางหยั่งเส้นผมลงไปในดินราวกับต้นไม้ต้นหนึ่ง

                ในความคิดของกัสวิธีที่น้าสาวพูดยังคงวนเวียนอยู่ในหัวใจของเขา

                วิชาลับประจำตระกูลนั้นคนทั่วไปย่อมทราบว่ามันเป็นวิชาแบบไหนแต่คนที่เข้าใจเนื้อหาและรู้ถึงประสิทธิภาพของมันนั้นเกรงว่าจะมีเพียงคนที่ฝึกฝนมันจนสำเร็จเท่านั้น

                ‘หากสิ่งที่ท่านน้าพูดเป็นเรื่องจริงละก็..บางทีข้าเองก็คงต้องทำแบบนั้นสินะ’

                กัสขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกที่สับสน ไม่เพียงแค่เด็กสาวผมขาวที่ต้องการน้ำกามในการเติมเต็มความหิวโหยหากเขาฝึกฝนวิชานี้จนสำเร็จเขาจะสามารถส่งผ่านพลังของตัวเขาไปให้กับเด็กสาวทุกคนได้

                ด้วยวิธีนี้โอกาสรอดของทุกคนก็จะสูงขึ้นและทุกคนก็จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยการสนับสนุนของเขา

                ‘ต้องรีบพัฒนาวิชาของเราให้ดีขึ้นหากข้าสามารถทำให้มันสมบูรณ์ขึ้นมาได้แล้วละก็ ทุกคนก็จะแข็งแกร่งมากขึ้น!!’

                หากวิชาลับประจำตระกูลคือการแลกเปลี่ยนพลังระหว่างบุรุษสตรีเช่นนั้นวิชาที่กัสกำลังคิดก็คือวิชาที่ใช้เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเขาอย่างรวดเร็ว

                หากเขาสำเร็จวิชาทั้งสองนี้แล้วละก็เขาก็สามารถนำพลังที่เขาเพิ่มขึ้นมาจากการกินส่งไปให้เด็กสาวทุกคนได้ด้วยวิธีนี้ทุกคนจะแข็งแกร่งขึ้นด้วยความเร็วที่เขาไม่อาจจินตนาการได้เลยทีเดียว

                แต่ก่อนที่เขาจะทำได้สำเร็จกัสก็ไม่กล้าคาดหวังมากนักเพราะวิชาลับประจำตระกูลนั้นเป็นสิ่งที่มีน้อยคนมากที่ฝึกสำเร็จจนถึงขั้นสูง

                คนส่วนใหญ่มักจะสำเร็จเพียงขั้นแรกที่ทำได้เพียงดูดซับพลังจากคู่รักมาเสริมความแข็งแกร่งให้กับตัวเองส่วนคนที่ฝึกฝนถึงขั้นสองที่สามารถกลั่นพลังในร่างกายและส่งกลับไปได้นั้นมีอยู่น้อยมาก

                ความซับซ้อนของวิชาลับนี้หากนำไปเทียบกับวิชาที่กัสกำลังคิดค้นขึ้นแล้วมันแตกต่างกันราวฟ้ากันดินเลยทีเดียว

                ด้วยเหตุนี้กัสจึงไม่กล้าที่จะคาดหวังว่าจะสำเร็จได้ถึงขั้นสองที่สามารถกลั่นพลังในร่างกายเพื่อส่งต่อไปให้ฝ่ายหญิงได้ง่ายๆ

                ในเมื่อขั้นแรกสุดเขายังทำไม่สำเร็จเลยแล้วจะไปหวังในสิ่งที่ยังมองไม่เห็นเพื่ออะไร

                คิดแล้วกัสก็ส่ายหน้าพลางสลัดความคิดนี้ทิ้งไปและเริ่มมื้ออาหารที่แสนอร่อยอย่างสุขสำราญเช่นเคย

                อาหารเย็นของวันนั้นกัสรู้สึกว่าตัวเขากินมากขึ้นอีกแล้วเช่นเดียวกับครั้งแรกสุดที่เขาฝึกฝนได้สำเร็จความอยากอาหารของเขาก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นทำให้ปริมาณอาหารลดน้อยลงไปทุกขณะซึ่งทำให้กัสเริ่มรู้สึกเครียดขึ้นมาบ้างแล้วเช่นกัน

                ‘ต้องปรับแผนใหม่อีกแล้วสินะ..และถ้ามันเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆละก็..ดูเหมือนว่ามันจะเป็นปัญหาแล้วสินะ’

                เวลาผ่านไปยามค่ำคืนก็มาถึง ภายใต้การปลุกเร้าจากเหตุการณ์ในวันนี้ทำให้เด็กสาวทุกคนมีความปรารถนาที่ร้อนแรงกว่าวันก่อนๆส่งผลให้กัสที่มีความต้องการเต็มเปี่ยมตัดสินใจปลดปล่อยความเครียดของเขาไปพร้อมกับการเริงรักที่เร่าร้อนนี้เต็มที่

                ท้ายที่สุดภายในบ้านหลักก็ปกคลุมไปด้วยเสียงครวญครางของเด็กสาวและเสียงหอบหายใจของบุรุษที่ดังกระเส่าไม่ขาดยาวนานกว่าครึ่งคืนถึงจะสงบลงในท้ายที่สุด

                ในขณะที่บ้านอีกหลังมีบรรยากาศที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

                ซีต้านั่งมองตัวเลขที่ได้จากการตรวจสอบร่างกายของกัสด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดเป็นพิเศษดวงไฟที่ข้างเตียงยังคงสว่างและไม่มีทีท่าว่าจะถูกปิดลงเลยสักนิด

                ด้านข้างของเธอนั้นคือมิซ่าที่กำลังศึกษาข้อมูลของกัสอยู่เช่นเดียวกัน

                “อาจารย์คะ..วิชาลับของตระกูลที่ท่านว่ามันคือสิ่งนั้นใช่ไหมคะ..งานวิจัยหลักของตำหนักผู้รักษา”

                “..ใช้นั่นคือปัญหาหลักที่ตำหนักผู้รักษาพยายามหาวิธีแก้มาหลายร้อยปีแล้วและเป็นภารกิจหลักของผู้รักษาทุกคนด้วย”

                เมื่ออยู่กับลูกศิษย์เพียงลำพังบรรยากาศของซีต้านั้นดูจะต่างจากตอนที่อยู่กับกัสมากทีเดียวเธอไม่มีท่าทีสนุกสนานหรือชอบกลั่นแกล้งเลยหากแต่มีท่าทีที่จริงจังและเคร่งขรึมไปกับทุกสิ่ง

                แม้กระทั่งตอนที่ตอบคำถามของลูกศิษย์ที่รักยิ่งอย่างมิซ่าเธอก็ยังไม่ละสายตาไปจากหน้าจอเลยสักนิด

                มิซ่าเองก็ดูจะคุ้นเคยกับเรื่องนี้แล้วเหมือนกันเพราะตัวเธอเองก็ไม่ได้หันหน้าไปหาอาจารย์ในตอนที่ถามเช่นเดียวกันหากแต่มองดูหน้าจอของตัวเองพลางจดบันทึกไม่ขาด

                “ท่านอาจารย์คะ..ท่านคิดว่า..วิชาที่ท่านกัสกำลังสร้างอยู่มันมีโอกาสที่จะแก้ปัญหานี้ได้ไหมคะ”

                ช่วงเวลาที่มิซ่าถามคำถามนี้ออกมานั้นเด็กสาวได้หันกลับไปมองอาจารย์ของเธอด้วยท่าทีที่จริงจังเป็นอย่างมาก

                ซีต้าเองก็เช่นกันเธอหยุดสิ่งที่ทำอยู่ทั้งหมดและหันกลับมามองลูกศิษย์ของเธอด้วยสีหน้าที่จริงจังไม่ต่างกัน

                “บางที..บางทีมันอาจจะทำได้ แต่ข้าก็ไม่มั่นใจหัวใจหลักของวิชานี้อยู่ที่พรศักดิ์สิทธิ์ที่กัสมี หากขาดมันไปแล้ววิชานี้จะกลายเป็นวิชาที่มีระดับความยากสูงมากจนไม่มีใครสามารถฝึกฝนได้เลยจริงๆ..ยกเว้นเพียงพวกเราจะสามารถจำลองรูปแบบพลังของกัสออกมาเป็นวิชาใหม่ได้เท่านั้นมันถึงจะมีหวัง”

                ชั่วขณะนั้นความคิดบางอย่างก็เกิดขึ้นมาในใจของซีต้าความเป็นไปได้อีกรูปแบบหนึ่งที่อาจจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้

                ‘หากไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้จริงๆ แล้วละก็มันก็อาจจะมีอีกวิธีหนึ่ง..นั่นคือการทำให้เด็กคนนั้นแต่งงานกับทายาทสตรีที่มีสายเลือดบริสุทธิ์’

    คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน