82 1-2
ตอนที่150 ความจริงใจ (2)
“ไฉนใบหน้าของเจ้าอยู่ๆก็อัปลักษณ์?”
หลิวซูจ้องเขม็งไปที่รอยจุดด่างดำบนใบหน้าของเซียถงและพยายามเบี่ยงประเด็นเปลี่ยนเรื่องโดยไว
เซียถงมิได้เอ่ยตอบ เพียงส่งสายตาเย็นชายิงใส่อีกฝ่ายอย่างเงียบงัน
“ไฉนถึงต้องจ้องข้าด้วยสายตาเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา?ก็แค่บังเอิญไปเห็นหญิงสาวนางนั้นกำลังอาบน้ำเท่านั้น”
พอเห็นอีกฝ่ายจับจ้องตนไม่คลายอ่อนหลิวซูก็ชักจะหมดความอดทน โบกมือปัดและกล่าวว่า
“ถึงอย่างไรหญิงสาวนางนั้นก็หุ่นดีกว่าเจ้ามากโดยเฉพาะหน้าอกหน้าใจ”
ทันทีทันใดอุณหภูมิโดยรอบพลันตกฮวบเย็นลงกะทันหันเสมือนมีลำแสงสว่างวาบเปล่งออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของเซียถงนางกระชากผมยาวสลวยสีเงินอีกฝ่ายโดยไว ก่นเสียงเย็นยะเยือกกล่าวว่า
“เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอันใด?”
“ข้ากำลังจะบอกว่าเจ้าทั้งใจร้ายและอ่อนแอ! มีดีแต่จะใช้เรื่องผมข่มขู่ข้าอย่างเดียว!”
หลิวซูตะคอกใส่นางด้วยความโกรธจัดเพราะตั้งแต่ที่มันยอมรับเซียถงเป็นเจ้าของ วันๆ ก็เอาแต่ขู่เข็ญว่าจะตัดผมบ้างถอนผมของมันทิ้งบ้าง นอกเหนือจากนั้นคือไม่มีอะไรอื่นเลย!
เซียถงตกตะลึงไปชั่วขณะเมื่อได้ฟังคำกล่าวประโยคนั้นเป็นเวลาสักครู่ใหญ่ ร่างของนางพลันหยุดนิ่งค้างแข็งสายตาเหม่อลอยไร้จุดหมายดูว่างเปล่า
“หากเจ้ากล้าถอนผมข้าจริงอย่าฝันว่าจะได้หยิบใช้กระบี่ทัณฑ์ฟ้าอีกเลย!”
นัยน์ตาสีแดงทับทิมของหลิวซูจับจ้องนางหนาแน่นไม่เสื่อมคลายเสมือนปรากกฎเปลวไฟจางๆ สาดสะท้อนออกมาจากดวงตา
เซียถงมองหน้าหลิวซูสีหน้ายังคงดูตื่นตกใจไม่หายนางสามารถสัมผัสได้ทั้งทีถึงความโกรธและความไม่พอใจที่สื่อออกมา ผ่านท่าทางอากัปกิริยาของมันเป็นถึงยุทธภัณฑ์ศักดิ์สิทธิ์ในยุคบรรพกาลแต่กลับถูกคุกคามด้วยวิธีแสนน่ารังเกียจเช่นนี้ทั้งหมดเป็นเพราะความอ่อนแอของผู้ถือครองอย่างนางคล้ายว่าในเวลานี้เซียถงจะเริ่มตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่างแล้วและนี่ทำให้นางรู้สึกสะท้อนใจไม่น้อย
เพราะหากนางเป็นหลิวซูก็คงไม่ดต็มใจเช่นกันที่จะต้องมาก้มหัวรับใช้พวกอ่อนปวกเปียกที่มีดีแต่คำขู่
ทันทีทันใด นางก็ตระหนักได้ว่าวิธีที่ตนกำลังใช้อยู่มันแย่เพียงใด และนางไม่ต้องการเป็นศัตรูในสายตาของหลิวซูแต่ต้องการชนะใจเพื่อให้อีกฝ่ายยอมรับ
เมื่อนึกถึงจุดนี้เซียถงก็คลายมือปล่อยผมสีเงินยาวของหลิวซูออกทันที และกล่าวว่า
“ข้าขอโทษ”
หลิวซูที่กำลังเดือดดาลสุดขีดถึงกับชะงักชงันเหม่อมองเซียถงด้วยสีหน้าอันว่างเปล่า มันแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง!เมื่อครู่นางกล่าวว่าอันใด?นางมารร้ายคนนี้กำลังกล่าวขอโทษมัน?!
“หลิวซู ข้ารู้ว่าวิธีการของข้ามันน่ารังเกียจเพียงใดแต่ข้าจะต้องแข็งแกร่งและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่านี้ เพื่อให้สักวันหนึ่งข้าจะได้คู่ควรกับตัวเจ้าจริงๆ!”
ดวงตาของเซียถงทอประกายพราวแสงสว่างไสวสีหน้าการแสดงออกของเขาเปี่ยมล้นความมั่นใจ
“ในวันข้างหน้าได้โปรดร่วมทางต่อสู้ไปกับข้า นี่หาใช่ความสัมพันธ์ดั่งเจ้านายและผู้รับใช้แต่พวกเราคือสหายของกันและกัน”
เซียถงยื่นมือออกไปหาหลิวซูจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาจากใจจริง
หลิวซูเหม่อมองมือเรียวหยกขาวที่ยื่นออกมาอยู่เบื้องหน้าทันใดนั้น พลันปรากฏประกายแสงสั่นไสวผ่านนัยน์ตาสีแดงของมัน แต่หลังจากนั้นสักพักมันก็พ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ใส่นางอย่างเย็นชา และหันศีรษะเบี่ยงหนีราวกับไม่สนใจ
เซียถงมิได้คิดมากอันใดกับการกระทำนี้มากนักในฐานะที่เป็นถึงจิตวิญญาณแห่งยุทธ์ภัณฑ์ศักดิ์สิทธิ์โดยเนื้อแท้ของมันย่อมกอปรไปด้วยความหยิ่งผยองจองหองส่งผลให้นิสัยโดยพื้นฐานของหลิวซูเป็นแบบนี้โดยธรรมชาติ
“ตราบเท่าที่เจ้าให้สัญญากับข้าว่าจะไม่สร้างปัญหาเดือดร้อน เจ้าสามารถไปเที่ยวเล่นที่ไหนก็ได้ตามอิสระ”
เซียถงกล่าวกับหลิวซูขณะหันหลังกลับเตรียมเดินจากไป นางยังทิ้งท้ายอีกว่า
“ข้าไม่มีอะไรจะพูดต่อแล้วเจ้าไปเที่ยวต่อเถอะ”
มองดูแผ่นหลังของเซียถงที่ค่อยๆเดินลาลับจากไป หลิวซูหันมาจับจ้องอีกฝ่ายไม่วางตา และทันใดนั้นร่างของมันก็อันตรธานหายวับไปจุดที่ยืนอยู่ แต่พริบตาต่อมา ปรากฏว่าภายในห้วงความคิดของเซียถงกลับมีกระบี่ทัณฑ์ฟ้าที่ย่อขนาดเล็กจิ๋วคอยเคว้งคว้างอยู่
“เจ้ามาที่นี่ทำไม?”
เสี่ยวฮั่วเอ่ยถามปนแววสงสัยที่จู่ๆ ก็เห็นกระบี่ทัณฑ์ฟ้าปรากฏขึ้นกลางห้วงความคิดของเซียถงและที่สำคัญมันยังจะมาเบียดพื้นที่อยู่ติดกับมันเลย
“ข้าจะคอยเฝ้าติดตามสาวน้อยนางนี้เองหากนางยังไม่แข็งแกร่งขึ้นอย่างที่กล่าวอ้างอีกสักพักข้าจะหาโอกาสจัดการนางทิ้งแทนซะ!”
หลิวซูนั่งขัดสมาธิกอดแผ่นอกแน่นขานตอบอย่างเกียจคร้าน
“ร่างวิญญาณของเจ้าถูกปิดผนึกหนาแน่ปานนั้นยังจะกล้าพูดจาอวดดีอยู่อีก? อาศัยตัวเจ้าในเวลานี้ไม่มีทางเอาชนะนายท่านของข้าได้หรอก”
เสี่ยวฮั่วกล่าวเสียดสีชนิดไม่ไว้หน้าสวนกลับไป
“เจ้ากำลังพูดพล่ามอันใด?ไอ้จิตวิญญาณเทพอสูรบรรพกาลที่ไม่มีแม้แต่ร่างวิญญาณอย่างเจ้ามีคุณสมบัติอะไรมากล่าวเช่นนี้ต่อหน้าข้า?”
กระบี่ทัณฑ์ฟ้าที่คอยเคว้งอยู่กลางห้วงความคิดสั่นกระเพื่อมทันทีหลิวซูเหลือบมองสบประสาทอีกฝ่ายผ่ายสายตา
เซียถงกูเหมือนจะสัมผัสได้ว่าหลิวซูย้ายร่างตัวเองมาอยู่ในห้วงความคิดของตนแล้ว ขณะเดินกลับพลันปรากฏรอยยิ้มบางๆขึ้นบนริมฝีปาก
“นายท่านหากกระบี่ทัณฑ์ฟ้ามันย้ายเข้ามาอยู่ในห้วงความคิดของท่านแล้ว นั่นหมายความว่ามันยอมจำนนก้มหัวรับใช้ท่านในฐานะทาสแล้ว!”
เสี่ยวฮั่วแสร้งทำเป็นไม่สนใจคำพูดคำจาของหลิวซูและเปลี่ยนไปคุยกับเซียถงแทน ซึ่งน้ำเสียงและวาจาของมันเป็นใครได้ยินก็ล้วนทราบว่า มันกำลังกระแนะกระแหนเสียดสีหลิวซูอย่างเห็นได้ชัด
“หยุดพล่ามไร้สาระ!ใครบอกว่าข้าเป็นทาสนาง!? คนที่จะมาเป็นเจ้านายของข้าได้จำต้องเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงหาใช่สาวน้อยอ่อนปวกเปียกแบบนี้!”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของเสี่ยวฮั่วหลิวซูก็กระโดดขึ้นชี้หน้าด่ากราดใสทันที
และทันทีที่กล่าวจบร่างของหลิวซูก็หายวับไปจากห้วงความคิดของเซียถงทันที แต่ก็ยังมีกระบี่ทัณฑ์ฟ้าลอยเคว้งทิ้งเอาไว้ให้
“เฮ้ออเป็นพวกปากไม่ตรงกับใจเสียจริง”
เสี่ยวฮั่วรำพึงรำพันกับตัวเอง
เซียถงรู้สึกมีความสุขขึ้นเล็กน้อยภายในใจน้ำเสียงและลักษณะการพูดของหลิวซูค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละนิด ซึ่งในไม่ช้าก็เร็วก็หวังว่านางจะเอาชนะใจอีกฝ่ายได้โดยสมบูรณ์
ในช่วงบ่ายเป็นคาบเรียนแขนวงวิชายุทธ์ และไป๋หลี่หานยังคงออกคำสั่งเหมือนเดิมคือให้ทุกคนออกไปวิ่งฝึกกำลังบนภูเขาลูกด้านหลังสถานศึกษา ไปกลับห้าร้อยรอบหลังจากวิ่งเสร็จก็เป็นเวลาค่ำมืดแล้วแต่สิ่งที่เซียถงดได้รับกลับมาก็คือพละกำลังและความถึกทนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างไรก็ตามแต่ พัฒนาการด้านลมปราณกลับคืบหน้าในอัตราที่ช้ามาก
แม่ทัพจางเจิ้งกั๋วไม่ได้ปรากฏตัวในสถานศึกษามาเป็นเวลาสองวันแล้วเซียถงไม่ได้เข้าเรียนแขนงวิชากลยุทธ์ในช่วงบ่าย นางจึงเดินทางตรงไปในป่าสนและออกสำรวจตามบึงภายในส่วนลึกพร้อมกับกระบี่ทัณฑ์ฟ้าในมือเป้าหมายของนางก็คือการล่าสัตว์อสูรภายในบึงแห่งนี้เพื่อให้เสี่ยวฮั่วดูดกลืนพลังวิญญาณของพวกมันไปเป็นอาหารและถือโอกาสนี้ได้ทดลองใช้กระบี่ทัณฑ์ฟ้าไปในตัว
เข้ามาถึงอาณาเขตหนองบึงในส่วนลึกกวาดสายตาพินิจมองหมอกชั้นหนาแนนสีขาว เซียถงเหยียดมือขวาชูออกมา และทันทีทันใดกระบี่ทัณฑ์ฟ้าก็พลันปรากฏกายตามความนึกคิดนางเหลือบสายตามองใบกระบี่ประกายคมสีแดงพิสุทธิ์สาดสะท้อนแวววับส่วนมืออีกข้างล้วงไปใต้อกเสื้อหยิบโอสถเม็ดหนึ่งตบเข้าปากเพื่อปกป้องพิษที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณหนองบึงและเดินเท้าเข้าสำรวจต่อไปในส่วนที่ลึกขึ้น
ปลายเท้าไสววูบเคลื่อนออกไปเป็นสายหนึ่งร่างอรชรของเซียถงค่อยๆ เลือนหายไปในหมอกสีขาวตรงหน้า
“นายท่านกระบี่ในมือนางคือกระบี่ทัณฑ์ฟ้ากระมัง?”
คล้อยหลังเซียถงหายตัวลับออกไปไป๋หลี่หานและโม่ซวนก็ปรากฏตัวขึ้นตรงตำแหน่งเดิมที่นางเคยยืนอยู่