ราชันย์สิบโลก

ราชันย์สิบโลก ภาคเทพสวรรค์จุติ (ตอนที่ 216)

        เฟิ่งหยูและอู่หวังฉีใช้พลังทั้งหมดในการกักขังปีศาจบาเอลจนตัวเขาหมดสติไปโชคดีที่อู่หวังฉีใช้พลังเฮือกสุดท้ายออกมาคุ้มครองร่างของเฟิ่งหยูเอาไว้และได้ดาบราชันย์ตัดช่องมิติ ส่งเฟิ่งหยูไปยังดินแดนอื่น

        ทางด้านราชันย์ฟางหรงหลังจากได้รับข้อความจากเฟิ่งหยูพลันเข้าใจความหมายที่เฟิ่งหยูบอกในทันทีพวกเขานำกองกำลังทั้งหมดเดินทางกลับไปยังจักรวาลที่หนึ่งและแยกย้ายกันกลับไปยังจักรวาลของตนเอง

        โดยเรื่องราวของเฟิ่งหยูที่ยอมเสียสละตัวเองเพื่อกักขังราชาปีศาจบาเอลเอาไว้กลับถูกเหล่าจอมยุทธ์ทั้งหลายที่เข้าร่วมสงครามนำไปเล่ายังดินแดนของตนเองจนชื่อเสียงของเฟิ่งหยูโด่งดังและเป็นที่นับถือของผู้คนทั้งสิบห้าจักรวาลไปแล้ว

        ทางด้านหนิงเอ๋อและตระกูลเฟิ่งหลังจากได้รับรู้เรื่องราวต่าง  ๆจากราชันย์ฟางหรงและเจ้าโลกทั้งห้าที่ร่วมเดินทางไป พวกเขาต่างเสียใจเป็นอย่างมากแต่เมื่อหนิงเอ๋อไปดูยังหยกแทนชีวิตของเฟิ่งหยูที่ตั้งอยู่ในตระกูลเฟิ่งกลับเห็นว่าหยกยังคงส่องแสงอยู่

        “องค์ราชันย์ท่านเจ้าโลกทั้งหลาย  ท่านพ่อ ท่านแม่พวกท่านไม่ต้องกังวลไปเฟิ่งหยูยังไม่ตายเขายังมีชีวิตอยู่หยกแทนชีวิตที่เขาสร้างขึ้นมายังเรืองแสงอยู่ พวกเราออกไปช่วยกันตามหาเฟิ่งหยูกันเถอะ”

        “เจ้าพูดจริงๆ เช่นนั้นหรือ หนิงเอ๋อ หยกแทนชีวิตของเฟิ่งหยูยังส่องแสงจริง ๆ เช่นนั้นหรือ ?”

        “หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ พวกเรารีบส่งกองกำลังออกตามหาเฟิ่งหยูกันไม่แน่ตอนนี้เขาอาจล่องลอยอยู่ในจักรวาลที่ไหนสักแห่งก็เป็นได้”

        ราชันย์ฟางหรงและเจ้าโลกทั้งหมดต่างระดมกำลังออกตามหาเฟิ่งหยูยังจุดที่ตั้งของดวงดาวเผ่าปีศาจแต่เมื่อพวกเขาเดินทางไปถึงกลับพบกับความว่างเปล่าพวกเขาไม่เจอแม้กระทั่งดวงดาวเผ่าปีศาจ ทุกอย่างหายไปจนหมดสิ้นแต่พวกเขายังคงตามหาโดยรอบห่างไปอีกโดยทั่วแต่ก็ไม่พบเจอเฟิ่งหยูแต่อย่างใดพวกเขาใช้เวลากว่าครึ่งปีในการตามหาเฟิ่งหยู แต่ก็ไม่พบเจอพวกเขาจึงยอมถอนกำลังกลับ

        ทุกคนต่างเฝ้ารอให้เฟิ่งหยูกลับมายังจักรวาลที่เก้าอีกครั้งโดยเฉพาะหนิงเอ๋อบิดามารดาของเฟิ่งหยู และเจ้าโลกทั้งเก้ารวมถึงองค์ราชันย์ฟางหรง  พวกเขายังคงคาดหวังว่าเฟิ่งหยูจะกลับมาในไม่ช้าพวกเขามั่นใจว่าเฟิ่งหยูต้องมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน

        ทางด้านเฟิ่งหยูเขายังหมดสติและล่องลอยอยู่ในห้วงมิติที่ดาบราชันย์สร้างขึ้นมาเขาล่องลอยอยู่ในห้วงมิตินั้นนานกว่าห้าปี แม้เขาจะได้สติขึ้นมาแล้วแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ได้เพียงแต่ล่องลอยต่อไปเรื่อย ๆอย่างไร้จุดหมายจนกระทั่งวันหนึ่งเขาหลุดออกมาจากมิติที่ล่องลอยมานานกว่าห้าปี

        เฟิ่งหยูหมดแรงอยู่ในดินแดนที่เขาไม่รู้จักเขาไม่มีแรงแม้กระทั่งจะเดินไปไหนได้เลย

        เขาพยายามติดต่อกับผู้อาวุโสอู่หวังฉีและเจดีย์ฟ้าสวรรค์แต่เขากลับพบว่าเขาไม่สามารถสื่อสารกับผู้อาวุโสอู่หวังฉีได้ส่วนเจดีย์ฟ้าสวรรค์นั้นเองก็เช่นกันเขาสามารถสัมผัสกับเจดีย์ฟ้าได้แต่ไม่สามารถเปิดใช้งานมันได้ เหมือนมันกำลังหลับใหลและฟื้นฟูพลังของมันเช่นกัน

        เฟิ่งหยูตัดสินใจเดินเท้าออกจากจุดที่เขาอยู่ จุดที่เฟิ่งหยูออกจากมิตินั้นอยู่ในป่าทึบเขาต้องเดินเท้ากว่าสองวันจึงสามารถออกมาจากป่าแห่งนั้นได้

        เขาเดินไปตามถนนเรื่อยๆ เพื่อหวังว่าจะพบปะกับผู้คนหรือเมืองสักเมืองหนึ่ง จากการลอยอยู่ในมิติเป็นเวลานานกว่าห้าปีทำให้เฟิ่งหยูล้มลงและหมดสติไปอีกครั้งหนึ่งจากความเหน็ดเหนื่อยที่สะสมมาเป็นเวลานาน

        อีกทางด้านหนึ่ง......

        “เร็วๆ เข้าหน่อยสิ พวกเจ้าเดินทางอืดอาดเช่นนี้เมื่อไหร่จะถึงซักที ข้าซักเบื่อแล้วนะพวกเจ้าเร่งรถม้าให้มันเร็วกว่านี้ไม่ได้หรือไง”

        “ท่านพี่ท่านจะรีบไปทำไมกัน บ้านเราก็ใช่ว่าจะหนีไปไหนเสียหน่อย ธุระของเราก็เสร็จแล้ว”

        “ลี่จูเจ้าไม่เบื่อบ้างหรือไง พวกเรานั่งอยู่บนรถม้ามาตั้งสามวันเต็มแล้วนะข้าอยากกลับให้ถึงบ้านของเราไว ๆ”

        “ท่านพี่ลี่จินถึงพวกเราเร่งไปก็ถึงไวขึ้นอีกไม่เท่าไหร่ พวกเราค่อย ๆ เดินทางไปกันจะดีกว่า หากม้าเหนื่อยเกินไปพวกเราจะไปถึงช้ากว่าเดิมอีกนะ”

        “ก็ได้ก็ได้ตามใจเจ้าก็แล้วกัน ข้าไม่อยากพูดมากแล้ว”

        ทั้งสองพี่น้องลี่จิน และลี่จู เดินทางเพื่อไปติดต่อทำธุรการค้าขายระหว่างเมืองแทนบิดาของตนเสร็จงานจึงเดินทางกลับบ้านของพวกเขา เนื่องจากระยะทางของแต่ละเมืองนั้นห่างไกลกันเป็นอย่างมากจึงทำให้การเดินทางของพวกเขาต้องใช้เวลาหลายวัน

        การเดินทางไกลแบบนี้สร้างความเบื่อหน่ายให้กับลี่จินเป็นอย่างมากเขาบ่นมาตลอดทางจนขบวนการค้าที่เดินทางไปในครั้งนี้ต้องเหน็ดเหนื่อยกันมากขึ้นแต่พวกเขาก็ไม่สามารถปริปากบ่นได้แม้แต่คำเดียวเพราะสองพี่น้องนั้นเป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของผู้นำตระกูลลี่ เลยทีเดียว

        ทันใดนั้นขบวนการค้าก็ต้องหยุดลงเมื่อมีชายคนหนึ่งนอนหมดสติขวางถนนอยู่

        “พวกเจ้าหยุดรถม้าทำไมข้าบอกให้พวกเจ้าเร่งเดินทาง แต่พวกเจ้ากลับหยุดรถม้า พวกเจ้าจงใจแกล้งข้าใช่ไหม”ลี่จินกล่าวด้วยความไม่พอใจ

        “ขออภัยขอรับนายหญิงแต่มีขอทานนอนขวางทางพวกเราอยู่ ไม่รู้ว่ามันตายหรือยังขอรับ”

        “หือขอทานเช่นนั้นหรือ? ”

        “พวกเจ้าลองไปตรวจสอบดูสิว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”

        “เรียนนายหญิงเขายังมีชีวิตอยู่ขอรับ”

        “หากยังมีชีวิตอยู่ก็ช่วยเขาหน่อยก็แล้วกันให้เขานั่งรถสินค้าไปกับเรารอให้เขาฟื้นและหาข้าวปลาให้เขากินด้วย”

        “ขอรับนายหญิง”

        “เจ้านี่ก็ใจดีจริงๆ ลี่จู  หากท่านพ่อรู้เข้าเจ้าคงถูกดุตามเคย”

        “ท่านพี่ก็อย่าได้บอกท่านพ่อสิหากท่านพี่ไม่บอก ท่านพ่อก็ไม่มีทางรู้หรอก”

        “เอาเถอะๆ  ข้าขี้เกียจทะเลาะกับเจ้าแล้ว รีบ ๆช่วยแล้วก็รีบ ๆ เดินทางได้แล้ว”

        ขอทานที่นอนอยู่และถูกช่วยเหลือนั้นไม่ใช่ใครอื่นเป็นเฟิ่งหยูที่นอนหมดสติด้วยความอ่อนล้านั่นเองส่วนที่ขบวนการค้าเรียกเขาว่าขอทานเพราะสภาพของเขาในตอนนี้ไม่ต่างกันมากเท่าไหร่นักชุดของเขาขาดหลุดลุ่ย เนื้อตัวมอมแมม ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงหนวดเครายาวรุงรัง

        พอตกตอนเย็นขบวนการค้าของตระกลูลี่หยุดพักและสร้างกระโจมขึ้นมาเพื่อให้หญิงสาวทั้งสองพักผ่อน  การเดินทางยังคงอีกหลายวันกว่าจะกลับถึงเมืองของพวกเขาเหล่าคนรับใช้รีบจัดเตรียมข้าวปลาอาหารให้นางทั้งสองเมื่อทั้งสองทานเสร็จจึงเอ่ยถามหญิงรับใช้ของนาง

        “ขอทานที่พวกเขาช่วยไว้ตอนบ่ายตอนนี้ฟื้นหรือยัง?”

        “ตอนนี้ยังไม่ฟื้นเลยเจ้าคะพวกเขาให้หมอตรวจดูอาการแล้ว สาเหตุเกิดจากการเหน็ดเหนื่อยมากเกิดไปเจ้าคะ”

        “เช่นนั้นก็ปล่อยเขาให้พักผ่อนให้เต็มที่เสียก่อนอย่าได้ไปรบกวนเขาเลย”

        “เจ้าคะข้าน้อยจะไปแจ้งพวกเขาให้เจ้าคะ”

        เฟิ่งหยูหมดสติไปหนึ่งวันหนึ่งคืน  เขาฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในตอนเย็นของอีกวันหนึ่งเมื่อเขาฟื้นขึ้นมา เขาได้รับการดูแลอย่างดีจากผู้คนในขบวนสินค้าตระกูลลี่

        “นายหญิงขอรรับขอทานคนนั้นฟื้นแล้วขอรับ”

        “พวกเจ้าช่วยดูและหาข้าวหาน้ำและหาชุดให้เขาเปลี่ยนด้วยพรุ่งนี้ค่อยให้เขามาพบข้า”

        “ขอรับนายหญิง”

        เฟิ่งหยูฟื้นขึ้นมาเขาพบว่ามีผู้คนมากมายล้อมรอบตัวเขา อีกทั้งยังมีอาหารตระเตรียมไว้ให้เขาเรียบร้อย

        “เจ้าพึ่งจะฟื้นคงจะหิว นายหญิงสั่งให้พวกเราเตรียมอาหารไว้ให้กับเจ้าเมื่อเจ้าทานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดที่พวกเราเตรียมไว้ให้พรุ่งนี้เช้าข้าจะพาเจ้าไปพบนายหญิง ว่าแต่เจ้าชื่ออะไรอย่างนั้นหรือ?”

        “ขอบคุณพวกท่านมากที่ช่วยเหลือข้าข้าชื่อเฟิ่งหยู ตอนนี้ข้าอยู่ที่ไหนพวกท่านช่วยบอกข้าหน่อยได้ไหม?”

        “ตอนนี้เจ้าอยู่กับขบวนสินค้าของตระกูลลี่พวกเรากำลังเดินทางไปยังเมืองต้าหวาง แล้วเจ้าหละต้องการร่วมเดินทางไปกับพวกเราไหมเฟิ่งหยู”

        “ข้าเดินทางร่วมทางไปกับพวกท่านได้เช่นนั้นหรือ?”

        “ได้สินายหญิงของพวกเราใจดีกับทุกคนเจ้าร่วมเดินทางไปกับพวกเราได้ เอาหละอย่าพึ่งถามอะไรมากเจ้าคงจะหิวแล้วรีบกินและรีบไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวของเจ้าก่อนเถอะดูสภาพของเจ้าคงไม่ได้ทานอะไรมาหลายวันแล้วหละสิ”

        “ขอบใจพวกท่านมากที่ช่วยเหลือข้า”

        เฟิ่งหยูทานอาหารที่พวกเขานำมาให้ทั้งหมดเมื่อเสร็จแล้วเขาจึงหยิบเสื้อผ้าและเดินตรงไปยังลำธารซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจากที่พักของขบวนการค้าตระกูลลี่เขาใช้เวลากว่าสองชั่วโมงในการจัดการกับเนื้อตัวของเขาจากสภาพที่ดูเหมือนขอทานตอนนี้กลับกลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม

        ถึงแม้เสื้อผ้าที่เขาได้รับมาจะเป็นเสื้อผ้าของชาวบ้านธรรมดาแต่เมื่อเขาใส่มันแล้วไม่อาจที่จะกลบรัศมีภายในตัวของเขาได้ หลังจากที่ได้พักผ่อนเต็มที่เฟิ่งหยูรู้สึกสดชื่นเป็นอย่างยิ่งเขาเดินกลับไปยังที่พักในขบวนการค้าอีกครั้ง

        ครั้นเมื่อเขาเดินมาถึงเหล่าคนงานและผู้คนในขบวนการค้าถึงกับต้องตะลึงในความหล่อเหลาของเฟิ่งหยูโดยเฉพาะเหล่าสตรีทั้งหลายเมื่อได้เห็นเฟิ่งหยูถึงกับเก็บอาการไม่อยู่เลยทีเดียวเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพก่อนที่เขาจะไปอาบน้ำกับตอนนี้ทุกคนถึงกับไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าเป็นบุคคล คนเดียวกัน กับที่พวกเขาช่วยไว้เฟิ่งหยูเดินตรงไปยังกองไฟที่เหล่ากองกำลังรักษาความปลอดภัยนั่งล้อมรอบกันอยู่ประมาณห้าถึงหกคน

        “ขอบคุณพวกท่านที่ช่วยเหลือข้าในวันนี้ข้าน้อยเฟิ่งหยู ขอนั่งร่วมสนทนากับพวกท่านได้ไหม?”

        “เชิญเลยพ่อหนุ่มหากเจ้าจะขอบใจก็ขอบใจนายหญิงของพวกเราเถอะพวกเขาเป็นคนสั่งให้พวกเราช่วยเหลือเจ้าเอง”

        “พวกนางคงพักผ่อนกันหมดแล้วพรุ่งนี้เช้าข้าค่อยไปขอบคุณเขา ว่าแต่พวกท่านมีสุราให้ข้าดื่มบ้างไหม?”

        “เฮ้อน่าเสียดาย พวกเราดื่มหมดไปเมื่อสองวันก่อนแล้วพวกข้าเองก็อยากจะดื่มอยู่เหมือนกัน”

        เฟิ่งหยูพลันนึกขึ้นมาได้ว่าเขายังมีแหวนมิติอยู่และในนั้นยังมีสุราเซียนหมื่นปีเก็บไว้อยู่ไม่น้อยรวมถึงของใช้ส่วนตัวของเขาอีกจำนวนไม่น้อย

        “ทำไมข้านี่มันโง่เช่นนี้ข้ายังมีสุราเซียนหมื่นปีไว้คอยฟื้นฟูพลังของข้าอยู่นี่” เฟิ่งหยูแอบบ่นในใจ 

คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน