เฟิ่งหยูและอู่หวังฉีใช้พลังทั้งหมดในการกักขังปีศาจบาเอลจนตัวเขาหมดสติไปโชคดีที่อู่หวังฉีใช้พลังเฮือกสุดท้ายออกมาคุ้มครองร่างของเฟิ่งหยูเอาไว้และได้ดาบราชันย์ตัดช่องมิติ ส่งเฟิ่งหยูไปยังดินแดนอื่น
ทางด้านราชันย์ฟางหรงหลังจากได้รับข้อความจากเฟิ่งหยูพลันเข้าใจความหมายที่เฟิ่งหยูบอกในทันทีพวกเขานำกองกำลังทั้งหมดเดินทางกลับไปยังจักรวาลที่หนึ่งและแยกย้ายกันกลับไปยังจักรวาลของตนเอง
โดยเรื่องราวของเฟิ่งหยูที่ยอมเสียสละตัวเองเพื่อกักขังราชาปีศาจบาเอลเอาไว้กลับถูกเหล่าจอมยุทธ์ทั้งหลายที่เข้าร่วมสงครามนำไปเล่ายังดินแดนของตนเองจนชื่อเสียงของเฟิ่งหยูโด่งดังและเป็นที่นับถือของผู้คนทั้งสิบห้าจักรวาลไปแล้ว
ทางด้านหนิงเอ๋อและตระกูลเฟิ่งหลังจากได้รับรู้เรื่องราวต่าง ๆจากราชันย์ฟางหรงและเจ้าโลกทั้งห้าที่ร่วมเดินทางไป พวกเขาต่างเสียใจเป็นอย่างมากแต่เมื่อหนิงเอ๋อไปดูยังหยกแทนชีวิตของเฟิ่งหยูที่ตั้งอยู่ในตระกูลเฟิ่งกลับเห็นว่าหยกยังคงส่องแสงอยู่
“องค์ราชันย์ท่านเจ้าโลกทั้งหลาย ท่านพ่อ ท่านแม่พวกท่านไม่ต้องกังวลไปเฟิ่งหยูยังไม่ตายเขายังมีชีวิตอยู่หยกแทนชีวิตที่เขาสร้างขึ้นมายังเรืองแสงอยู่ พวกเราออกไปช่วยกันตามหาเฟิ่งหยูกันเถอะ”
“เจ้าพูดจริงๆ เช่นนั้นหรือ หนิงเอ๋อ หยกแทนชีวิตของเฟิ่งหยูยังส่องแสงจริง ๆ เช่นนั้นหรือ ?”
“หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ พวกเรารีบส่งกองกำลังออกตามหาเฟิ่งหยูกันไม่แน่ตอนนี้เขาอาจล่องลอยอยู่ในจักรวาลที่ไหนสักแห่งก็เป็นได้”
ราชันย์ฟางหรงและเจ้าโลกทั้งหมดต่างระดมกำลังออกตามหาเฟิ่งหยูยังจุดที่ตั้งของดวงดาวเผ่าปีศาจแต่เมื่อพวกเขาเดินทางไปถึงกลับพบกับความว่างเปล่าพวกเขาไม่เจอแม้กระทั่งดวงดาวเผ่าปีศาจ ทุกอย่างหายไปจนหมดสิ้นแต่พวกเขายังคงตามหาโดยรอบห่างไปอีกโดยทั่วแต่ก็ไม่พบเจอเฟิ่งหยูแต่อย่างใดพวกเขาใช้เวลากว่าครึ่งปีในการตามหาเฟิ่งหยู แต่ก็ไม่พบเจอพวกเขาจึงยอมถอนกำลังกลับ
ทุกคนต่างเฝ้ารอให้เฟิ่งหยูกลับมายังจักรวาลที่เก้าอีกครั้งโดยเฉพาะหนิงเอ๋อบิดามารดาของเฟิ่งหยู และเจ้าโลกทั้งเก้ารวมถึงองค์ราชันย์ฟางหรง พวกเขายังคงคาดหวังว่าเฟิ่งหยูจะกลับมาในไม่ช้าพวกเขามั่นใจว่าเฟิ่งหยูต้องมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน
ทางด้านเฟิ่งหยูเขายังหมดสติและล่องลอยอยู่ในห้วงมิติที่ดาบราชันย์สร้างขึ้นมาเขาล่องลอยอยู่ในห้วงมิตินั้นนานกว่าห้าปี แม้เขาจะได้สติขึ้นมาแล้วแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ได้เพียงแต่ล่องลอยต่อไปเรื่อย ๆอย่างไร้จุดหมายจนกระทั่งวันหนึ่งเขาหลุดออกมาจากมิติที่ล่องลอยมานานกว่าห้าปี
เฟิ่งหยูหมดแรงอยู่ในดินแดนที่เขาไม่รู้จักเขาไม่มีแรงแม้กระทั่งจะเดินไปไหนได้เลย
เขาพยายามติดต่อกับผู้อาวุโสอู่หวังฉีและเจดีย์ฟ้าสวรรค์แต่เขากลับพบว่าเขาไม่สามารถสื่อสารกับผู้อาวุโสอู่หวังฉีได้ส่วนเจดีย์ฟ้าสวรรค์นั้นเองก็เช่นกันเขาสามารถสัมผัสกับเจดีย์ฟ้าได้แต่ไม่สามารถเปิดใช้งานมันได้ เหมือนมันกำลังหลับใหลและฟื้นฟูพลังของมันเช่นกัน
เฟิ่งหยูตัดสินใจเดินเท้าออกจากจุดที่เขาอยู่ จุดที่เฟิ่งหยูออกจากมิตินั้นอยู่ในป่าทึบเขาต้องเดินเท้ากว่าสองวันจึงสามารถออกมาจากป่าแห่งนั้นได้
เขาเดินไปตามถนนเรื่อยๆ เพื่อหวังว่าจะพบปะกับผู้คนหรือเมืองสักเมืองหนึ่ง จากการลอยอยู่ในมิติเป็นเวลานานกว่าห้าปีทำให้เฟิ่งหยูล้มลงและหมดสติไปอีกครั้งหนึ่งจากความเหน็ดเหนื่อยที่สะสมมาเป็นเวลานาน
อีกทางด้านหนึ่ง......
“เร็วๆ เข้าหน่อยสิ พวกเจ้าเดินทางอืดอาดเช่นนี้เมื่อไหร่จะถึงซักที ข้าซักเบื่อแล้วนะพวกเจ้าเร่งรถม้าให้มันเร็วกว่านี้ไม่ได้หรือไง”
“ท่านพี่ท่านจะรีบไปทำไมกัน บ้านเราก็ใช่ว่าจะหนีไปไหนเสียหน่อย ธุระของเราก็เสร็จแล้ว”
“ลี่จูเจ้าไม่เบื่อบ้างหรือไง พวกเรานั่งอยู่บนรถม้ามาตั้งสามวันเต็มแล้วนะข้าอยากกลับให้ถึงบ้านของเราไว ๆ”
“ท่านพี่ลี่จินถึงพวกเราเร่งไปก็ถึงไวขึ้นอีกไม่เท่าไหร่ พวกเราค่อย ๆ เดินทางไปกันจะดีกว่า หากม้าเหนื่อยเกินไปพวกเราจะไปถึงช้ากว่าเดิมอีกนะ”
“ก็ได้ก็ได้ตามใจเจ้าก็แล้วกัน ข้าไม่อยากพูดมากแล้ว”
ทั้งสองพี่น้องลี่จิน และลี่จู เดินทางเพื่อไปติดต่อทำธุรการค้าขายระหว่างเมืองแทนบิดาของตนเสร็จงานจึงเดินทางกลับบ้านของพวกเขา เนื่องจากระยะทางของแต่ละเมืองนั้นห่างไกลกันเป็นอย่างมากจึงทำให้การเดินทางของพวกเขาต้องใช้เวลาหลายวัน
การเดินทางไกลแบบนี้สร้างความเบื่อหน่ายให้กับลี่จินเป็นอย่างมากเขาบ่นมาตลอดทางจนขบวนการค้าที่เดินทางไปในครั้งนี้ต้องเหน็ดเหนื่อยกันมากขึ้นแต่พวกเขาก็ไม่สามารถปริปากบ่นได้แม้แต่คำเดียวเพราะสองพี่น้องนั้นเป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของผู้นำตระกูลลี่ เลยทีเดียว
ทันใดนั้นขบวนการค้าก็ต้องหยุดลงเมื่อมีชายคนหนึ่งนอนหมดสติขวางถนนอยู่
“พวกเจ้าหยุดรถม้าทำไมข้าบอกให้พวกเจ้าเร่งเดินทาง แต่พวกเจ้ากลับหยุดรถม้า พวกเจ้าจงใจแกล้งข้าใช่ไหม”ลี่จินกล่าวด้วยความไม่พอใจ
“ขออภัยขอรับนายหญิงแต่มีขอทานนอนขวางทางพวกเราอยู่ ไม่รู้ว่ามันตายหรือยังขอรับ”
“หือขอทานเช่นนั้นหรือ? ”
“พวกเจ้าลองไปตรวจสอบดูสิว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”
“เรียนนายหญิงเขายังมีชีวิตอยู่ขอรับ”
“หากยังมีชีวิตอยู่ก็ช่วยเขาหน่อยก็แล้วกันให้เขานั่งรถสินค้าไปกับเรารอให้เขาฟื้นและหาข้าวปลาให้เขากินด้วย”
“ขอรับนายหญิง”
“เจ้านี่ก็ใจดีจริงๆ ลี่จู หากท่านพ่อรู้เข้าเจ้าคงถูกดุตามเคย”
“ท่านพี่ก็อย่าได้บอกท่านพ่อสิหากท่านพี่ไม่บอก ท่านพ่อก็ไม่มีทางรู้หรอก”
“เอาเถอะๆ ข้าขี้เกียจทะเลาะกับเจ้าแล้ว รีบ ๆช่วยแล้วก็รีบ ๆ เดินทางได้แล้ว”
ขอทานที่นอนอยู่และถูกช่วยเหลือนั้นไม่ใช่ใครอื่นเป็นเฟิ่งหยูที่นอนหมดสติด้วยความอ่อนล้านั่นเองส่วนที่ขบวนการค้าเรียกเขาว่าขอทานเพราะสภาพของเขาในตอนนี้ไม่ต่างกันมากเท่าไหร่นักชุดของเขาขาดหลุดลุ่ย เนื้อตัวมอมแมม ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงหนวดเครายาวรุงรัง
พอตกตอนเย็นขบวนการค้าของตระกลูลี่หยุดพักและสร้างกระโจมขึ้นมาเพื่อให้หญิงสาวทั้งสองพักผ่อน การเดินทางยังคงอีกหลายวันกว่าจะกลับถึงเมืองของพวกเขาเหล่าคนรับใช้รีบจัดเตรียมข้าวปลาอาหารให้นางทั้งสองเมื่อทั้งสองทานเสร็จจึงเอ่ยถามหญิงรับใช้ของนาง
“ขอทานที่พวกเขาช่วยไว้ตอนบ่ายตอนนี้ฟื้นหรือยัง?”
“ตอนนี้ยังไม่ฟื้นเลยเจ้าคะพวกเขาให้หมอตรวจดูอาการแล้ว สาเหตุเกิดจากการเหน็ดเหนื่อยมากเกิดไปเจ้าคะ”
“เช่นนั้นก็ปล่อยเขาให้พักผ่อนให้เต็มที่เสียก่อนอย่าได้ไปรบกวนเขาเลย”
“เจ้าคะข้าน้อยจะไปแจ้งพวกเขาให้เจ้าคะ”
เฟิ่งหยูหมดสติไปหนึ่งวันหนึ่งคืน เขาฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในตอนเย็นของอีกวันหนึ่งเมื่อเขาฟื้นขึ้นมา เขาได้รับการดูแลอย่างดีจากผู้คนในขบวนสินค้าตระกูลลี่
“นายหญิงขอรรับขอทานคนนั้นฟื้นแล้วขอรับ”
“พวกเจ้าช่วยดูและหาข้าวหาน้ำและหาชุดให้เขาเปลี่ยนด้วยพรุ่งนี้ค่อยให้เขามาพบข้า”
“ขอรับนายหญิง”
เฟิ่งหยูฟื้นขึ้นมาเขาพบว่ามีผู้คนมากมายล้อมรอบตัวเขา อีกทั้งยังมีอาหารตระเตรียมไว้ให้เขาเรียบร้อย
“เจ้าพึ่งจะฟื้นคงจะหิว นายหญิงสั่งให้พวกเราเตรียมอาหารไว้ให้กับเจ้าเมื่อเจ้าทานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดที่พวกเราเตรียมไว้ให้พรุ่งนี้เช้าข้าจะพาเจ้าไปพบนายหญิง ว่าแต่เจ้าชื่ออะไรอย่างนั้นหรือ?”
“ขอบคุณพวกท่านมากที่ช่วยเหลือข้าข้าชื่อเฟิ่งหยู ตอนนี้ข้าอยู่ที่ไหนพวกท่านช่วยบอกข้าหน่อยได้ไหม?”
“ตอนนี้เจ้าอยู่กับขบวนสินค้าของตระกูลลี่พวกเรากำลังเดินทางไปยังเมืองต้าหวาง แล้วเจ้าหละต้องการร่วมเดินทางไปกับพวกเราไหมเฟิ่งหยู”
“ข้าเดินทางร่วมทางไปกับพวกท่านได้เช่นนั้นหรือ?”
“ได้สินายหญิงของพวกเราใจดีกับทุกคนเจ้าร่วมเดินทางไปกับพวกเราได้ เอาหละอย่าพึ่งถามอะไรมากเจ้าคงจะหิวแล้วรีบกินและรีบไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวของเจ้าก่อนเถอะดูสภาพของเจ้าคงไม่ได้ทานอะไรมาหลายวันแล้วหละสิ”
“ขอบใจพวกท่านมากที่ช่วยเหลือข้า”
เฟิ่งหยูทานอาหารที่พวกเขานำมาให้ทั้งหมดเมื่อเสร็จแล้วเขาจึงหยิบเสื้อผ้าและเดินตรงไปยังลำธารซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจากที่พักของขบวนการค้าตระกูลลี่เขาใช้เวลากว่าสองชั่วโมงในการจัดการกับเนื้อตัวของเขาจากสภาพที่ดูเหมือนขอทานตอนนี้กลับกลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม
ถึงแม้เสื้อผ้าที่เขาได้รับมาจะเป็นเสื้อผ้าของชาวบ้านธรรมดาแต่เมื่อเขาใส่มันแล้วไม่อาจที่จะกลบรัศมีภายในตัวของเขาได้ หลังจากที่ได้พักผ่อนเต็มที่เฟิ่งหยูรู้สึกสดชื่นเป็นอย่างยิ่งเขาเดินกลับไปยังที่พักในขบวนการค้าอีกครั้ง
ครั้นเมื่อเขาเดินมาถึงเหล่าคนงานและผู้คนในขบวนการค้าถึงกับต้องตะลึงในความหล่อเหลาของเฟิ่งหยูโดยเฉพาะเหล่าสตรีทั้งหลายเมื่อได้เห็นเฟิ่งหยูถึงกับเก็บอาการไม่อยู่เลยทีเดียวเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพก่อนที่เขาจะไปอาบน้ำกับตอนนี้ทุกคนถึงกับไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าเป็นบุคคล คนเดียวกัน กับที่พวกเขาช่วยไว้เฟิ่งหยูเดินตรงไปยังกองไฟที่เหล่ากองกำลังรักษาความปลอดภัยนั่งล้อมรอบกันอยู่ประมาณห้าถึงหกคน
“ขอบคุณพวกท่านที่ช่วยเหลือข้าในวันนี้ข้าน้อยเฟิ่งหยู ขอนั่งร่วมสนทนากับพวกท่านได้ไหม?”
“เชิญเลยพ่อหนุ่มหากเจ้าจะขอบใจก็ขอบใจนายหญิงของพวกเราเถอะพวกเขาเป็นคนสั่งให้พวกเราช่วยเหลือเจ้าเอง”
“พวกนางคงพักผ่อนกันหมดแล้วพรุ่งนี้เช้าข้าค่อยไปขอบคุณเขา ว่าแต่พวกท่านมีสุราให้ข้าดื่มบ้างไหม?”
“เฮ้อน่าเสียดาย พวกเราดื่มหมดไปเมื่อสองวันก่อนแล้วพวกข้าเองก็อยากจะดื่มอยู่เหมือนกัน”
เฟิ่งหยูพลันนึกขึ้นมาได้ว่าเขายังมีแหวนมิติอยู่และในนั้นยังมีสุราเซียนหมื่นปีเก็บไว้อยู่ไม่น้อยรวมถึงของใช้ส่วนตัวของเขาอีกจำนวนไม่น้อย
“ทำไมข้านี่มันโง่เช่นนี้ข้ายังมีสุราเซียนหมื่นปีไว้คอยฟื้นฟูพลังของข้าอยู่นี่” เฟิ่งหยูแอบบ่นในใจ