อาการโบกมือไปมาเพื่อตรวจสอบสภาพของครามว่าิญญายังมีสติดีอยู่ไหม ทำให้ สุวรรณ สุวาน และนายนิรยบาล หัวเราะคิก ในท่าทางที่ไม่เคยเห็นของพญายมราช
อันที่จริงใน่เวลานั้น ที่ครามนิ่งงันเพราะกำลังรวมจิตตั้งมั่นเพื่อหล่อหลอมความทรงจำที่พญายมราชถ่ายทอดมาให้เป็หนึ่งเดียว ซึ่งเป็ความทรงจำที่มากมายนับร้อยๆ ชาติ ซึ่งมากกว่า 49 ภพชาติ ตามเงื่อนไขความทรงจำของิญญา ทำให้เขาแทบจะควบคุมไม่ได้ จึงจำเป็ต้องบีบอัดและจัดเรียงใหม่ เลือกเฉพาะความทรงจำที่จำเป็ต้องใช้ เช่นเื่ของสายวิชาบางส่วน และสมุนไพรต่างๆ ให้พวกมันอยู่ในระดับจิตสำนึก บางส่วนที่ยังไม่จำเป็ต้องใช้ให้อยู่ในระดับจิตใต้สำนึกปล่อยให้จมดิ่งอยู่ภายใต้ทะเลแห่งจิติญญา แม้ว่า่แรกๆ จะทำให้เขารู้สึกสับสนไปบ้าง และอึดอัดจนรู้สึกว่าความทรงจำเ่าั้เกินกว่าที่จะควบคุมได้ แต่กระนั้นไม่ช้าครามก็สามารถใช้สติและสมาธิเป็เครื่องมือในการหลอมรวมความทรงจำทั้งหมดให้เป็หนึ่ง เฉกเช่นเดียวราวกับว่าเขาผ่านประสบการณ์นั้นๆ มาด้วยตัวเองมาหลายภพชาติ
ทันทีที่ครามลืมตาขึ้น เขาไม่รีรอที่จะก้มลงกราบพญายมราช ศรีษะเขาแช่อยู่แทบเท้าของผู้เป็อาจารย์อยู่นาน จึงเงยหน้าขึ้นมา พญายมราชพยุงให้เขาลุกขึ้น และให้มือทั้งสองตบบ่าเขาเบาๆ
“เอาล่ะ ในเมื่อเ้าไม่เป็อันใด เวลาลานี้ข้ามีบางสิ่งจะให้เ้า เพื่อให้เ้าได้คืนชีพในร่างที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ในชาตินี้จงหล่อหลอมพวกมันเป็เป็หนึ่งเดียวกับจิติญญาให้จงได้”
ชั่วครู่ ปรากฏมีบางอย่างผุดขึ้นกลางเวหา ระหว่างหน้าของเขาและอาจารย์ ชนิดแรก เป็ลูกไฟสีแดงสด กำลังลุกไหม้ ขนาดเท่าฝ่ามือ สิ่งต่อมาคือผลึกน้ำสีฟ้า มีกิ่งก้านส่งประกายระยิบระยับจำนวนสิบสองแฉก สิ่งที่สามคือ ผลึกแก้วสีอำพันยาวประมาณนิ้วกลางจรดข้อมือ ทอประกายเจิดจ้าดุดเพชรเจียรนัย สิ่งสุดท้าย เป็บางอยู่ที่แทรกตัวระหว่างอากาศขนาดเท่ากำปั้น มันดูไร้รูป แต่เคลื่อนไหวไปมา บางทีก็ก่อตัวเป็เป็ลมหมุนเบาๆ
“สิ่งเหล่านี้คือ ‘ตัวอ่อนจิติญญาบรรพธาตุต้นกำเนิด’ เป็แหล่งพลังงานบริสุทธิ์แห่ง ไฟ น้ำ ดิน และลม จะช่วยให้เ้าคืนชีพได้ รวมถึงเพิ่มความแข็งแกร่งด้านร่างกาย และยังเป็ความลับสุดยอดในการปรุงโอสถระดับสูง ไม่เพียงเท่านั้น พวกมันยังช่วยเสริมพลังธาตุต่างๆ ตามเงื่อนไขของสายวิชาแต่ละแขนง ต่อไปมันจะไปสถิตอยู่ในร่างกายของเ้า และจะเจริญเติบโตตามพลังตะบะของเ้า แต่เ้าจะได้ใช้พลังของมันก็ต่อเมื่อดวงิญญาได้มีการประสานรวมกับกายเนื้อเป็ที่ที่เรียบร้อยแล้ว”
พญายมราชนิ่งไปครู่หนึ่ง “ข้า้าสิ่งแลกเปลี่ยนกับเ้า”
นั่นปะไร!!! ครามคิด ของได้เปล่าย่อมไม่มีในโลก
“ไม่ต้องคิดแปลกแยก ข้าไม่ใช่เทพที่เอารัดเอาเปรียบใคร สิ่งที่ข้า้าล้วนเพื่อเ้าทั้งนั้น ดังนั้นข้าให้เวลาเ้าเพียงอายุ 20 เ้าต้องบรรลุ ระดับวิทยาธรให้ได้ ไม่อย่างนั้นข้าจะริบคืนทุกสิ่งคืนจากเ้า แล้วเ้าจะกลับไปเป็คนธรรมดาที่ไม่มีตะบะใดๆ ใน่อายุ 20 ปี บริบูรณ์ เ้ารับความท้าทายนี้ได้ไหม”
ครามรับคำ “ข้าทำได้”
“เ้าจะเลือกไปเกิดใหม่หรือจะกลับเข้าร่างเดิม”
“ข้าขอกลับไปเข้าร่างเดิมครับ” ครามยืนยันหนักแน่น
“เ้าแน่ใจนะ”
“ศิษย์แน่ใจ” เพราะปณิธานดั้งเดิมของเขาคือการกลับไปช่วยคนในหมู่บ้าน
“เอาล่ะ ร่างของเ้าเพิ่งหมดลมหายใจไปเพียง 3 นาทีในโลกนั้น นับว่าไม่มากจนสมองเ้าพิการกลายเป็ผัก ฮ่าๆ ”
พญายมราช วาดมือไปข้างหน้าวูบหนึ่งเกิดภาพในโลกปัจจุบัน สว่างวาบขึ้นมา
ข้างหน้า มีชายกลุ่มนึ่งใช้เท้าเขี่ยร่างเขา แล้วเตะอย่างแรงจนร่างกระเด็นไปกองรวมกับทรากศพ ทำเอาเขาที่ยืนดูอยู่ถึงกับสะดุ้ง
สุวรรณ และสุวาน จึงเล่าให้ฟังว่า นี่เป็ภาพเสี้ยววินาทีแรกที่เ้าหมดลมหายใจ คนเหล่านี้เป็กลุ่มโจรนามว่ากลุ่มอีกาปากเหล็ก อืม… เอาชื่อนี้มาตั้งช่างไม่น่าให้อภัย!!!
พวกมันปล้นฆ่าพ่อค้าที่หวังจะนำสินค้าไปขายในเมือง มีคาราวานไม่น้อยที่หวังสร้างตัวจากการขายของที่อยู่ในมือ บ้างก็อุตส่าห์เฝ้าเก็บสมุนไพรวิเศษในป่า กว่าจะหลบเร้นพวกสัตว์อสูรออกมาได้ กลับมาพ่ายให้กับโจร หลังจากที่พวกมันปล้นได้ก็จะสินค้าเ่าั้ไปขายให้กับสำนักเหยี่ยวดำ แต่จากที่พวกข้าไปสืบดู พวกมันมีความเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน
“พวกนี้ชั่วช้านัก พรากความหวังของผู้คนซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ครามกัดริมฝีปาก เมื่อมองเห็นซากศพนอนตายเกลื่อน พลันหันไปสบตากับอาจารย์
“เ้าไม่ต้องคิดที่จะให้คนเหล่านี้ฟื้นคืนชีพเลยนะ การที่เ้ามาอยู่ตรงหน้าข้าได้ เป็คนละกรณีกับผู้คนเหล่านี้”
“ข้าเข้าใจครับอาจารย์” ครามพูดพลางลูบท้ายทอยอย่างขัดเขิน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะอยากให้คนเหล่านี้ได้แก้ตัวอีกครั้ง
ครามพนมมือ ไหว้พญายมราชก่อนจะเดินทะลุเข้าไปในภาพที่ถูกฉายอยู่เบื้องหน้า ดวงแสงสี่สี รีบแทรกตัวตามเข้าไปในร่างของครามที่นอนปะปนอยู่กับศพเ่าั้