หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 2 บทที่ 34 สิบมหาอำนาจรุ่นเยาว์

             ขณะที่พลังแห่งฟ้าดินระเบิดสะเทือนอย่างรุนแรงกระแสพายุก็ถูกปะทะจนสลายไป

            เลี่ยวเจว๋และคนอื่นๆต่างส่งเสียงกรีดร้องหวีดแหลมตามกันมาปราณวิญญาณที่ประกอบตัวเป็นการประสานร่วมอันเกิดการตอบสนองนั้นไม่สามารถรองรับแรงโจมตีของเส้นโลหิตชีพจรวิญญาณใต้ดินเอาไว้ได้จึงถูกแรงสะเทือนจนแหลกสลายคาที่

            ท่ามกลางลำแสงของพลังแห่งฟ้าดินที่รวมตัวกันนั้นชายหนุ่มคนหนึ่งกลับยืนตระหง่านอยู่ตรงกลางทั้งร่างอาบอยู่ท่ามกลางพลังแห่งฟ้าดินอันบริสุทธิ์ที่เข้มข้นอย่างสุดขีดร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลสาหัสกำลังรับพลังแห่งฟ้าดินที่ถ่ายทอดเข้ามา

            พลังแห่งฟ้าดินอันบริสุทธิ์สุดขีดสอดประสานไปรอบกายของชายหนุ่มราวกับกำลังชำระล้างให้เขาก็ไม่ปาน

            ตูม!

            พลังที่ก่อกำเนิดขึ้นใหม่แผ่กระจายออกจากร่างของชายหนุ่มพลังเจินหยวนเข้มข้นไหลเวียนอยู่บนพื้นผิวของเขา ตามด้วยการกระตุ้นของพลังเจินหยวนกระแสอากาศรอบกายในรัศมีร้อยจั้งพลันหมุนไปรอบทิศอย่างบ้าคลั่งราวกับกระแสน้ำวนอย่างไรอย่างนั้น

            ระดับหลอมปราณ...

            เหล่าศิษย์ที่เฝ้ามองจากที่ไกลๆมองชายหนุ่มร่างโชกเลือดด้วยความเงียบงันอย่างตกตะลึง

            ฉิวจวิ้นจ้องมองชายหนุ่มอย่างตกตะลึงระคนสั่นสะท้านไม่ผิดแน่ นั่นคือการทะลวงสู่ระดับหลอมปราณเค้าลางของพลังเจินหยวนที่รวมตัวกันนั้นเขาไม่มีทางมองพลาดอย่างเด็ดขาดไม่นานมานี้เขาเองก็เพิ่งทะลวงไปยังระดับหลอมปราณได้เพียงแต่เมื่อเทียบอานุภาพกับชายหนุ่มที่เห็นหน้าไม่ชัดนั่นกลับต่างกันไม่น้อย

            นี่คือความแตกต่างระหว่างการทะลวงโดยใช้โอสถหลอมปราณกับการทะลวงไปได้ด้วยตนเองแม้ว่าก่อนหน้านี้จะสามารถเพิ่มอัตราการทะลวงขึ้นได้ทว่าระดับของพลังเจินหยวนที่รวมตัวกันนั้น ทั้งสองยังคงมีความต่างกันเป็นอย่างมากอีกทั้งในเรื่องของรากฐาน อย่างไรการทะลวงไปได้ด้วยตนเองก็ต้องมั่นคงมากกว่าอยู่แล้ว 

            เพียงแต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนคาดไม่ถึงก็คือเจ้าหนุ่มผู้นี้เพิ่งทะลวงสู่ระดับหลอมปราณขั้นต้นได้ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะทะลวงระดับฝึกร่างไปในตอนกำลังสู้กับเลี่ยวเจว๋และพรรคพวกก่อนนั้นเองหรอกหรือ?

            นี่...มันเป็นไปได้อย่างไร...

            การรับรู้เดิมของเหล่าศิษย์พลันถูกโค่นลงในพริบตาพวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าผู้ฝึกตนในระดับฝึกร่างจะสามารถสู้กับพลังของผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณได้อีกทั้งยังต่อกรกับศัตรูมากกว่าหนึ่งคน...

            เจ้าหนุ่มผู้นี้แท้จริงแล้วคือใครกันแน่?

            เหล่าศิษย์ต่างคาดเดาถึงตัวตนที่แท้จริงของชายหนุ่มไปต่างๆนานา รวมทั้งฉิวจวิ้นและคนอื่นๆ ด้วย

            ช่างน่าเสียดายที่ท้องฟ้ามืดเกินไปทั้งยังมีพายุฝนพัดกระหน่ำบดบังวิสัยทัศน์เอาไว้ ยิ่งทั่วร่างของชายหนุ่มชุ่มไปด้วยเลือดแล้วจึงไม่มีทางเห็นหน้าตาได้อย่างชัดเจน

            พลังแห่งฟ้าดินที่ระเบิดออกจากเส้นโลหิตชีพจรวิญญาณค่อยๆเบาบางลง คาดไม่ถึงว่านี่เป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆ ของเส้นโลหิตชีพจรวิญญาณใต้ดินเท่านั้นชายหนุ่มยังคงยืนอยู่ท่ามกลางพลังแห่งฟ้าดินที่อบอวลกลุ่มดาวกว่าหมื่นดวงได้สลายหายไปแล้วเหลือเพียงดวงดาวเกือบร้อยที่ยังคงอยู่ดวงดาวเหล่านี้หมุนโคจรราวกับวังน้ำวนพลันดูดซับพลังแห่งฟ้าดินไปอย่างบ้าคลั่ง

            ท่ามกลางพายุฝนพัดกระหน่ำ

            ทันใดนั้นเหนือตำหนักส่วนที่สามชายหนุ่มในชุดสีขาวเงินปรากฏตัวขึ้นบนยอดหลังคาจากความมืดมิดในยามที่ยืนมั่นคงแล้วเสียงฝีเท้าหนักๆ พลันดังขึ้นจากที่ไกลๆ  ชายร่างสูงใหญ่ดูแข็งแรงผู้สะพายค้อนโลหะหยาบขนาดมหึมาคนหนึ่งหย่อนกายลงสู่อีกฝั่งของหลังคาคนผู้นี้ต่างก็สวมชุดสีเงินขาวเช่นเดียวกัน

            ทั้งสองชำเลืองมองกันจากนั้นจึงละสายตาไปพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

            ยอดหลังคาของบ้านหลังอื่นๆ ค่อยๆปรากฏร่างขึ้นอีกมากมาย ร่างเหล่านั้นต่างสวมชุดสีขาวเงินรูปแบบเดียวกันทั้งหมดทว่าสิ่งที่ทำให้ผู้คนตกตะลึงมากที่สุดคือคนเหล่านี้ปรากฏตัวขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดกันเหตุใดจึงไม่มีใครสังเกตเห็นสักนิด

            ครั้นพวกเขายืนนิ่งคงที่แล้วศิษย์บางส่วนถึงได้สังเกตเห็นพวกเขา

            “ชุดรบขาวเงิน...พวกเขาคือสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์แห่งสำนักเทียนซิง...”

            “มากันแล้วสามคน...”

            “ไม่ สี่คนต่างหาก!”

            เหล่าศิษย์ของสาขาลัวซาต่างเพ่งมองไปยังสี่สมาชิกของเหล่าสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ที่ยืนบนหลังคาพลันรู้สึกตกตะลึงขึ้นอย่างอดไม่ได้ สำหรับศิษย์ส่วนใหญ่แล้วสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ก็เหมือนกับตำนานที่พวกเขาเคยได้ยินเพียงชื่อเสียงเรียงนามทว่ากลับไม่เคยเห็นตัวจริงอย่างไรอย่างนั้น  

            ครั้นเพ่งมองสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ในชุดสีขาวเงินที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดคนหนึ่งใบหน้าของฉิวจวิ้นพลันกระตุก กล้ามเนื้อทั่วร่างหดเกร็งขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้

            สำหรับศิษย์ในระดับฝึกร่างพวกเขาไม่ได้รู้สึกถึงแรงกดดันที่เหล่าสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์นำพามาทว่าสำหรับศิษย์ส่วนน้อยที่บรรลุระดับหลอมปราณแล้วการมาถึงของเหล่าสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์กลับนำพาแรงกดดันขีดสุดมาแก่พวกเขา

            ไม่ใช่เพียงพลังในการบำเพ็ญแต่ยังมีอำนาจที่มองไม่เห็นจากเหล่าสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ที่รวบรวมขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี่คือกลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งบางอย่างมีเพียงผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ที่บรรลุไปถึงระดับที่สูงกว่ารุ่นเดียวกันเท่านั้นถึงจะสามารถรวบรวมอานุภาพอันแกร่งกล้าเหนือใครนี้ไว้ได้

            หยาดเหงื่อไหลลงข้างขมับฉิวจวิ้นเดิมในสายตาของเขาข่าวลือมากมายเกี่ยวกับสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ที่แพร่กระจายไปทั่วสำนักเทียนซิงนั้นล้วนแต่เป็นข่าวลือที่บิดเบือนคุยโตโอ้อวดเสียเกินจริงก็เท่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการทะลวงถึงระดับหลอมปราณขั้นต้น ซึ่งเขาขอยอมรับเองว่าแม้การบำเพ็ญจะเทียบไม่ได้กับเหล่าสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์หากแต่ในด้านอายุเขานั้นมีข้อได้เปรียบกว่ามาก ทว่าดูท่าในไม่กี่ปีจากนี้  ไม่แน่ว่าตัวเขาก็อาจไปไม่ถึงระดับสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์แล้วก็เป็นได้

            ยามนี้ความมั่นใจเดิมที่ยากจะสั่นคลอนในใจของฉิวจวิ้นนั้นกลับปรากฏรอยร้าว ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากพบกับสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ตัวจริงอีกทั้งตั้งแต่หัวจรดเท้า เหล่าสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์กลับเอาแต่ยืนอยู่บนยอดหลังคาไม่แม้แต่จะขยับตัวสักนิด

            “กล้าบุกเข้ามาในสาขาลัวซาของข้าทั้งยังทำร้ายคนมากถึงเพียงนี้ ช่างกล้าหาญและมีฝีมือไม่น้อยเลยนี่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าสุ่ยหลิวเฟิงจะจบสงครามความขัดแย้งอันน่าเบื่อหน่ายนี้ลงเองก็แล้วกัน” เสียงตะโกนดังขึ้นท่ามกลางพายุฝนกระหน่ำคล้ายกับมีแรงประหลาดบางอย่างทำให้เสียงนี้กระจายผ่านพายุฝนพัดกระหน่ำนี้ไปได้

            สุ่ยหลิวเฟิง...

            เหล่าศิษย์แห่งสาขาลัวซาพลันตกตะลึง

            ในสาขาลัวซาเจ้าจะไม่รู้จักรายนามของเหล่าสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ย่อมได้ทว่ามีเพียงสุ่ยหลิวเฟิงเท่านั้นที่มิอาจไม่รู้ไม่ได้เพราะเขาเพิ่งก้าวเข้าสู่ขบวนมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ทั้งสิบได้ ทั้งยังมีอายุน้อยที่สุดเพียงยี่สิบปีเท่านั้นในสาขาลัวซาเคยมีผู้พยากรณ์ไว้ว่า ให้เวลามากสุดสามปีสุ่ยหลิวเฟิงจะแย่งชิงอันดับหนึ่งจากมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์สิบอันดับมาครองไว้ได้

            มังกรวารีม้วนตัวพุ่งเข้ามาจากระยะไกลด้วยความเร็วสูงพายุฝนที่สาดกระหน่ำลงมาถูกดูดกลืนไป ชายหนุ่มรุ่นเยาว์ในชุดรบสีขาวเงินคนหนึ่งสองเท้าของเขากำลังเหยียบบนหลังของมังกรวารีพลางขี่มังกรวารีลงมาจากฟากฟ้าสูง

            เหล่าศิษย์ในเหตุการณ์ต่างถูกภาพเบื้องหน้าสะกดนิ่งเอาไว้นั่นไม่ใช่มังกรวารีตัวจริงทว่าสร้างขึ้นจากพายุฝนที่รวมตัวกันซึ่งถูกควบคุมโดยพลังเจินหยวนการที่จะสามารถทำถึงจุดนี้ได้นั้นจำต้องควบคุมพลังเจินหยวนให้ถึงสภาพละเอียดประณีตขั้นสุด

            “ไม่พบกันเพียงสามเดือนการควบคุมพลังเจินหยวนของสุ่ยหลิวเฟิงผู้นี้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นแล้วสินะ”ชายหนุ่มหัวสีครามผู้เป็นหนึ่งในมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์คลี่ยิ้มบางพลางเอ่ยขึ้น

            “ควบคุมตามใจละเอียดอ่อนดุจใยไหม อาศัยเพียงจุดนี้อย่างเดียวถึงจะสามารถควบคุมในระดับเช่นนี้ได้ก็นับว่าสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ของพวกเราไม่น้อยหน้าไปกว่าใคร” ชายหนุ่มอีกคนผู้สวมหน้ากากครึ่งหน้ากล่าวขึ้น

            ทั้งสองเป็นสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์แห่งสำนักเทียนซิงทว่าต่างมาจากสาขาลัวซาทั้งนั้น ซึ่งสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์จากทั้งสาขาลัวซามีทั้งหมดถึงสี่คนที่ได้ครอบครองสำนักเทียนซิงเกือบครึ่งเอาไว้

            แม้ดูเหมือนเชื่องช้าทว่าความเร็วของมังกรวารีนั้นกลับรวดเร็วจนน่าตกใจอีกทั้งพายุฝนที่ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งกระหน่ำตกมากขึ้น ร่างของมังกรวารีก็เพิ่มขนาดขึ้นตามเช่นกันในระยะเวลาเพียงสั้นๆก็พุ่งทะยานมาใกล้ถึงใจกลางลานจัตุรัสของตำหนักส่วนที่สามแล้ว

            “ริอาจมาก่อเรื่องที่สาขาลัวซานั้นมราคาที่ต้องจ่ายเจ้าฝ่าฝืนกฎของสาขาลัวซา ต้องรับโทษเป็นความตายเท่านั้น! ได้ตายด้วยน้ำมือข้าถือเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตนี้ของเจ้าแล้วล่ะ”

            สุ่ยหลิวเฟิงแสยะยิ้มเย็นที่มุมปากครั้นเท้าสัมผัสบางเบาลง ร่างกายพลันผสานเข้ากับมังกรวารีในทันใดอานุภาพของปราณวิญญาณธาตุน้ำที่ช่วยเสริมมังกรวารีนั้นทำให้ร่างของมังกรวารีทั้งตัวพลันม้วนตัวสร้างเป็นกระแสน้ำวนขึ้นอย่างบ้าคลั่งพายุฝนที่ตกกระหน่ำบนลานจัตุรัสของตำหนักส่วนที่สามทั้งหมดต่างถูกดูดเป็นเกลียวคลื่นเข้าไป   

            อานุภาพที่มังกรวารีนำพามานั้นราวกับคลื่นยักษ์ถล่มเข้าท่วมราวกับคลื่นมหึมาที่แฝงพลังมหาศาลเอาไว้

            “วังวนมังกรพิฆาต?คาดไม่ถึงว่าสุ่ยหลิวเฟิงจะใช้วรยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของตนเสียจนได้นี่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เกินไปหรือเปล่า?” ชายหนุ่มผมสีฟ้าครามผู้แข็งแกร่งมองสุ่ยหลิวเฟิงอย่างแปลกใจ

            “สุ่ยหลิวเฟิงแม้นจะดูหยิ่งยโสหากแต่เมื่อจัดการเรื่องต่างๆ กลับไม่เคยยืดยาดไร้สาระ  ในเมื่อต้องการออกมือเช่นนั้นก็จะทำให้เสร็จสิ้นอย่างเด็ดขาดไปเสียนิสัยของเจ้าหนุ่มน้อยนี่ข้าชอบใจยิ่งนัก ในการจัดการกับศัตรูไม่ว่าอีกฝ่ายพลังจะเป็นเช่นไรก็ควรจะออกมือให้หมดอย่างเต็มที่ต่อให้เจ้าเด็กนั่นจะเพิ่งทะลวงไปถึงระดับหลอมปราณขั้นต้นก็ควรจะสังหารกำจัดให้สิ้นซาก”ชายหนุ่มผู้สวมหน้ากากครึ่งหน้าพลันยกยิ้มมุมปากพลางพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

            “เจ้าหนุ่มคนนั้นชะตาขาดเสียแล้วในบรรดาสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าเผชิญหน้าต้านกับวังวนมังกรพิฆาต”ชายหนุ่มผมสีครามผู้แข็งแกร่งพยักหน้าเล็กน้อย พลางจดจ้องหลินโม่ที่อยู่ใจกลางลานจัตุรัสด้วยความเห็นใจ

            มังกรวารีม้วนตัวพลันทะยานลงด้วยความรวดเร็วพุ่งชนบดขยี้ลงพื้นอย่างรุนแรง

            ตูม!

            ผืนปฐพีสั่นสะเทือนหยาดน้ำฝนบนหลังคาถูกแรงกระเทือนรุนแรงจนไหลหยดลงมา แม้กระทั่งเหล่าศิษย์รอบตำหนักส่วนที่สามต่างสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนรุนแรงเชื่อได้เลยว่าพลานุภาพของมังกรวารีนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวมากอย่างถึงที่สุด

            “จบสิ้นแล้ว!”

            ชายหนุ่มผู้สวมหน้ากากครึ่งหน้าเผยยิ้มรอยขึ้นพลางหันหลังเตรียมเร้นกายในชั่วนาทีที่หันร่างไป ทันใดนั้นเขากลับหยุดชะงัก ท่าทางนิ่งค้างลงในเสี้ยวพริบตาดวงตาเรียวยาวพลันเบิกกว้างพร้อมกับใบหน้าครึ่งซีกที่เริ่มกระตุกขึ้นเบาๆ

            สีหน้าของชายหนุ่มผมครามพลันเคร่งขรึมลงนัยน์ตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจเช่นเดียวกัน

    คล้ายกับเรื่องหมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน