ยามโฉ่วคืบคลานเข้ามาพร้อมกับความหนาวเหน็บที่เกาะกุมไปทั่วหุบเขา โรงเตี๊ยมไม้เก่าแก่ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวใต้เงาถ้ำดูราวกับสัตว์ร้ายขนาดมหึมาที่กำลังหมอบหมอบหลับใหลในความสลัว
ท่ามกลางความเงียบสงัดที่ผิดปกติจนชวนให้ขนลุกซู่ แฝงไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นจากเงาร่างชุดดำนับห้าสิบชีวิตที่ซุ่มกายเร้นลับอยู่ในเงามืดเบื้องล่าง พวกมันปิดล้อมทุกทางหนีด้วยความเงียบเชียบประดุจฝูงหมาป่ากระหายเลือดที่กำลังจะขย้ำเหยื่อที่ไร้ทางสู้ในจังหวะสุดท้าย
ทว่า... ภายในห้องพักชั้นบนที่สลัวรางด้วยแสงเทียนซึ่งมอดไหม้ไปเกือบครึ่งเล่ม ลู่ชิง บัณฑิตหนุ่มผู้เคยปาดน้ำตาพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาที่อารามร้าง บัดนี้เขานั่งขดตัวอยู่บนเตียงไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญใจทุกครั้งที่ขยับกาย
เบื้องหน้าของเขามีเพียงสมุดปกเหลืองซีดจางที่มีรอยคราบหมึกสกปรกประดุจของไร้ค่าที่เขาได้รับมาจากชายชราปริศนาคนนั้น ลายมือไก่เขี่ยที่เขียนว่า "คัมภีร์เซียนบรรพกาล" ถูกเปิดค้างไว้ที่หน้า วิถีหมอกลวงเนตร และ วิถีวกวนนิรันดร์
ลู่ชิงไม่ได้สัมผัสถึงรังสีฆ่าฟันที่พร้อมจะพรากชีวิตเขาเลยแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม เขากำลังจดจ่ออยู่กับ "โจทย์เลข" ในสมุดจนนัยน์ตาเริ่มแดงก่ำ
"ปัดโธ่เอ๊ย! ไอ้คนเขียนตำราจับผิดภาพนี่มันเป็นใครกัน! มันจงใจกลั่นแกล้งบัณฑิตผู้ยากไร้อย่างข้าชัดๆ!" ลู่ชิงบ่นอุบพลางใช้นิ้วถูขมับจนผมที่เคยเกล้าไว้อย่างเรียบร้อยเริ่มหลุดรุ่ยยุ่งเหยิง
"ข้าพยายามหาจุดต่างจุดที่เจ็ดมาเกือบชั่วยามแล้วนะ! ถ้าข้าหาไม่เจอ คืนนี้ข้าจะข่มตาหลับลงได้อย่างไร! เสียชื่อบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งหมู่บ้านชิงหมิงที่เพียรเรียนมาสิบปีหมดพอดี!"
โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่า ทุกครั้งที่ปลายนิ้วของเขาขยับวนเวียนไปตามหน้ากระดาษเพื่อค้นหาจุดที่พร่าเลือน พลังเร้นลับที่ไร้สีไร้กลิ่น—พลังที่ชายชราเคยเรียกว่าความว่างเปล่า—กลับพวยพุ่งออกจากร่างของเขาเป็นระลอกคลื่นมหึมา หมอกสีขาวนวลที่ดูหนาทึบประดุจกำแพงเมฆพลันก่อตัวขึ้นรอบโรงเตี๊ยมในพริบตา
มันไม่ใช่หมอกธรรมดาที่เกิดจากอากาศธาตุ แต่มันคือปราณอันสูงส่งที่บิดเบือนประสาทสัมผัสของสิ่งมีชีวิต
มือสังหารชุดดำที่กำลังง้างดาบเตรียมจู่โจมถึงกับชะงักกึก เมื่อหมอกหนาพุ่งเข้าใส่โสตประสาท มวลอากาศรอบกายพวกมันบิดเบี้ยวจนภาพความจริงพังทลาย มือสังหารคนหนึ่งหวีดร้องสุดเสียงเมื่อเห็นดาบในมือตนเองกลายเป็นอสรพิษร้ายที่หันมาแว้งกัด อีกหลายคนเห็นเงาพรรคพวกกลายเป็นอสูรกายจากขุมนรกที่กำลังกระชากวิญญาณ พวกมันเริ่มฟาดฟันกันเองท่ามกลางความคลุ้มคลั่งที่ถูกกักขังไว้ในวงล้อมของสายหมอกที่ไร้ก้นบึ้ง
ภายในทางเดินที่คดเคี้ยวของโรงเตี๊ยม ความโกลาหลบังเกิดขึ้นทันทีเมื่อ องค์หญิงสาม สะดุ้งตื่นขึ้นด้วยสัญชาตญาณนักรบที่ถูกฝึกมาอย่างดี นางคว้ากระบี่คู่กายพุ่งพรวดไปที่ประตูด้วยความเร็วประดุจสายฟ้า
"มีศัตรูบุก! ทุกคนเข้าประจำที่!" นางแผดเสียงสั่งการพลางกระชากประตูไม้หน้าห้องออกอย่างแรง
แต่ทว่า... ทันทีที่นางก้าวพ้นธรณีประตูไปเพียงก้าวเดียว ภาพเบื้องหน้ากลับหมุนคว้างประดุจโลกกลับตาลปัตร ร่างของนางถูกแรงดึงดูดที่มองไม่เห็นกระชากวูบ รู้ตัวอีกทีนางกลับมาพบนั่งอยู่บนเตียงในห้องพักห้องเดิมอย่างน่าอัศจรรย์!
"ผีหลอกงั้นรึ!" นางสบถพลางตัดสินใจพุ่งออกทางหน้าต่าง ทะยานร่างผ่านอากาศหวังจะลงสู่พื้นเบื้องล่าง แต่ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสขอบหน้าต่าง แสงสว่างจ้าพลันวาบขึ้น ท้องฟ้าเบื้องนอกที่ควรจะเป็นราตรีกาลกลับกลายเป็นเพดานห้องพักหลังเดิม นางร่วงหล่นลงมานั่งแหมะอยู่บนเตียงแข็งๆ หลังเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนความมั่นใจในวรยุทธ์เริ่มสั่นคลอน
ขณะที่ ฉินอวี้ ศิษย์เอกผู้สง่างามบัดนี้วิ่งหน้าตั้งวนไปวนมาตามโถงทางเดินจนหอบซี่โครงบาน เขาพยายามพังกำแพงไม้เพื่อหาทางออก แต่ไม่ว่าจะพังผนังฝั่งไหน สิ่งที่รออยู่เบื้องหลังรอยแตกกลับเป็นทางเดินโถงอันเดิมที่เขาเพิ่งวิ่งผ่านมา
"อาจารย์! ช่วยข้าด้วย! มิตินี้มันวิปริตไปหมดแล้ว ข้าเปิดประตูโถงกี่รอบมันก็พาข้ากลับมาที่โต๊ะน้ำชานี่ตลอดเลย! เราติดอยู่ในวิชาปีศาจเข้าแล้ว!" ฉินอวี้ตะโกนอย่างขวัญเสียพลางทรุดลงกอดขาโต๊ะราวกับคนเสียสติ
ท่ามกลางความปั่นป่วนจนทุกคนแทบจะส่งเสียงสะอื้นด้วยความกลัว กลับมีเพียง หวังซิว เท่านั้นที่ยังคงยืนสงบนิ่งอยู่ใจกลางความวุ่นวาย มือหนึ่งลูบเคราขาวเบาๆ อย่างใช้ความคิด ดวงตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับร้อยปีทอดมองไปยังประตูห้องพักของลู่ชิงด้วยความยำเกรงอย่างที่สุด
อันที่จริง หวังซิวสัมผัสได้ถึงจิตสังหารรุนแรงของกลุ่มคนชุดดำที่วนเวียนอยู่รอบโรงเตี๊ยมมาตั้งแต่ยามบ่ายแล้ว ในใจของเขานั้นเตรียมพร้อมที่จะออกไปจัดการปลิดชีพพวกมันทันทีที่พวกมันเคลื่อนไหว แต่เขากลับต้องยืนตะลึงพรึงเพริดเมื่อพบว่า 'อำนาจ' ที่ลึกลับและยิ่งใหญ่กว่าได้ลงมือตัดหน้าเขาไปเสียก่อน! เขาสัมผัสได้ลางเลือนถึงกลิ่นอายประหลาดที่แผ่ออกมาจากห้องของลู่ชิง มันไม่ใช่ปราณยุทธ์ในทำเนียบวิชาที่เขารู้จัก—ไม่มีความร้อนแรงของธาตุไฟ หรือความหนาวเหน็บของธาตุน้ำแข็ง—แต่มันคือความว่างเปล่าที่ลึกซึ้งและเงียบเชียบจนน่าสะพรึงกลัว
'บัณฑิตลู่... ท่านลงมืออย่างนั้นหรือ?' หวังซิวรำพึงในใจด้วยความสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 'ข้ารู้ว่าเขาคือยอดคนเร้นกาย แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเพียงแค่เขาขยับนิ้ว จะสามารถบิดเบือนพื้นที่และมิติได้โดยที่จอมราชันอย่างข้ายังมองไม่ออกว่าท่านใช้กระบวนท่าใด... '
เขามองเห็นด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยตบะว่า มีสายใยแห่งพลังที่มองไม่เห็นถักทอเป็นร่างแหครอบโรงเตี๊ยมแห่งนี้ไว้ ทุกเส้นสายล้วนมีจุดกำเนิดมาจากปลายนิ้วของบัณฑิตหนุ่มผู้นั้นที่กำลัง... นั่งกุมขมับหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หลังประตูบานนั้น
ตัดกลับมาที่ลู่ชิง เขายังคงไม่ลดละความพยายาม นัยน์ตาแดงก่ำจ้องมองไปที่โจทย์ข้อถัดไปนั่นคือ วิถีทัณฑ์สยบเทวะ ซึ่งเขามองว่าเป็นเพียงโจทย์คำนวณบัญชีที่แสนจะน่าเวียนหัว
"ไอ้กรมคลังสวรรค์! เก็บภาษีซับซ้อนขนาดนี้ ใครมันจะไปคำนวณถูกกัน!" ลู่ชิงก่นด่าไม่ขาดปากพลางตวัดพู่กันที่จุ่มหมึกจนชุ่ม เขียนตัวเลขยึกยือลงไปในช่องว่าง
"ถ้าข้าสรุปยอดผิดไปเพียงอีแปะเดียว เงินทองร้อยตำลึงที่ข้าอุตส่าห์แบกมาต้องมลายหายไปแน่ๆ ไม่ได้การ... ต้องคำนวณใหม่! ลากเส้นเดินบัญชีให้จบ!"
เขาเริ่มใช้นิ้วลากเส้นวกไปวนมาตามตารางในตำราอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยหารู้ไม่ว่าทุกเส้นที่เขาลากคือการเสริมมหาค่ายกลใน วิถีวกวนนิรันดร์ จนขังยอดยุทธ์ทุกคนไว้ในกรงขังมิติที่ไร้ทางออก และท้องฟ้าด้านนอกเหนือหุบเขาเริ่มส่งเสียงคำรามกึกก้องปานฟ้าจะถล่ม สายฟ้าสีทองที่ดูน่าเกรงขามเริ่มมารวมตัวกันเป็นจุดเดียว เตรียมจะฟาดทัณฑ์สังหารลงมาตามจำนวน
"ยอดภาษี" ที่ลู่ชิงคิดว่ายังคำนวณไม่ลงตัว!
เสียงบ่นพึมพำเรื่องเงินๆ ทองๆ และความขี้งกของบัณฑิตหนุ่มดังก้องอยู่ในห้องที่เงียบสงัด สวนทางกับหายนะระดับสะเทือนฟ้าดินที่เขากำลังจะร่ายลงมาเพียงเพราะ... เขาไม่ยอมพ่ายแพ้ให้แก่โจทย์เลขในสมุดนิทานที่เขาได้รับมา!
เปรี้ยง! เปรี้ยง!
เสียงสายฟ้ากึกก้องกัมปนาทเสียดแทงแก้วหูจนโรงเตี๊ยมไม้สั่นสะเทือนปานจะถล่มทลาย มวลอากาศภายนอกบีบอัดจนขีดสุดด้วยอำนาจของ วิถีทัณฑ์สยบเทวะ ที่ลู่ชิงกำลังจะ "สรุปยอดภาษี" บรรทัดสุดท้าย ท้องฟ้าเบื้องบนม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นสีทอง เจตจำนงแห่งการทำลายล้างมุ่งตรงมายังจุดเดียวคือหลังคาโรงเตี๊ยมแห่งนี้!
หวังซิว ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่เบื้องนอกห้องพัก ถึงกับใจหายวาบ ขนลุกชูชันไปทั้งร่าง
สัญชาตญาณของจอมราชันขั้นสูงเตือนเขาว่า หากปล่อยให้บัณฑิตหนุ่มผู้นี้จรดพู่กันเขียนตัวเลขสุดท้ายลงไป สายฟ้าทัณฑ์เซียนที่รวบรวมพลังทำลายล้างระดับล้างพิภพจะฟาดลงมาทันที และต่อให้เขาจะมีตบะแกร่งกล้าเพียงใด ก็อาจต้องสังเวยชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสจนวิญญาณแตกสลายไปพร้อมกับพวกมือสังหารด้านนอก!
"หยุดก่อน! บัณฑิตลู่ โปรดหยุดมือเถิด!"
หวังซิวไม่สนเรื่องมารยาทอีกต่อไป เขาพุ่งร่างกระแทกประตูห้องพักของลู่ชิงเข้าไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับใช้ฝ้ามืออันสั่นเทากดลงบนข้อมือของลู่ชิงเบาๆ เพื่อยั้งพู่กันนั้นไว้ก่อนที่มันจะตวัดขีดสุดท้ายลงบนกระดาษ
ทันทีที่พู่กันหยุดนิ่ง สายฟ้าที่กำลังจะฟาดลงมาก็ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ เสียงคำรามจากฟากฟ้าค่อยๆ สงบลงอย่างน่าอัศจรรย์ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจ หวังซิวหอบหายใจถี่ เหงื่อกาฬไหลอาบแก้มขณะจ้องมองไปที่บัณฑิตหนุ่มด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
แต่ทว่า... ภาพที่เขาเห็นกลับทำให้เขาต้องชะงักไปยิ่งกว่าเดิม
ลู่ชิง เงยหน้าขึ้นมองหวังซิวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความงุนงงสับสน ใบหน้าซูบตอบนั้นดูซื่อบื้อไร้เดียงสาอย่างถึงที่สุด เขาไม่ได้มีท่าทีของยอดคนผู้คุมชะตาฟ้าดินแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เขากลับทำหน้ายุ่งเหมือนเด็กที่ถูกขัดจังหวะการทำการบ้าน
"ท่านผู้เฒ่าหวัง? ท่านเข้ามาทำไมหรือ? แล้วดูสิ... ท่านทำข้าตกใจจนตัวเลขเกือบจะเคลื่อน!" ลู่ชิงบ่นพึมพำพลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก
"ข้ากำลังคำนวณภาษีสำคัญอยู่เชียว ถ้าคิดผิดแม้แต่อีแปะเดียว ข้าคงนอนไม่หลับไปสามวันเจ็ดวันแน่ๆ ว่าแต่... เมื่อกี้เสียงอะไรรึ? เหมือนมีใครจุดประทัดเล่นข้างนอกเลยนะ ท่านได้ยินไหม?"
หวังซิวถึงกับยืนบื้อใบ้ไปชั่วขณะ เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของลู่ชิงเพื่อค้นหาความจริง แต่สิ่งที่เขาพบกลับมีเพียงความว่างเปล่าและความตระหนี่ถี่เหนียวที่แสดงออกมาอย่างบริสุทธิ์ใจ ลู่ชิงดูไม่รู้ตัวจริงๆ ว่าหมอกหนาทึบ มิติที่บิดเบี้ยว และสายฟ้าล้างโลกข้างนอกนั่นล้วนมาจากปลายพู่กันของเขาเอง
'เป็นไปได้อย่างไร...' หวังซิวคิดในใจด้วยความสับสนมึนตลบ 'หรือว่าท่านผู้นี้จะบรรลุถึงขั้น 'คืนสู่สามัญ' จนจิตวิญญาณแยกออกจากกายาหยาบโดยสมบูรณ์? เขาแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องเพื่อลองใจข้า หรือว่าเขา... ไม่รู้เรื่องจริงๆ กันแน่?'
ความย้อนแย้งนี้ทำให้ปรมาจารย์ผู้ผ่านโลกมานับร้อยปีเริ่มสับสนจนไปไม่เป็น เขาได้แต่ยืนอึ้งมองลู่ชิงที่หันกลับไปจดจ่ออยู่กับสมุดเน่าๆ เล่มเดิม พลางบ่นพึมพำเรื่องราคาอีแปะอย่างหน้าตาเฉย