ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่490 ญาณวิเศษ

       หลินจี ที่นั่งคุกเข่า นางกล่าวพร้อมรอยยิ้มบาง เมื่อรับรู้ว่ายามนี้อี้เฉิน ไม่กล้าฆ่าสังหารนาง เขาคงจะไปพบเจอเศษเสี้ยวปราณจิตของผู้เป็นอาจารย์ นางอย่างไม่ต้องสงสัย "เหมือนว่า เจ้าจะเจอดีเข้าให้สินะหนุ่มน้อย"
 


      อี้เฉินปรายตาจ้องมองนางด้วยสายตาดุร้ายในทันที "ข้ามีนามว่าอี้เฉิน ไม่ใช่หนุ่มน้อย เยว่ชิงเซียนปล่อยหลินจี ไปเสียนาง ยามนี้ข้าไม่อาจทำอะไรนางได้"

 


       เยว่ชิงเซียน ที่ยื่นกระบี่จ่อคอหอยหญิงสาว นางไม่ยินยอมที่จะปล่อย สตรีผู้นี้ไปกระบี่ในมือของนางจึงสั่นไหวไม่หยุด ก่อนนางจะดึงกระบี่กลับ ผ่อนลมหายใจออกมายาว ทำตามที่อี้เฉินกล่าวพูดอย่างว่าง่าย "ได้ๆ อี้เฉิน ข้าจะทำตามที่เจ้าสั่ง แต่แค่ครั้งนี้เท่านั้น"

 


        ทว่ายังไม่ทันไร น้ำเสียงของหลินจี ก็กล่าวพูดขึ้นมาด้วยความเชื่อมั่นว่ายามนี้ อี้เฉินไม่อาจฆ่าสังหารนางได้ นางจึงคิดจะลองใจดู กล่าวพูดความจริงออกไปอย่างไม่หวาดเกรง "เจ้าไม่รู้หรือว่า พวกเราเป็นศัตรูกัน การที่เจ้าปล่อยข้า ที่เป็นคนทวีปมืดจากไป มันจะเป็นเรื่องดีหรืออี้เฉิน?"

 

 

         สิ้นคำพูดนั้นของหลินจี กลับกลายเป็นเยว่ชิงเซียนที่เดือดดาลขึ้นมา กระบี่ที่นางดึงกลับไป ตั้งท่าแทงกระบี่ ไปที่หญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้าในทันที "เจ้าต้องการอะไรกันแน่"

 


        อี้เฉินที่เห็น เยว่ชิงเซียนปลดปล่อยอายสังหาร ออกมาอย่างไม่มีเก็บซ่อน หมายมั่นจะฆ่าสังหาร หลินจี จริงๆ เขาที่ไร้ทางเลือกจึงเข้าไปหยุด เยว่ชิงเซียนไว้ในพริบตา จากการสำแดง วิชาเคลื่อนที่มังกรทะยานนภา ยกฝ่ามือหยุดกระบี่หยกของนางไว้ในทันใด

 


        "เจ้า! เจ้า!หยุดข้าทำไม นางก็บอกเองไม่ใช่หรือว่านางเป็นศัตรู" เยว่ชิงเซียนกล่าวด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์ ทว่าเมื่อเห็นฝ่ามืออี้เฉินมีเลือดไหลซึม ไม่ยินยอมให้นาง บั่นคอหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้า ไฟโทสะในใจของนางจึงโหมซัดออกมา

 


        ด้านหลินจีแววตาของนางหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย ไม่คิดสตรี นามว่าเยว่ชิงเซียนผู้นี้ จะฆ่าสังหารนางอย่างเลือดเย็น ชนิดไม่กะพริบตา ก่อนอี้เฉินจะกล่าวเตือนหลินจี "เจ้าก็เลิกแหย่ นางได้แล้ว หากนางเกิดอารมณ์ แปรปรวนแม้แต่ข้าก็อาจช่วยเจ้าไว้ไม่ได้ทุกครา ..ข้าตกลงกับอาจารย์ของเจ้าแล้วหลินจี ว่าเราจะต่างคนต่างไป"

 


        หลินจีกล่าวพูดอีกครา ด้วยความรู้สึกประหลาดใจ "พวกเจ้าไม่รู้หรือว่า สงครามใหญ่ด้านนอกกำลังจะเริ่มในอีกไม่ช้า ผู้เฒ่าผู้แก่ของเจ้าไม่ได้บอกกล่าวพวกเจ้าหรือว่า คำสัญญา แห่งพันธใกล้จะสิ้นสุดลง ไม่ช้าพวกเราจะต้องห้ำหั่นกันให้ตายไปข้างหนึ่ง"

 


        อี้เฉินกับเยว่ชิงเซียน ครั้นได้ยินพวกเขามีสีหน้าตาตื่น ตกใจกันอยู่ไม่น้อยจนดวงตาเบิกกว้าง รูม่านตาขยายออกจนสุด กลุ่มคนดินแดนพวกเขาต่างก็ไม่พูดถึงเรื่อง คำสัญญา แห่งพันธ จึงทำให้เยว่ชิงเซียน ขมวดคิ้วมุ่นจนเป็นปม

 


        แต่อี้เฉินนั้นเคยได้ยิน คำสัญญา แห่งพันธ มาบ้าง เขาจึงประติประต่อเรื่องราวต่างๆ ได้บ้างบางส่วน เหล่าผู้เฒ่าผู้แก่ ที่ไม่บอกกล่าว พวกเขาคงจะเกรงกลัวว่า จะทำให้อนุชนรุ่นใหม่ที่เกิดมา เต็มไปด้วยแรงบีบคั้น กดดัน จึงไม่ได้บอกกล่าว แพร่งพรายข่าวสารต่างๆ ออกไป ให้ทั่วทั้งดินแดนเทพต้องวุ่นวาย มีเพียง เหล่าบรรพบุรุษชรา กับกลุ่มคนอีกไม่มากที่รับรู้

 


       อี้เฉินจึงเอ่ยคำพูดออกไปหาหลินจี ราวกับเขายอมรับในคำพูดของนาง "หากวันนั้นมาถึง ยามที่พวกข้าอยู่ในกำมือของเจ้า หวังว่าวันนั้นเจ้าจะนึกถึงในยามนี้บ้าง" ครั้นคำพูดของอี้เฉินกล่าวเสร็จสิ้น เขาก็ยกยิ้มทอประกาย ด้วยความจริงใจ แม้จะเป็นศัตรู หากทำข้อตกลงกันได้ย่อมเป็นเรื่องที่ดี

 


       หลินจีครั้นได้ยิน นางเม้มริมฝีปากแดงน้อย ไว้แน่น ลุกขึ้นยืนในฉับพลัน ก่อนจะเดินตรงไปยังแท่นศิลาหยก ส่งปราณจิตเข้าไปหยั่งรู้ มรดกเซียนโบราณต่อในทันที คำพูดนั้นของอี้เฉินกลับทำให้หัวใจของนางสั่นสะท้าน ครั้นเมื่อปรายตาหันไปจ้องมองใบหน้าอี้เฉินอยู่แวบหนึ่ง จนใบหน้าแดงน้อยขึ้นมา เมื่อเห็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับนาง สงบนิ่งเยือกเย็นได้ถึงเพียงนี้ เมื่อรับรู้ว่าจะมีสงครามใหญ่เกิดขึ้น เขาก็ยังมีท่าทีสงบนิ่ง ไม่ตื่นตัวต่อสิ่งเร้า

 


       เยว่ชิงเซียน คั้นหันไปหาอี้เฉิน ด้วยหัวใจที่สั่นสะท้าน ไต่ถามอี้เฉินออกไปในทันที "มันเป็นเรื่องจริงหรืออี้เฉิน อีกในไม่ช้าดินแดนเทพ จะเกิดสงครามใหญ่"

 


อี้เฉินพยักหน้า "ข้าว่ามันเป็นไปได้ แต่เจ้าอย่าได้กังวลนักเลยเยว่ชิงเซียน กลับไปตั้งใจหยั่งรู้ศิลาหยกเถอะ"

 


       ครั้นเมื่ออี้เฉินที่เอ่ยเตือนสติ เยว่ชิงเซียน หญิงสาวก็เริ่มกลับมามีท่าทีเยือกเย็นอีกครา เดินสืบเท้าไปนั่งอีกมุมหนึ่งของหินศิลาหยก ที่มองด้วยสายตาได้แจ่มชัด ถนัดตา ที่สุดในยามนี้

 


       ก่อนเยว่ชิงเซียน จะขับเคลื่อนปราณจิตเข้าไปภายในดวงตาแห่งการหยั่งรู้ หมายมั่นใช้มันหยั่งรู้ผลึกเซียนโบราณ แสงสีฟ้าครามจากดวงตาคู่นั้น ราวกับไขปริศนาโลกทั้งใบได้ ..อี้เฉินที่เฝ้าระวัง ถึงกับยกยิ้มที่มุมปาก เมื่อเห็นดวงตาสุกสกาว คู่นั้นของเยว่ชิงเซียน ดวงตาของเขาไม่อาจทำเฉกเช่นนางได้ ทำให้อี้เฉินนึกเสียดายอยู่ไม่น้อย

 


        แม้แต่หลินจี ที่เปิดเปลือกตาขึ้นมาสำรวจเป็นบางครั้งบางคราว เห็นดวงตาคู่นั้นของเยว่ชิงเซียน นางถึงกับต้องกำฝ่ามือไว้จนแน่น ไม่อาจดูถูกดูแคลน สตรีขั้นพลังเทวะ ขั้นสุด ผู้นี้ได้

 


       อี้เฉินส่งปราณจิตตรวจสอบจนแน่ใจว่า สถานที่แห่งนี้ปลอดภัย เขาไม่รอช้าเดินเข้าไปนั่งข้าง เยว่ชิงเซียนในทันใด ครั้นเห็นความรู้ต่างๆ ที่เยว่ชิงเซียนได้รับค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วรอคอยให้นาง ย่อยประสบการณ์ความรู้เหล่านั้นไปใช้เติมเต็มทะเลความรู้ ประหนึ่งมีคนท่องคัมภีร์ แสงอักขระสีทอง พร่างพราวก่อร่างขึ้นมาเป็นชั้นๆ ราวกับเป็น เจดีย์อักขระสีทองสูงท่วมหัว มองเห็นด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน

 


       อี้เฉินครั้นที่มองเยว่ชิงเซียนอยู่ด้านข้างหลายลมหายใจ ครุ่นคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้ เขาเอื้อมฝ่ามือจับฝ่ามือนางมากุมไว้แน่น ผสานปราณจิตเข้ากับนางในทันที หมายมั่นจะใช้ดวงตาแห่งการหยั่งรู้ของนาง เก็บเกี่ยวประสบการณ์ความรู้ต่างๆ ของมรดกเซียนโบราณ

 


เยว่ชิงเซียน ครั้นถูกฝ่ามืออี้เฉินเอื้อมมาบีบจับไว้แน่น ละลาบละล้วง ไม่ไต่ถามนาง มันก็ทำให้ตัวนางสะดุ้งโหยง เมื่อรับรู้ถึงความอบอุ่น จากฝ่ามือนั้นของอี้เฉิน

 


        แต่เมื่อเยว่ชิงเซียนหันมาหมายจะเอาเรื่อง สบตากับอี้เฉินอยู่แวบหนึ่ง เนตรแห่งการหลับใหลของ อี้เฉินที่แฝงไว้ด้วยปราณจิต เข้าไปภายในโสตประสาทของเยว่ชิงเซียนในทันใด กดข่มดวงตาหยั่งรู้ ของนางไว้อย่างสมบูรณ์ ไม่อาจต่อต้าน   ด้านอี้เฉินเขาเองก็ตกใจเช่นกัน จนต้องรีบปิดเปลือกตาโดยพลัน

 


"เจ้า! เจ้า!" เยว่ชิงเซียน นางมีสีหน้าบูดบึ้งอยู่ไม่น้อย

 


ก่อนจะถูกอี้เฉินตัดบทพูด "เจ้าเสียปราณจิตขับเคลื่อนดวงตา คู่นั้นไม่ใช่น้อย ให้ข้าช่วยเจ้า หยั่งรู้ศิลาหยก ต่อไปดีหรือไม่?"

 


เยว่ชิงเซียน เม้มริมฝีปากแดงน้อยอวบอิ่มไว้แน่น ส่งคำพูดผ่านปราณจิตออกไปหาอี้เฉินในทันที "เช่นนั้นเจ้า ปล่อยมือข้าออกเสีย"

 


อี้เฉินเอ่ยตอบในทันควัน "ข้าใช้มือเจ้า เป็นตัวเชื่อมประสานปราณจิต หากไม่ใช้มือ งั้นเอาเป็นอย่างอื่นดีหรือไม่"

 


        เยว่ชิงเซียนนางหน้าแดงน้อย หัวใจเต้นแรงในทันใด ริมฝีปากอวบอิ่ม ยิ่งเม้มไว้แน่นขึ้นไปหลายเท่า ไม่สมกับเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ในยามนี้ เมื่อถูกอี้เฉิน หยอกเย้าจนนางเสียอาการอย่างหนัก ราวกับถูกหมัดเข้าจุดสำคัญ ก่อนนางจะรีบตัดสิ่งเร้ารอบตัวนางออก กลับไปตั้งใจหยั่งรู้

 


        ด้วยดวงตาแห่งการหยั่งรู้ทำให้ทั้งนางทั้งอี้เฉิน สอดประสานรวมกันเป็นหนึ่ง หยั่งรู้ได้อย่างรวดเร็ว อักขระที่ยากจะหยั่งรู้ต่างก็อ่านออกมาได้อย่างง่ายดาย ราวกับดวงตาที่แปลภาษา เพียงเพ่งดวงตาแห่งการหยั่งรู้จ้องมอง ไม่นานอักษรโบราณที่ถูกสลักก็ราวกับถูกแก้ไข ให้เข้าใจความหมายอย่างแจ่มแจ้ง ทว่าความรู้ที่อี้เฉินได้รับนั้น อยู่ระดับสูงเกินไป กล่าวถึงเรื่องการสร้างญาณวิเศษ สร้างเส้นทางแห่งราชัน ทำให้เขาไม่เข้าใจมันเท่าใดนัก

 


         ทว่าเยว่ชิงเซียนตัวนางกลับยกยิ้มที่มุมปาก ราวกับนางพบเจอโชควาสนา ก้อนใหญ่ชี้ทางให้นางไม่อยู่ใต้ฝ่ามืออี้เฉิน อีกต่อไป ความเข้าใจของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน นางจึงเข้าใจในข้อนี้เป็นอย่างดี

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน