แนวหน้าในตอนนี้ได้เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น ไซน๊อตได้สั่งให้ทุกคนถอยกลับไปที่สหพันธ์ เนื่องจากสงครามได้ยืดเยื้อมานานมากเกินไปทำให้พลังงานเริ่มหมดลง หากยังฝืนต่อสู้คงไม่แคล้วถูกกวาดล้างแน่นอน
เมื่อได้รับคำสั่งของผู้นำทุกคนก็พากันถอยไปโดยที่มีพวกสเปคไล่ตามมาติดๆ
เมื่อมาถึงฐานสหพันธ์ไซน๊อตออกคำสั่งว่า “ใช้ปืนอนุภาค”
ในเวลานั้นบริเวณหนึ่งของลูกบาศก์ได้ถูกเปิดออกพร้อมกับกระบอกปืนหลายร้อยกระบอกเล็งไปที่กลุ่มเมฆทมิฬ
“ยิงได้!!” ไซน๊อตตะโกน
ทันใดนั้นลำแสงอนุภาคได้พุ่งตรงไปยังกลุ่มเมฆทมิฬด้วยความเร็วสูง เพียงพริบตาก็ไปถึงกลุ่มเมฆเหล่านั้น
เมื่อลำแสงอนุภาคสัมผัสกับเมฆทมิฬมันก็เหมือนกับประกายไฟที่ลามไปทั้งกลุ่มเมฆและย่อยสลายเมฆทมิฬไปอย่างรวดเร็ว
ความรุนแรงของปืนอนุภาคนั้นมากมายนักแม้ว่าเมฆทมิฬที่มีขนาดใหญ่ซึ่งมีสเปคระดับราชาดำรงอยู่ก็ยังถูกทำลายไปส่วนหนึ่ง
อย่างไรก็ตามจำนวนของเมฆทมิฬก็มีมากมายเกินกว่าจะนับได้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถหยุดยั้งไม่ให้พวกมันเข้ามาใกล้ได้อีก
นอกจากนี้ปืนอนุภาคใช่ว่าจะสามารถยิงได้เรื่อยๆ หลังจากยิงไปสามครั้งจำเป็นต้องพักเพื่อระบายความร้อน เพราะไม่เช่นนั้นปืนอนุภาคจะระเบิดเอาได้
การตอบโต้ของสหพันธ์ครั้งนี้ได้ทำลายเมฆทมิฬขนาดเล็กไปเกือบพันและสร้างความเสียหายให้กับเมฆทมิฬขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่ง
“สลับไปใช้ขีปนาวุธ!!” ไซน๊อตกล่าวขึ้นทันทีหลังจากจบการยิงครั้งที่สามของปืนอนุภาค ทันใดนั้นอีกส่วนหนึ่งของลูกบาศก์ได้ถูกเปิดออกพร้อมกับกระบอกสีเงินขนาดใหญ่เกือบร้อยกระบอก เพียงอึดใจขีปนาวุธได้ยิงออกไป
ขีปนาวุธมีพลังทำลายล้างค่อนข้องสูงแต่ว่าเคลื่อนไหวไม่เร็วเท่าอาวุธจำพวกลำแสง
เมื่อขีปนาวุธได้พุ่งตรงเข้ามา กลุ่มเมฆทมิฬน้อยใหญ่ก็ได้ยิงคลื่นทมิฬออกไปเพื่อทำลายขีปนาวุธเหล่านั้น อย่างไรก็ตามขีปนาวุธใช้ว่าจะพุ่งเป็นเส้นตรง พวกมันเลี้ยวไปมาราวกับปลาทำให้มีจำนวนน้อยมากที่ขีปนาวุธถูกทำลาย
เสียงทึบดังอย่างต่อเนื่องหลังจากการปะทะและระเบิด คลื่นระเบิดจากขีปนาวุธได้ทำลายเมฆทมิฬขนาดเล็กในพริบตา เมื่อมองจากไกลๆมันเหมือนกับดอกไม้ไฟที่ระเบิดบนฟ้า มันช่างสวยงามและทำให้ผู้คนเคลิบเคลิ้มไปกับมันได้
ในเวลานั้นกลุ่มเมฆทมิฬกระจายตัวกันออกไปไม่รวมกลุ่มกันอีก พวกสเปคระดับราชามีสติปัญญาสูงมันรู้ดีว่าถ้ารวมกลุ่มกันในไม่ช้าต้องโดนอาวุธทำลายล้างทำลายกันหมดอย่างแน่นอน การกระจายตัวกันออกไปจะช่วยให้สหพันธ์ไม่สามารถทำลายพวกมันได้พร้อมๆกัน
ความเสียหายจากขีปนาวุธทำให้กลุ่มเมฆทมิฬที่มีระดับราชาอยู่ถูกทำลายไปสองกลุ่ม ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกมันสูญเสียกำลังสำคัญไปส่วนหนึ่ง
ไซน๊อตสั่งให้ยิงขีปนาวุธอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเท่าไร เพราะพวกสเปคกระจายตัวกันออกไปทำให้ความเสียหายที่สร้างไม่กระจายเป็นวงกว้างเหมือนครั้งก่อน
และที่สำคัญพวกระดับต่ำเข้ามารับขีปนาวุธแทน ทำให้ไม่มีสเปคระดับราชาตายแม้แต่ตนเดียว
สถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่ใครคาดหวัง พวกเขาคิดว่าหากกลับไปที่สหพันธ์และใช้อาวุธเหล่านั้นจะสามารถต่อต้านพวกสเปคได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ว่าความเป็นจริงนั้นโหดร้าย พวกสเปคแม้จะโดนทำลายไปหลายกลุ่มแต่พวกมันก็ยังคงเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
ไซน๊อตมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าและนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะหันไปสั่งการกับคนอื่นๆว่า “ให้ทุกคนกลับมา พวกเราจะใช้ระเบิดดาวฤกษ์จำลอง” พูดจบเขาก็หันกลับไปโดยไม่คิดจะรอฟังความคิดเห็นคนอื่นๆ
อย่างไรก็ตามไม่มีใครพูดอะไรขึ้นมา เมื่อได้รับคำสั่งจากผู้นำ พวกเขาก็เร่งรีบเรียกให้ทุกคนกลับมา
ระเบิดดาวฤกษ์จำลองก็ตามชื่อของมัน มันเป็นระเบิดที่พลังอำนาจทำลายล้างสูง มันเหมือนกับการระเบิดของดาวฤกษ์ ลองคิดดูว่าหากดาวฤกษ์เกิดการระเบิดจะเกิดอะไรขึ้น!! คลื่นระเบิดต้องกวาดล้างดาวเคราะห์ทั้งหมดให้หายไปภายในไม่กี่วินาที
อย่างไรก็ตามระเบิดดาวฤกษ์จำลอง มันมีคำว่าจำลองต่อท้าย นั่นหมายถึงมันจะมีพลังทำลายน้อยกว่านั้น ระเบิดนี้มีพลังทำลายเพียง 1 ใน 1,000 ของการระเบิดดาวฤกษ์จริงๆ
อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นเพียง 1 ใน 1,000 แต่พลังทำลายของมันก็เป็นวงกว้างกว่า 5 หมื่นกิโลเมตร อย่างน้อยมันสามารถจัดการพวกกลุ่มเมฆทมิฬเหล่านั้นได้
ในเวลาต่อมา ทุกเผ่าพันธุ์ได้กลับเข้าไปในสหพันธ์ และช่วงเวลานั้นตรงกลางลูกบาศก์ได้เปิดออกพร้อมกับกระบอกปืน จากนั้นมันก็ยิงบางสิ่งออกมา
สิ่งนั้นมีลักษณะเป็นทรงกลม มีแสงสว่างสีแดงส้มโดยมีวัตถุพิเศษห่อหุ้มเป็นตาข่าย ขนาดของมันสามารถมองเห็นได้จากระยะไกล จะเห็นว่าเป็นแสงสว่างเหมือนดาวฤกษ์ขนาดเล็ก
เมื่อสิ่งนี้ได้เข้าไปเกือบจะถึงกลุ่มเมฆทมิฬ พวกมันก็ได้ยิงคลื่นทมิฬเพื่อจะทำลาย
ทว่าทันทีที่คลื่นทมิฬสัมผัสกับมัน อวกาศอันมืดมิดก็ได้เกิดแสงสว่างขึ้นในพริบตา จากนั้นแสงสว่างก็หดลงอย่างรวดเร็วและตามมาด้วยเสียงระเบิดทึบที่ดังไกลออกไปหลายแสนกิโลเมตร
จากนั้นแสงสีแดงส้มก็ได้ขยายตัวและกวาดล้างพื้นที่รอบๆ มันขยายใหญ่มากจนสามารถครอบคลุมทั้งกลุ่มเมฆทมิฬได้ ถึงแม้ระเบิดจะยังไปไม่ถึงแต่เพียงคลื่นกระแทกที่มันส่งออกมาก็สามารถทำลายเมฆทมิฬให้สิ้นซากได้แล้ว
แม้แต่สหพันธ์เองก็ยังสั่นคลอนเช่นกัน โชคดีที่ไซน๊อตตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว เพราะหากปล่อยให้พวกสเปคเข้ามาใกล้ไปมากกว่านี้พวกเขาจะไม่สามารถใช้ระเบิดดาวฤกษ์จำลองได้ เพราะจะโดนตัวเอง
หลังจากผ่านไปสักพักหนึ่ง แสงสีส้มแดงก็ค่อยๆสลายไปเผยให้เห็นจำนวนเมฆทมิฬที่เหลืออยู่น้อยนิดจนน่าใจหาย เมฆทมิฬที่เหลือรอดเป็นพวกที่อยู่รั้งท้ายทำให้รอดจากคลื่นกระแทก แต่ว่าเหลือเมฆทมิฬที่มีระดับราชาอยู่เพียงแค่ 2 กลุ่มเท่านั้น และกลุ่มเล็กๆอีกสิบกว่ากลุ่ม เป็นไปไม่ได้แล้วที่พวกมันจะเอาชนะสหพันธ์
เป็นเวลานานที่สหพันธ์ก่อตั้งมาและยังสามารถต่อต้านการรุกรานของพวกสเปคได้นับครั้งไม่ถ้วน แน่นอนว่าสหพันธ์ย่อมไม่มีทางที่จะจบลงง่ายๆอย่างการโดนพวกสเปคบุกเข้ามา เพราะอย่างน้อยสหพันธ์ต้องมีอาวุธลับอย่างเช่นระเบิดดาวฤกษ์จำลองเอาไว้ปกป้องตนเอง