ตอนที่ 49
วิกฤตตระกูลหลิว2
“ซีอิ๋ง...ข้าขอโทษ”หยางเฉิงเอ่ย พลางวางร่างของหลิวซีอิ๋งนอนราบลงไปบนเตียง
...ในเมื่อข้าคือต้นตอของปัญหาทั้งหมดข้าก็จะยุติมันด้วยตัวคนเดียว
หยางเฉิงวางจดหมายไว้ที่ข้างหมอนข้อความอย่าได้สิ้นหวัง และภรรยาให้ออกตามหาหยางอี้ทั้งที่ตนเองก็คิดว่าบุตรชายคงจากไปแล้ว แต่หากไม่ทิ้งความหวังไว้ให้นาง...
ทันทีที่ประตูห้องเปิดออกหลิวอานก็เดินปรี่เข้ามาหาหยางเฉิงทันที
“หยางเฉิง...เจ้ายังเปลี่ยนใจทันนะ”หลิวอาน หลังจากกลับมาพร้อมภารกิจที่ล้มเหลว ก็เอาแต่โทษตนเอง ว่ากระบี่สุดท้ายหากตนไม่พลาดเป้า หยางอวี่ถงก็คงจะสิ้นลมหายใจไปแล้ว
“ท่านอาหลิวอานข้าขอบคุณในความปรารถนาดีของท่านอายิ่งนัก” หยางเฉิงยื่นคำนับพลางหันหน้าเบี่ยงออก “แต่ข้าตัดสินใจไปแล้ว ขอท่านอาโปรดช่วยดูแลซีอิ๋งแทนข้าด้วย”
หลิวอานยื่นคำนับไล่หลังแต่ครานี้กลับโค้งต่ำ เกินกว่าที่ผู้อาวุโสจะกระทำต่อผู้เยาว์ด้วยมันมิอาจปิดบังสีหน้าเศร้าโศก แน่นอนว่า คนที่เป็นถึงรองประมุขของตระกูล ย่อมมิอยากให้ผู้ใดเห็นสีหน้าเช่นนี้
...หยางเฉิง ข้าสัญญาว่าจะช่วยดูแลหลานซีอิ๋งให้กับเจ้ารวมทั้งช่วยนาง ตามหาเจ้าหนูหยางอี้ให้จงได้
เพิ่งจะพ้นยามเหม่าได้เพียงครู่แต่ฟ้าด้านนอกตระกูลหลิว กลับสว่างเจิดจ้า แตกต่างจากจิตใจผู้คนที่ตั้งทิวแถวขบวนรบรั้งรอตั้งแต่ต้นยาม หลิวเหวินหงใบหน้าขมึงตึงจริงจัง เช้านี้ล้วนสงวนถ้อยคำเจรจามีเพียงแต่เสียงออกคำสั่ง และบัญชาการเท่านั้นที่หลุดจากปาก แต่มิใช่กับทุกคน “เจ้ามาแล้ว”
“ขอรับท่านพ่อตา”
เฮ้อ...หลิวเหวินหงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ในใจก็ลังเลว่าควรจะกล่าวถ้อยคำสุ่มเสี่ยงออกไปดีหรือไม่แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจ “หยางเฉิง”
“ขอรับท่านพ่อตา”
“เจ้าเป็นเชลยเพียงแค่ส่งมอบ”
“เชลยเพียงแค่ส่งมอบ”
“หลังจากที่พวกมันเดินทางกลับไปแล้วข้าจะส่งคนลอบเข้าไปช่วย ถ้าหลบหนีออกมา...”
“ทำเช่นนั้นไม่ได้ขอรับครานี้ข้าได้ตัดสินใจยุติปัญหาแล้ว ข้ามิอยากให้เรื่องราวมันลุกลามมากไปกว่านี้”
“แต่ว่า...”
หยางเฉิงฉีกยิ้มใบหน้าแม้ห่อเหี่ยว แต่แววตากลับแน่วแน่ยิ่ง “ฝากดูแลซีอิ๋งด้วยนะขอรับ”
หลิวเหวินหงไร้คำกล่าวต่อไปเพียงวางสองมือลงบนไหล่หนาของลูกเขย ไหล่ที่แบกความรับผิดชอบ เป็นชีวิตนับร้อยของผู้คนตระกูลหลิวเอาไว้ “ตกลง” เสียงแผ่วรับคำ ก่อนที่ไม่กี่อึดใจจะกลายเป็นเสียงคำรามมาดมั่น สั่งคำ...เคลื่อนขบวน !!!
.
.
“ยอดเยี่ยมยอดเยี่ยมยิ่งนัก” หยางอวี่ถงรินสุราให้จ้าวมู่ ซึ่งกำลังโอบซ้ายกอดขวาหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม ที่หยางอวี่ถงหามาให้
“สถานที่ของท่านผู้นำก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน”จ้าวมู่เอ่ย พลางใช้มือซุกซน ล้วงควักเข้าไปในร่มผ้า จนดรุณีน้อยทั้งสองใบหน้าแดงก่ำ “แม้ใจข้ามิอยากจากไปเร็วนัก แต่...”
“ในเมื่อท่านอาจารย์อาวุโสจ้าวมู่ไม่อยากจาก ใยท่านไม่อยู่ต่ออีกสักหน่อยละขอรับ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าท่านผู้นำใจกว้างยิ่งนัก มาชนจอก” จอกสุรากระทบแรง จนของเหลวกระฉอกร่วงแต่ทั้งสองหาได้ใส่ใจ เพียงยกจอกสูง กระดกของเหลวร้อนลวก เทลงคอจนหมดสิ้น ก่อนที่จู่ ๆ จ้าวมู่ จะวางจอกสุรากระแทกโต๊ะดัง...ปัง ! ผละหลุดออกจากสองดรุณที่ด้านข้างสองเท้าเหยียดตรง ยืดกายยืนขึ้น “สามปีข้างหน้า จะมีการประลองคัดเลือกใหญ่เฟ้นหาผู้มีพรสวรรค์แห่งต้าเทียน ข้าจึงมิอาจปลีกตัวสุขสบาย” จ้าวมู่เอ่ยพลางผายมือไปที่ประตู“เวลานี้ จวนได้เวลานัดหมายแล้ว ข้าต้องขอตัวไปเตรียมการ ภารกิจในวันนี้จะได้ลุล่วงด้วยดี”เอ่ยถึงตรงนี้ จ้าวมู่ก็เปิดประตูออกไปด้านนอก “หากครั้งหน้าท่านประมุขเกิดปัญหาก็อย่าได้เกรงใจ”
ประตูห้องปิดลงหยางอวี่ถงค่อยระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ออกมาก่อนจะออกปากขับไล่ดรุณีน้อยทั้งสองออกไปพ้น จึงค่อยเผยโฉมหน้าเกรี้ยวกราดที่ปิดซ่อนเอาไว้
แม้ต่อหน้าหยางอวี่ถงแสร้งเยินยอยินดีแต่ในใจล้วนเคียดขึงยิ่ง เพราะคราแรกตกลงกันเพียง มอบ...โอสถบำรุงปราณระดับมนุษย์10 เม็ด พร้อมกับที่ดินชายฝั่ง และสวนสมุนไพรรักษาอีกอย่างละ 100 หมู่ แต่เมื่อลงเรือถึงกลางน้ำจ้าวมู่กลับทำทีไม่คุ้มค่า ขอเพิ่มเติมค่าเสียเวลาโดยอ้างว่าค่างวดที่แจ้งไปแต่แรก เพียงพอเฉพาะศิษย์สำนักแม่น้ำใหญ่ที่ยกมาช่วยเหลือทั้งสิบคนแต่นั่นยังไม่นับรวมค่าตัวของจ้าวมู่เข้าไป
แผนการข่มขู่ฮุบกลืนตระกูลหลิว ล้วนดำเนินมาจนสุกงอม เหลือเพียงแค่เผด็จศึกขั้นสุดท้ายหากเลือกถอยก็ขาดทุน แต่หากเดินหน้าโดยที่จ้าวมู่ไม่ร่วมลงมือก็มีความสุ่มเสี่ยงที่ตระกูลหลิว ยามจนตรอก ยินยอมสู้ตายซึ่งตัวหยางอวี่ถงมั่นใจว่า ตนเองย่อมเป็นเป้าหมายหลัก สุดท้ายจำใจเพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตนเอง ยินยอมเฉือนเนื้อชิ้นโต เพื่อแลกกับโอสถปราณฟ้าดิน(โอสถระดับมนุษย์ขั้นสูง)จำนวนหนึ่งเม็ด ที่มูลค่าเพียงหนึ่งเม็ดเทียบเท่ากับรายได้เกือบทั้งปีของตระกูลหยางในปัจจุบัน
เมื่อหยางอวี่ถงคิดใช้งานเสือร้ายก็จำต้องยินยอมรับความเสี่ยงนั้น แต่เมื่อมันมิอาจทำอย่างไรกับจ้าวมู่ได้ความโกรธที่มี จึงต้องนำไประบายต่อศึกที่เบื้องหน้า “หยางเฉิงเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพราะเจ้า ข้าสาบานว่าจะไม่ให้เจ้าตายง่าย ๆข้าจะทรมานเจ้าให้จดจำไปจนชีวิตหน้าเลยคอยดู ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เสียงหัวเราะดังล้อไปกับจอกสุราที่ถูกปัดร่วงลงพื้น แตกกระจายหมดสิ้น
.
.
ขบวนของตระกูลหลิวใช้เวลาเดินทางสองวัน ในที่สุดก็มาถึงหน้าประตูเมืองน้ำใส
หยางอวี่ถงทุกการกระทำล้วนดำเนินตามแผนการของจ้าวมู่ ไม่ออกไปรับหน้า เพียงใช้สอยบ่าวไพร่ให้ทำหน้าที่นำทาง
หลิวเหวินหงรู้ดีว่าการมาครานี้ ตนเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบเต็มประตู แม้ในใจอยากคิดชักเท้าถอยกลับหลายคราหวังใช้โลหิตสะสาง ตัดสินเรื่องราวกันบนสมรภูมิต่อสู้ แต่ตลอดเส้นทางไม่อาจเกลี้ยกล่อมหยางเฉิง ให้เปลี่ยนใจ สุดท้ายเมื่อขบวนเลื่อนผ่านประตูใหญ่ทางเข้าสู่เมืองน้ำใส ทุกสิ่งก็ไม่อาจหวนคืนได้อีก
ปิดประตู...ปิดประตู!!!
ปิดประตู!!! ทันทีที่หางขบวนพ้นเข้ามาภายในเมืองน้ำใสเสียงตะโกนคำ...ปิดประตู พลันสะท้อนมาจากทุกทิศทาง ก่อสภาวะข่มขวัญต่อจิตใจผู้คน
หลิวเหวินหงในใจนึกไปในแนวทางร้ายมากกว่าดีแต่เมื่อหันกลับไปที่ด้านหลังประตู สายตาพลันสบประสานกับจ้าวมู่ ที่มิรู้ว่าโผล่มาตั้งแต่เมื่อใด
จ้าวมู่เห็นหลิวเหวินหงมองมาทางตนจึงฉีกยิ้ม ค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ทักทาย
หลิวเหวินหงแม้คุ้นตาแต่ยังจดจำไม่ออกว่าบุคคลฝีมือสูงส่งผู้นี้คือใคร แต่หยางเฉิงที่อยู่ใจกลางขบวนย่อมจดจำออก
“แย่แล้ว”หยางเฉิงไม่คิดว่า หยางอวี่ถงจะสามารถทำให้สำนักแม่น้ำใหญ่ออกหน้าเช่นนี้“เจ้ารีบไปตามท่านผู้นำมาพบข้าเร็ว ดูท่าแผนการครานี้จะเกิดปัญหาแล้ว”นักรบที่คุ้มกันอยู่ด้านข้างหยางเฉิง ได้ฟังคำ ก็เร่งรีบไปยังหน้าขบวนเพื่อบอกเล่าสิ่งที่หยางเฉิงเอ่ยในทันที
...บัดซบหยางอวี่ถงหากมันยืมมือสำนักแม่น้ำใหญ่เช่นนี้ เกรงว่าค่าใช้จ่ายในการจ้างวานเพียงแค่ชีวิตของเราคงไม่เพียงพอเป็นแน่
หยางเฉิงถูกขังอยู่ในกรงไม้ธรรมดา และมิได้พันธนาการแน่นหนาใด ๆ เพิ่มเติม ทำให้เวลานี้หยางเฉิงเลือกจะสะบั้น เชือกหยาบที่ผูกสองมือตนเองออกไป
หยางเหวินหงเมื่อได้รับแจ้งเรื่องราว ก็สั่งให้หยุดขบวนเอาไว้ก่อน ส่วนตนเองก็เร่งมาพบกับหยางเฉิงในทันที
เมื่อสองคนพบหน้าหยางเฉิงก็ไม่คิดเก็บงำ เอ่ยเรื่องราวของสำนักแม่น้ำใหญ่ รวมถึงเปิดเผยตัวตนของจ้าวมู่ว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน ผู้อาวุโสท่านนี้ก็มีระดับฝึกตนอยู่ที่สุดปลายลมปราณแรกธรรมชาติแล้วมาวันนี้ หากมันร่วมมือกับหยางอวี่ถง เชื่อว่าพวกเราคงประสบเรื่องร้ายมากกว่าดี
หลิวเหวินหงแรกสบตากับจ้าวมู่ ก็รู้สึกได้ว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดา แต่เมื่อได้ฟังคำของหยางเฉิง เรื่องราวยิ่งหนักหนากว่าเก่าแถมตรงข้าม ศัตรูจงใจเอ่ยชัด คำ...ปิดประตูเมือง เช่นนี้ใยมิเท่ากับกล่าวอ้อม ๆ ว่ามิยินดีให้ขบวนของตระกูลหลิว ชักเท้าถอยกลับ
จ้าวมู่ที่นิ่งสังเกตการณ์อยู่นานเห็นหลิวเหวินหงหยุดขบวน ก่อนที่ผู้เฒ่าจะตรงมาสนทนากับหยางเฉิงก็พอเข้าใจเรื่องราว มั่นใจว่าฝั่งตรงข้ามคิดหาหนทางถอยกลับดังนั้นมันจึงไม่คิดอยู่เฉย เพราะอย่างไรรับค่าจ้างมาแล้วย่อมต้องกระทำให้เสร็จสิ้น