นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 346 นครเฟเบิล

        ตอนที่ 346 นครเฟเบิล

         

         

        การจะเดินทางข้ามฝั่งปีกเกือกของมหาทวีปนั้นเป็นเรื่องยากเนื่องจากอ่าวใต้บาดาลนั้นเป็นพื้นที่อันตรายและไร้การควบคุม สัตว์อสูรทุกระดับตั้งแต่แรกเกิดจนถึงผู้ร้อยเรียงต่างอาศัยอยู่ร่วมกันในน่านน้ำแห่งนี้

         

        พื้นที่ของมหาสมุทรนั้นมากมายกว่าผืนดิน เพียงอ่าวใต้บาดาลก็มีขนาดเกือบครึ่งของผืนดินทั้งหมดของมหาทวีปแล้ว หากนับรวมพื้นที่รอบนอกเข้าไปด้วยก็ยิ่งใหญ่กว่ามหาศาล

         

        ในพื้นที่เปิดแสนใหญ่โตเช่นนี้ จำนวนสิ่งมีชีวิตย่อมมีมากกว่าบนผืนดินหลายร้อยเท่า โดยเฉพาะสัตว์อสูรสัตว์น้ำนานาที่อาศัยผืนน้ำเป็นที่อยู่อาศัย ว่ากันว่าสัตว์อสูรระดับผู้ร้อยเรียงเพียงตนเดียวก็กินอาณาเขตน่านน้ำมหาสมุทรหลายร้อยกิโลเมตร

         

        นอกเหนือจากสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งและมีนับไม่ถ้วน ภายในนั้นยังมีเผ่าพันธุ์แยกย่อยสาขาอีกมากมาย เผ่าพันธุ์ชั้นรองเองก็มีมากมายตามจุดต่าง ๆ ของมหาสมุทร ภายในเผ่าพันธุ์ชั้นรองเหล่านั้น เผ่าที่แข็งแกร่งที่สุดในน่านน้ำย่อมเป็นเผ่าใต้บาดาล พวกเขาเป็นชนเผ่าที่อาศัยน่านน้ำเป็นบ้านเกิด มีความสามารถมากในด้านการว่ายน้ำและยังสามารถขึ้นบกได้ เผ่าพันธุ์นี้มีความผูกพันกับน้ำเหนือสิ่งอื่นใด

         

        ยามอยู่ในผืนน้ำ ความสามารถของพวกเขาจะสูงส่งไม่แพ้เผ่าพันธุ์ทรงปัญญา แต่เพราะความโหดร้ายของมหาสมุทร พวกเขาจึงไม่อาจเผยแพร่เผ่าพันธุ์ได้มาก แม้จะมีจำนวนมากจนเป็นหนึ่งใหญ่ขุมกำลังใหญ่ของอ่าวใต้บาดาล ใกล้เคียงกับเผ่าพันธุ์ชั้นรองอันดับหนึ่งอย่างเผ่าครึ่งสัตว์แต่ก็ยังไม่อาจเทียบกับขุมกำลังของเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาที่แท้จริง

         

        เผ่าใต้บาดาลและสัตว์อสูรคือผู้ที่อาศัยอยู่ในมหาสมุทร หากก็ยังไม่ใช่เจ้าสมุทรโดยแท้จริง เพราะเหนือผืนน้ำรวมถึงใต้บาดาล มหาสมุทรนั้นเป็นพื้นที่ของโจรสลัด กลุ่มคนที่ตั้งตนอยู่เหนือกฎหมายและใช้ชีวิตกับน้ำและสายลม

         

        โจรสลัดเป็นสถานะ เช่นเดียวกันกับนักผจญภัย ไม่ว่าจะเผ่าพันธุ์ใดหรือสิ่งมีชีวิตใดก็สามารถเป็นโจรสลัดได้ เงื่อนไขเดียวคือการกระทำตนอย่างโจรสลัด พวกเขาออกปล้น ฆ่า ลักพาตัว เป็นกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรี

         

        จนกระทั่งการปรากฏตัวของสองราชาโจรสลัด ยอดบุคคลผู้สามารถสลักนามไว้ในกาลเวลาได้สำเร็จ เพราะเหตุนั้นเองโจรสลัดจึงกลายเป็นใหญ่และเป็นหนึ่งในขุมกำลังที่ทรงพลังที่สุดของมหาทวีปและเป็นอันดับหนึ่งในมหาสมุทร

         

        ยุคสมัยที่ทั้งสองราชาออกอาละวาด น่านน้ำนั้นเป็นภัยคุกคามในระดับเดียวกันกับหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยว ทุกเผ่าพันธุ์ที่พึ่งพิงผืนน้ำล้วนไร้ซึ่งหนทาง ต่อให้จะผนึกกำลังกันมากเพียงใดก็ไม่อาจเทียบชั้นผู้ที่สามารถสลักนามไว้ในกาลเวลา

         

        บนบกคือหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยวที่แยกมหาทวีปออกเป็นสอง ผืนน้ำคือเขตแดนของราชาโจรสลัดที่ออกอาละวาดไปทุกมวลวารี ในยุคสมัยนั้นปีกเกือกขวาและซ้ายของมหาทวีปแทบจะแยกกันเป็นเอกเทศโดยสมบูรณ์

         

        จนถึงยุคหนึ่งที่ทั้งสองเหิมเกริม คิดอยากก้าวขึ้นบนบก เผยแพร่อิทธิพลของตน เข้าท้าชนกับขุมกำลังใหญ่บนแผ่นดิน ผลลัพธ์คือความพินาศย่อยยับ สองราชาโจรสลัดเป็นผู้ที่สามารถสลักนามไว้ในกาลเวลา แต่เหล่ายอดบุคคลแห่งมหาทวีปก็เช่นกัน ทั้งสองถูกไล่ลงกลับผืนน้ำและถูกบังคับลงนามทำพันธสัญญา

         

        เกิดเป็นข้อบังคับแก่เหล่าโจรสลัดทั้งมวลในน่านน้ำ ห้ามฆ่าสังหารผู้ที่ยอมศิโรราบ ห้ามลักพาตัวและกดขี่ ห้ามกระทำชำเราเชลยหรือบังคับใด ๆ แลกกับการที่โจรสลัดทั้งหลายยังสามารถเข้าปล้นชิงเรือของมหาทวีปและเข้าเทียบท่าตามเมืองใหญ่ได้

         

        การปล้นชิงนั้นยังได้รับอนุญาตด้วยเหตุผลง่าย ๆ อย่าง ท้ายที่สุดแล้วหากคุณไม่อาจแข็งแกร่งพอจะพิทักษ์เรือของคุณเองก็ไม่มีใครช่วยคุณได้ 

         

        สำหรับโจรสลัดส่วนมากแล้ว พวกเขายินดีเข้าร่วมพันธสัญญานี้ หากแข็งแกร่งก็สามารถช่วงชิง หากอ่อนแอก็มิอาจเป็นโจรสลัด ตราบใดที่พวกเขาไม่กระทำผิดข้อห้าม พวกเขาก็จะไม่โดนหมายหัวจากราชาโจรสลัด 

         

        แม้กระนั้นโจรสลัดก็คือตัวตนที่รักอิสระและการปล้นชิง ย่อมมีกลุ่มโจรสลัดไม่น้อยที่ไม่คิดเข้าร่วมกับสองราชาและอยู่ภายใต้พันธสัญญา จุดจบของกลุ่มโจรสลัดเหล่านั้นคือธงสีน้ำตาล ธงที่ไร้ซึ่งการรับรองจากสองราชา ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดเมื่อพบเห็นเรือที่ตีตราธงนี้สามารถเข้าสังหาร ข่มเหง กดขี่ จับเป็นทาส และทุกสิ่งได้ตามใจ

         

        การไม่อยู่ภายใต้สองราชาและรับพันธะคือการเป็นศัตรูกับทั้งโลก ไม่มีน่านน้ำให้ล่อง ไม่มีผืนดินให้เหยียบย่ำ เป็นเพียงโจรสลัดจรที่ไม่ว่าใครก็ล้างสังหารได้ตามใจ

         

        เพราะพันธสัญญานี้เองที่ทำให้มหาทวีปเข้าสู่ยุคใหม่ ทำให้ปีกเกือกขวาและปีกเกือกซ้ายที่ยากจะติดต่อกันสามารถไปมาหาสู่กันได้สะดวกยิ่งขึ้น บนบกยังคงไร้ซึ่งหนทางข้ามผ่านหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยว หากผืนน้ำกลับเกิดหนทาง นกยักษ์ 8ปีกของกลุ่มการค้าเชียนเป่าได้รับอนุญาตและการฝึกปรือให้เหินบินข้ามผืนน้ำ เรือโดยสารของกลุ่มการค้าอิสึกะได้รับการรับรองและพิทักษ์

         

        การเดินทางข้ามฟากได้เชื่อมมหาทวีปทั้งสองฝั่งไว้ด้วยกัน เกิดเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและประเพณีมากมาย ผ่านมากว่าพันปี ปัจจุบันนี้สองเส้นทางการข้ามฟากนั้นได้รับการพัฒนาและปกป้องอย่างดีพร้อม เส้นทางการเดินเรือของกลุ่มการค้าอิสึกะนั้นได้รับการปกป้องอยู่ตลอดเวลาด้วยหนึ่งในผู้ร้อยเรียงของตระกูลอิสึกะ

         

        เส้นทางนี้เองคือเส้นทางที่โฮโจ เลโอ และไลล่าใช้ข้ามฟากมายังปีกเกือกซ้ายของมหาทวีป จุดหมายของพวกเขาคือนครเฟเบิล นครที่เป็นที่ตั้งของวิหารหลักแห่งศาสนาปฐมมันตรา

         

        นครเฟเบิลตั้งอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมหาทวีป เลยถัดไปจากเขตแดนของหอสมุด อาณาจักรแห่งการศึกษาที่ติดกับหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยว การเดินทางหลายวันไม่ได้ทำให้ทั้งสามอ่อนล้าแต่อย่างใด เรือโดยสารที่โฮโจจัดเตรียมไว้นั้นเป็นเรือชั้นสูงที่ตั๋วราคาถูกที่สุดยังมีมูลค่าหลายหมื่นไกอา

         

        ไลล่าและเลโอทำหน้าที่เป็นผู้นำทาง ในฐานะผู้เผยแพร่พระวจนะชั้นรอง เธอย่อมเคยเยือนนครเฟเบิลมาก่อนแล้ว กลับเป็นทางด้านของโฮโจ คุณชายแห่งกลุ่มการค้าอิสึกะผู้มั่งคั่ง ที่ไม่เคยมาเยือนมหานครแห่งนี้มาก่อน

         

        ทั้งนครเป็นสถาปัตยกรรมสีขาวและน้ำตาลราวกับเปลือกไม้ อาคารบ้านเรือนต่าง ๆ ถูกสร้างด้วยไม้และหิน คล้ายเป็นการทำความเคารพแก่พฤกษาที่มอบความรู้ หลายจุดถูกต่อเติมด้วยอิฐและปูน เป็นการพัฒนาตามยุคสมัย

         

        คนในนครเฟเบิลแห่งนี้แทบจะร้อยทั้งร้อยคือผู้ศรัทธาในองค์เดรฟัส ที่นี่คืออาณาจักรเดียวในมหาทวีปที่ปกครองเบ็ดเสร็จโดยศาสนา ดังเช่นเดียวกันกับหอสมุด ศาสนจักรนั้นไม่เรียกตนว่าเป็นอาณาจักร เพียงเรียกว่าเป็นศาสนาปฐมมันตราเท่านั้น

         

        อนึ่งทั้งหอสมุดและศาสนจักรนั้นมีอาณาเขตพื้นที่ไม่ด้อยไปกว่าอาณาจักรใหญ่อย่างไฟกัลป์หรือจักรวรรดิมาลาไค หากแต่เพราะทั้งสองเรียกขานตนเองเป็น หอสมุด และ ศาสนาปฐมมันตรา พวกเขาจึงไม่นับตนเองเป็นอาณาจักรแต่อย่างใด

         

        เพราะทางฝั่งปีกเกือกซ้ายนี้มีวัฒนธรรมที่แตกต่าง ขุมกำลังใหญ่จึงมักไม่เรียกขานตนเป็นประเทศ เพียงเรียกขานพื้นที่เขตแดนตามชื่อขุมกำลัง อย่างกลุ่มการค้าอิสึกะเองก็มีเขตแดนที่ใหญ่เป็นพิเศษของตนเองในปีกฝั่งนี้เช่นกัน และทั้งหมดล้วนไม่ด้อยไปกว่าประเทศและอาณาจักรมหาอำนาจของปีกเกือกขวาแม้แต่น้อย

         

        ปีกเกือกซ้ายคือหอสมุด ศาสนาปฐมมันตรา กลุ่มการค้าอิสึกะ และสมาคมนักผจญภัยที่มีฐานหลักแต่เขตแดนไม่มากนัก และเผ่าจิตวิญญาณที่ไร้ซึ่งเขตแดน

         

        ปีกเกือกขวาคืออาณาจักรไฟกัลป์ จักรวรรดิมาลาไค เผ่ารูเบียส เผ่าซือบาส และกลุ่มการค้าเชียนเป่า

         

        ทั้งสองฝั่งนั้นมีขุมกำลังที่ใกล้เคียงกัน แต่วัฒนธรรมจากฝั่งปีกเกือกซ้ายจะไหลเข้าหาปีกเกือกขวามากกว่า เหตุผลหลักนั้นคือลักษณะเฉพาะตัวของขุมกำลังใหญ่ที่เน้นการขยายตัว ไม่ว่าจะศาสนา สถานศึกษา กลุ่มการค้า หรือสมาคมนักผจญภัย ทั้งหมดนี้ล้วนรองรับคนต่างเผ่าและต่างถิ่น ต่างกับประเทศและเผ่าพันธุ์ที่มีความเหนียวแน่นมากกว่า

         

        ตัวโฮโจนั้นเกิดและเติบโตที่ไฟกัลป์ เขาจึงไม่เคยข้ามฝั่งมาก่อน แม้แต่ตอนที่สาขาใหญ่แต่งตั้งเขาให้เป็นหน่ออ่อนยังเป็นฝั่งนั้นที่เดินทางมาเองด้วยข่ายอาคมเคลื่อนย้าย มีเพียงคนในสาขานครรัตนะบางส่วนเท่านั้นที่เคยข้ามฝั่ง อย่างอารากะเองก็ได้ข้ามฝั่งนาน ๆ ครั้งเท่านั้น ส่วนอริยะวิญญาณครวญ เธอคือคนที่ผู้พิทักษ์ที่สาขาใหญ่ส่งมา

         

        “ต่างกับนครรัตนะมากจริง ๆ นะครับ” โฮโจที่อยู่บนรถม้ากับสองนักบวชมองรอบตัวอย่างสนอกสนใจ เขาไม่เผยสีหน้ามาก ยังคงวางท่าทางของคุณชายผู้สูงศักดิ์และเรียบร้อย

         

        “ที่นี่แต่งกายกันมิดชิดมากเลยนะคะ ถ้าเป็นที่นครรัตนะล่ะทนไม่ไหวแน่ ๆ” เลโอหัวเราะ ในที่นี้เธอนั้นทำหน้าที่เป็นกาวเชื่อมประสาน เธอนั้นคุยกับโฮโจได้เพราะเคยร่วมเป็นตายด้วยกันมาในสุสานของขุนนางพันธุ์ผสม ต่างกับไลล่าที่มีโอกาสพูดคุยกับโฮโจน้อย

         

        ไลล่าเพียงเผยรอยยิ้มบางไม่ตอบคำ ใบหน้าของเธอยังคงเต็มไปด้วยความเมตตาและโอบอ้อมอารี

         

        คนหนึ่งคือคุณชายแห่งกลุ่มการค้าใหญ่ อีกคนคือผู้เผยแพร่พระวจนะชั้นรอง เธอและโฮโจนั้นค่อนข้างคล้ายคลึงกัน คือมีลักษณะเรียบนิ่งและดูยากที่จะเปิดใจเข้าหา

         

        โฮโจนั้นแอบอึดอัดไม่น้อย ตัวเขานั้นมีประสบการณ์ออกงานสังคมและทำความรู้จักกับคนในแวดวงชั้นสูงมามาก ดังนั้นเขาค่อนข้างมั่นใจในด้านนี้ของตน แม้จะดูเหมือนหลงตัวเองแต่เขานั้นรู้ตัวว่าตนนั้นค่อนข้างหล่อเหลา การทำความรู้จักคนอื่นจึงไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป

         

        ไลล่า อาคันเซล มหานักบวชน้อย ผู้เผยแพร่พระวจนะชั้นรอง ผู้ที่โดดเด่นในด้านมันตราโบราณ เธอคือคนที่โฮโจพยายามจะตีสนิทด้วย

         

        ตลอดทางมานี้เขาพยายามมากเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งเพราะว่าทั้งสองต้องเดินทางด้วยกัน ส่วนหนึ่งเพราะว่าการได้มีเส้นสายกับศาสนจักรย่อมเป็นเรื่องดี อีกส่วนหนึ่งเพราะไลล่าย่อมสามารถพูดคุยกับผู้สูงศักดิ์เฟกอลได้คล่องกว่าเขา

         

        และอีกส่วนหนึ่ง ที่สำคัญที่สุด คือเธอเป็นสหายสนิทขององค์หญิงไพลิน

         

        แต่ติดที่อีกฝ่ายดูจะไม่อยากสนิทกับเขาแม้แต่น้อย ไม่ว่าเขาจะพยายามพูดอะไรหรือชวนคุยเพียงใด เธอก็จะตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนและคำพูดอีกคำถึงสองคำเท่านั้น

         

        หลังจาก 4 วันการเดินทาง ในสายตาของโฮโจ รอยยิ้มเมตตาอบอุ่นของไลล่าในตอนนี้เริ่มดูน่าขนลุกไปแทนเสียแล้ว ไม่ทราบว่าเมื่อใดที่เขาเริ่มรู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นดูจะไม่จริงใจเลยแม้แต่น้อย ดวงตาสีทองของเธอกลับดูแฝงไปด้วยอารมณ์บางอย่างที่เขาไม่เข้าใจ

         

        โฮโจใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มบางตามมารยาทหากแผ่นหลังกลับเริ่มปรากฏเหงื่อซึม เขาแค่อยากสนิทกับเธอ จะได้พูดคุยเรื่ององค์หญิงไพลินก็เท่านั้นเอง!

         

        ทางด้านเลโอคือผู้ที่เห็นเหตุการณ์มาตลอดทาง เธอนั้นเข้าใจทั้งความคิดของโฮโจและไลล่า ตัวไลล่านั้นบางทีอาจไม่ได้เกลียดอะไรโฮโจ แต่เธอนั้นสร้างกำแพงโดยอัตโนมัติเมื่อเธอมองว่าชายคนนี้ไม่คู่ควรกับเพื่อนของเธอ

         

        ตลอดหลายวันมานี้จึงเป็นความน่าอึดอัดที่ชายหนุ่มคนหนึ่งพยายามตีสนิทนักบวชหญิงเพื่อเข้าหาเพื่อนของเธอ กับนักบวชหญิงคนหนึ่งที่ทำตัวเป็นกำแพง ปิดช่องทางของอีกฝั่งทุกกรณี

         

        เลโอแอบยิ้มขำ ที่น่าตลกที่สุดคือตัวไลล่าเองย่อมไม่ใช่คนที่มีนิสัยเช่นนี้ เธอเพียงเป็นห่วงเพื่อนจึงพยายามทำตัวเงียบและถอยห่าง ส่วนโฮโจเองก็มิใช่คนไม่ดีแต่อย่างใด เขาสมควรมีโอกาสได้พยายามเข้าหาไพลินมากกว่านี้เช่นกัน

         

        บางทีการที่ทั้ง 3 เดินทางมาพบผู้สูงศักดิ์เฟกอลด้วยกันเช่นนี้บางทีอาจจะน่าสนุกกว่าที่เลโอคิดไว้


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน