ดัสก์บอร์น & เกียร์ (Duskborn & Gear)

    ตอนที่ 35 คดีฆาตกรรมต่อเนื่องบนเรือสำราญ : เรื่องบังเอิญ?

              ผมเพิ่งจะได้ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนเก้าอี้ไม้บุกำมะหยี่ได้เพียงครู่เดียวเท่านั้นความเงียบในเลาจน์ที่ดูเหมือนจะสงบลงชั่วคราวกลับถูกทำลายด้วยเสียงสายฟ้าฟาดเปรี้ยงใหญ่จนตัวเรือสั่นสะเทือนลมภายนอกร้องหวีดหวิวปะทะกับกระจกหน้าต่างหนาอย่างบ้าคลั่ง

              "เกี๊ยะ! นายท่าน... ดูท่าเก้าอี้ตัวนี้จะไม่ได้นั่งนานอย่างที่คิดนะลมข้างนอกนั่นแรงจนข้ากลัวว่านกเหล็กอย่างข้าจะกลายเป็นเศษเหล็กลอยน้ำเลย!"เกียร์ที่เกาะอยู่ข้างพนักเก้าอี้โวยวายขึ้นมา

              ผมลุกขึ้นก้าวไปที่หน้าต่างบดบังแสงไฟในเลาจน์เพื่อมองออกไปสู่ความมืดมิดทะเลที่เคยราบเรียบตอนนี้กลายเป็นอสุรกายคลื่นยักษ์ที่ถาโถมเข้าใส่เรือลำมหึมาอย่างไม่หยุดหย่อนฝนกระหน่ำจนมองไม่เห็นสิ่งอื่นเลยนอกจากฟองคลื่นสีขาวโพลน

              "อย่าบอกนะว่า..." ผมพึมพำกับตัวเองสายตาหรี่ลงด้วยความสังหรณ์ใจที่ไม่สู้ดี

              ในวินาทีนั้นเองประตูเลาจน์ก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงกัปตันเรือผู้อยู่ในสภาพเปียกโชกและตื่นตระหนกวิ่งตรงเข้ามาหาผมและเฮนรี่ที่เพิ่งเดินกลับเข้ามาพอดี

              "คุณที่ปรึกษา! ท่านประธานเฮนรี่! เรามีปัญหาใหญ่แล้วครับ!"กัปตันตะโกนแข่งกับเสียงฟ้าร้อง"พายุขนาดกลางก่อตัวขึ้นกะทันหันและตอนนี้เราติดอยู่ใจกลางวงล้อมของมัน เรือไม่สามารถมุ่งหน้าต่อไปได้ชั่วคราวครับ"

              "แล้วเรื่องการขอความช่วยเหลือล่ะกัปตัน? เราควรส่งสัญญาณวิทยุไปที่ท่าเรือที่ใกล้ที่สุด"เฮนรี่เอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

              กัปตันส่ายหน้าอย่างจนปัญญา"นั่นคือข่าวร้ายที่สุดครับ ระบบวิทยุสื่อสารหลักถูกรบกวนจนใช้งานไม่ได้และที่แย่กว่านั้น ระบบนำทางอัตโนมัติเกิดขัดข้องอย่างรุนแรงหน้าจอแสดงผลดับมืดไปหมด ต่อให้พายุสงบลง เราก็ยังเดินเรือต่อไปไม่ได้อยู่ดีเพราะเราไม่รู้พิกัดที่แน่นอนท่ามกลางมหาสมุทรที่ตัดขาดแบบนี้!"

              ผมยืนฟังคำรายงานนั้นด้วยใจที่สงบ"ระบบสื่อสารกับระบบนำทางพังพร้อมกันงั้นเหรอ?"

              "เกี๊ยะ! อะไรจะประจวบเหมาะปานนั้นนายท่าน!เหมือนมีคนเขียนบทมาให้พวกเราติดเกาะ... เอ้ยติดเรืออยู่กลางทะเลเลยนะเกี๊ยะ!"เกียร์แซวขึ้นมาพร้อมกับหมุนหัวไปมาอย่างสงสัย

              ผมหันไปสบตากับกัปตันแววตาของผมเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง "กัปตัน ช่วยพาผมไปที่ห้องส่งวิทยุกับห้องควบคุมระบบนำทางเดี๋ยวนี้เลยได้ไหม?ผมชักจะรู้สึกว่าความบังเอิญพวกนี้มันดูจงใจเกินไปหน่อยระบบที่สำคัญระดับความปลอดภัยของคนนับร้อยไม่ควรจะนัดกันพังในวันที่คนตายและมีพายุเข้าแบบนี้"

              "คุณสงสัยว่ามีการก่อวินาศกรรมงั้นเหรอครับ?" เฮนรี่ถามเสียงพร่า

              "ผมไม่เชื่อเรื่องความบังเอิญที่ซ้อนทับกันเกินสามชั้นหรอกครับเฮนรี่"ผมตอบพลางกระชับเสื้อโค้ท "กัปตัน นำทางไปครับผมอยากเห็นกับตาว่าระบบมันพังเพราะธรรมชาติหรือเพราะน้ำมือมนุษย์"

              กัปตันพยักหน้าอย่างเร่งรีบก่อนจะหมุนตัวนำทางผมออกไปสู่โถงทางเดินที่ลาดเอียงตามแรงคลื่นเมื่อมาถึงหน้าห้องควบคุมวิทยุและระบบนำทาง ยังไม่ทันที่กัปตันจะเปิดประตูเข้าไปช่างเทคนิคประจำเรือที่กัปตันส่งมาก่อนหน้านี้ก็วิ่งพรวดพราดออกมาด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดและเต็มไปด้วยเหงื่อ

              “กัปตันครับ! ผมพบสาเหตุแล้วครับ!”ช่างคนนั้นละล่ำละลักพลางยื่นมือที่สั่นเทาออกไป “มีคนจงใจทำลายแผงวงจรหลักครับวิทยุสื่อสารถูกถอดชิปประมวลผลออก ส่วนระบบนำทางถูกราดด้วยสารกัดกร่อนจนละลายหมด!”

              ผมยืนนิ่งฟังคำรายงานนั้นด้วยใจที่สงบผิดปกติ เพราะมันเป็นไปตามที่ผมคาดไว้ไม่มีผิด

             นั่นไงล่ะ...กลิ่นอายของแผนการสกปรกชัดๆ

              มันเป็นไปไม่ได้ในทางสถิติที่ระบบนำทางและวิทยุสื่อสารจะมาพร้อมใจกันเสียในวินาทีเดียวกับที่พายุเข้าเว้นเสียแต่ว่าทุกอย่างจะถูกกำหนดไว้แล้ว

              อย่าบอกนะว่าแม้แต่พายุบ้าคลั่งข้างนอกนั่นก็เป็นสิ่งที่คนร้ายคำนวณไว้ในแผนการด้วย? ถ้าเป็นแบบนั้นจริงแสดงว่าคนร้ายคนนี้ไม่ได้แค่เก่งเรื่องฆาตกรรมแต่ยังมีความสามารถในการพยากรณ์อากาศหรืออ่านทิศทางลมได้อย่างแม่นยำอีกด้วย

              ผมหันไปสบตากับเฮนรี่ที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างๆ“ตอนนี้ชัดเจนแล้วครับเฮนรี่ เราทุกคนตกอยู่ในแผนการของคนร้ายโดยสมบูรณ์ตอนนี้เรือลำนี้ไม่ใช่พาหนะพักร้อนอีกต่อไป แต่มันคือกรงขังกลางทะเลที่ปิดตายจากโลกภายนอก และเราไม่มีทางหนีไปไหนได้เลยจนกว่าฆาตกรจะลงมือสำเร็จ”

              “เกี๊ยะ! ติดกับดักเข้าเต็มเปาเลยนะนายท่าน!เป็นนกมันดีอย่างนี้แหละ อย่างน้อยข้าก็ไม่ต้องกลัวโดนขังกลางทะเล แต่ก็นะพายุแรงขนาดนี้ข้าก็บินไปไหนไม่ได้อยู่ดี!”เกียร์ส่งเสียงแซวออกมาด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

              ค่ำคืนที่แสนยาวนานผ่านพ้นไปท่ามกลางเสียงคลื่นลมที่ระเบิดใส่ตัวเรือไม่หยุดหย่อนจนกระทั่งแสงสีเทาหม่นของเช้าวันใหม่เริ่มลอดผ่านม่านเมฆหนาทึบเข้ามาในเลาจน์

              ผมตื่นขึ้นมาบนเก้าอี้ตัวเดิมด้วยอาการปวดเมื่อยตามตัวตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาแม้จะหลับตาลงแต่สมองของผมกลับทำงานอย่างหนักในการทบทวนเหตุการณ์การตายของวานซ์ผมพยายามจำลองภาพในหัว วานซ์ที่กำลังร่าเริงเกินเหตุ เขาถือแก้วแชมเปญเดินไปทั่วเลาจน์ทักทายคนนั้นที คนนี้ที ราวกับคนไร้บ้านที่ร่อนเร่ไปตามโต๊ะต่างๆ

              และนั่นแหละคือปัญหาใหญ่

              การที่วานซ์เคลื่อนที่ตลอดเวลาทำให้ขอบเขตของผู้ต้องสงสัยที่สามารถสลับยาบนตัวของเขากระจายตัวออกไปจนแทบจะเป็นทุกคนในห้องนี้ทุกครั้งที่เขาเดินผ่านใคร ทุกครั้งที่มีคนเดินสวนเขาหรือแม้แต่จังหวะที่เขาวางแก้วทิ้งไว้เพื่อหัวเราะกับมุกตลก ทุกวินาทีคือช่องโหว่

              “เกี๊ยะ! นายท่านตื่นมาก็หน้าบูดเลยนะคิดออกหรือยังว่าใครเป็นคนส่งพัสดุมรณะนั่น?” เกียร์โผบินลงมาเกาะที่พนักเก้าอี้พลางจ้องมองผมด้วยดวงตากลไกที่ขยายเข้าออก

              “ยังเกียร์... เป้าหมายมันกว้างเกินไป วานซ์ทำตัวเป็นเป้านิ่งที่ขยับไปมาให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายเกินไปหน่อย”ผมถอนหายใจพลางนวดขมับ

              ผมลุกขึ้นยืนพลางบิดตัวไล่ความเหนื่อยล้าสายตากวาดมองแขกที่นอนรวมกันอยู่ในเลาจน์ หลายคนยังมีสีหน้าหวาดระแวงแม้ในยามหลับเช้านี้ ผมต้องเริ่มสืบคดีนี้ให้เร็วที่สุด ก่อนที่ศพที่สองจะเกิดขึ้นในเรือลำนี้อีกครั้ง

              ผมเดินเข้าไปในห้องน้ำรวมแขกหลายคนที่เพิ่งตื่นจากฟูกที่นอนกลางเลาจน์ต่างมายืนต่อแถวใช้ซิงก์ล้างหน้าด้วยอาการเหม่อลอยเสียงน้ำไหลจากก๊อกกระทบอ่างทองเหลืองดังบาดหูผิดปกติในความเงียบที่ชวนอึดอัดสีหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัดขอบตาคล้ำดำจากการนอนไม่หลับผสมปนเปไปกับความหวาดระแวงคนที่ยืนอยู่ข้างๆ

              "วิทยุสื่อสารพัง...ระบบนำทางถูกทำลาย... พายุข้างนอกนั่นก็ไม่มีทีท่าจะสงบ" แขกคนหนึ่งพึมพำขณะล้างหน้าด้วยมือที่สั่นเทา"เราถูกทิ้งให้ตายอยู่กลางทะเลชัดๆ"

              ผมไม่ได้เอ่ยแทรกความสิ้นหวังของพวกเขาทำเพียงแค่ล้างหน้าและจัดแต่งเสื้อผ้าให้เข้าที่ก่อนจะเดินกลับไปยังจุดเกิดเหตุกลางเลาจน์อีกครั้งบริเวณที่วานซ์ล้มลงและเสียชีวิตเมื่อคืนนี้คราบไวน์ที่แห้งกรังบนพื้นพรมยังคงเป็นพยานวัตถุเพียงชิ้นเดียวที่หลงเหลืออยู่

              "เกียร์...เริ่มกระบวนการจำลองเหตุการณ์ย้อนหลัง" ผมกระซิบสั่งเสียงเรียบ

              "รับทราบเกี๊ยะ!เปิดไฟล์ความทรงจำงานเลี้ยงมรณะเดี๋ยวนี้ล่ะ!"เกียร์โผบินขึ้นไปเกาะบนแชนเดอเลียร์ดวงใหญ่เหนือศีรษะเลนส์ตากลไกของมันขยับวืดวาดเหมือนกำลังประมวลผลพิกัดของแขกแต่ละคนตามความทรงจำที่มันบันทึกไว้

              ผมหลับตาลงและเริ่มขยับฝีเท้าจำลองท่วงท่าการเดินของวานซ์ตามคำแนะนำของเกียร์ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่เบื้องบนในระหว่างงานเลี้ยง

              "ตอนสามทุ่มสี่สิบห้าคุณวานซ์เดินไปที่โต๊ะข้างหน้าต่าง ทักทายมาดามชุดแดง...จากนั้นเดินเลี้ยวซ้ายไปตบไหล่เอ็ดการ์ ไบรซ์... อ๊ะ! ไม่ใช่เกี๊ยะนั่นมันเลขาเกรย์ต่างหาก โทษทีๆ หน่วยความจำข้าเริ่มพร่ามัวแล้ว!"

              ผมชะงักฝีเท้าพลางถอนหายใจ"นึกให้มันดีๆ หน่อยเกียร์"

              "ช่วยไม่ได้นี่นายท่าน!โลกนี้มานามันเบาบางเหลือเกิน ระบบจัดเก็บรายละเอียดลึกๆของข้ามันทำงานได้ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงด้วยซ้ำ ถ้าไม่รีบย่อยข้อมูลตอนนี้ข้าอาจจะจำได้แค่ว่าเมื่อคืนนายท่านกินสเต็กไปกี่คำแทนนะเกี๊ยะ!"เกียร์บ่นอุบ

              แม้ระบบความจำของเกียร์จะเริ่มจำกัดตามระยะเวลาที่ห่างจากแหล่งพลังงานมานาแต่ภาพจำลองคร่าวๆ ก็เพียงพอที่จะทำให้ผมเห็นความจริงที่น่าปวดหัว

              วานซ์เดินพล่านไปทั่วเลาจน์จริงๆเขาแวะคุยกับแขกเกือบทุกโต๊ะ หัวเราะร่ากับทุกคนที่เดินสวนผ่านและเปลี่ยนแก้วเครื่องดื่มแทบจะทุกสิบนาที ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติและเป็นมิตรจนหาช่องโหว่ที่ชัดเจนไม่ได้เลย

              "ผลสรุปคือ...ไม่ได้อะไรเพิ่มเลยสินะ" ผมพึมพำพลางลืมตาขึ้นมองพื้นที่ว่างเปล่า"วานซ์ไปทุกที่ พูดคุยกับทุกคน ทำให้ลำดับเหตุการณ์การสลับยาดูเป็นเรื่องปกติจนกลืนไปกับบรรยากาศงานเลี้ยง"

              "เกี๊ยะ!คนร้ายคนนี้ต้องเข้าใจเหยื่อดีมากแน่ๆ หรือไม่ก็ต้องใจเย็นสุดๆถึงเลือกใช้วิธีที่ทำให้เรากำหนดขอบเขตผู้ต้องสงสัยไม่ได้แบบนี้!"เกียร์แซวพลางร่อนลงมาเกาะที่ไหล่ผม "เขาใช้นิสัยชอบไปทั่วของวานซ์มาเป็นเกราะกำบังให้ตัวเองแท้ๆ"

              ผมยืนนิ่งกลางห้องที่เงียบงันความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว ถ้าการเดินไปทั่วของวานซ์คือ ฉากบังหน้า แสดงว่าจังหวะที่สำคัญจริงๆอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าวานซ์เดินไปไหน แต่อยู่ที่ว่า ใคร เป็นคนจงใจเดินเข้าหาเขาในช่วงเวลานั้นมากกว่า

              ทว่าเพียงเสี้ยววินาทีต่อมาผมก็ต้องสลัดความคิดนั้นทิ้งไป "ไม่สิ... ถ้าคนร้ายวางแผนมาแยบยลและรู้จักนิสัยของเหยื่อดีขนาดนี้เขาคงไม่โง่พอที่จะเดินเข้าไปหาเป้าหมายให้เกิดพยานแน่ๆ"

              ในระหว่างที่ผมกำลังจมอยู่กับกองพะเนินของสมมติฐานเฮนรี่ก็เดินตรงเข้ามาหาผม สีหน้าของเขาดูอิดโรยจากการอดนอนมาทั้งคืน"เป็นยังไงบ้างครับคุณดัสก์บอร์น? พอจะเห็นเค้าลางอะไรบ้างไหม?"

              ผมถอนหายใจยาวพลางสบตาเขา"ผมลองจำลองเหตุการณ์ดูแล้วครับเฮนรี่แต่วานซ์ขยับตัวตลอดเวลาในงานเลี้ยงจนหาจุดเชื่อมโยงที่ชัดเจนไม่ได้เลย"

              เฮนรี่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกระซิบถามเสียงเบา"ถ้าอย่างนั้น... ในสายตาของคุณ ตอนนี้พอจะมีใครที่เข้าข่ายน่าสงสัยเป็นพิเศษไหม?"

              ผมเบนสายตาจากเฮนรี่แล้วกวาดมองไปยังบรรดาแขกที่กระจัดกระจายอยู่ตามมุมต่างๆของเลาจน์

              ที่มุมห้องด้านหนึ่งบาทหลวงมอร์โรว์ กำลังหลับตาพริ้มสวดมนต์ทำวัตรเช้าด้วยน้ำเสียงพึมพำที่ฟังดูสงบจนน่าขนลุก ถัดไปไม่ไกล เลดี้เซลินามาชร์ ยังคงรักษาความสง่างามไว้ได้ราวกับไม่ได้ติดอยู่กลางพายุมือเรียวของเธอกำลังคลี่พัดลูกไม้ตรวจสอบความเรียบร้อยอย่างพิถีพิถันสายตาเย็นชาของเธอไม่ได้บ่งบอกความรู้สึกใดๆ ส่วน เลขาเกรย์เธอยังคงทำหน้าที่ได้อย่างไร้ที่ติ เธอเดินตรวจตราความเรียบร้อยของแขกคนอื่นๆอย่างกระฉับกระเฉง บางครั้งก็เข้าไปจัดคอเสื้อให้แขกผู้ใหญ่หรือก้มลงห่มผ้าห่มให้คนที่ยังหลับใหลด้วยท่าทางอ่อนโยน

              ผมหันกลับมาตอบเฮนรี่"ตอนนี้ยังระบุตัวตนไม่ได้ครับ ข้อมูลที่เรามีมันเบาบางพอๆกับหมอกข้างนอกนั่น ผมคงต้องหาเบาะแสที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้"

              เฮนรี่พยักหน้าอย่างเข้าใจแต่แววตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความกังวล ผมจึงตัดสินใจถามประเด็นที่ติดค้างอยู่ในใจทันที

              "เฮนรี่... ข้อความในกระดาษขู่ที่เขียนว่า ทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องตาย มันเจาะจงมาก"ผมหรี่ตาลงพลางลดเสียงให้ได้ยินกันแค่สองคน "ในฐานะเพื่อนร่วมธุรกิจคุณพอจะรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของวานซ์บ้างไหม? เขาไปทำอะไรไว้หรือไปขัดผลประโยชน์ใครแรงๆถึงขนาดที่ทำให้อีกฝ่ายแค้นเคืองจนต้องวางแผนฆ่าล้างบางทุกคนที่เกี่ยวข้องขนาดนี้?"

              เฮนรี่ชะงักไปทันทีที่ได้ยินคำถามนั้นรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งเครียดที่ดูเหมือนเขากำลังชั่งใจว่าควรจะเปิดเผยความลับบางอย่างออกมาดีหรือไม่

              "ที่จริงแล้ว..." เฮนรี่เริ่มพูดพลางถอนหายใจยาว "ผมกับวานซ์เราไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันอย่างที่หลายคนเข้าใจหรอกครับความสัมพันธ์ของเรามันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ของผมวานซ์เป็นนักธุรกิจประเภทที่แทรกซึมไปอยู่ในทุกหัวระแหงของวงการอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมในลอนดอน"

              เขาเว้นจังหวะพลางกวาดสายตามองไปรอบๆเลาจน์เพื่อความแน่ใจว่าไม่มีใครแอบฟัง"แต่ถ้าจะให้พูดถึงศัตรูของเขาล่ะก็... ผมบอกได้เลยว่ามันนับไม่ถ้วนประวัติของวานซ์ไม่ได้ขาวสะอาดอย่างหน้าตาในสังคมหรอกครับเขาขึ้นชื่อเรื่องการกดดันคู่แข่งด้วยวิธีสกปรก ตั้งแต่การกว้านซื้อหนี้เพื่อฮุบกิจการไปจนถึงงานสีเทาและสีดำที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง"

              ผมหรี่ตาลง"หมายความว่ายังไงที่ว่างานสีดำ?"

              "การข่มขู่...หรือแม้แต่การทำให้คนหายสาบสูญเพื่อเปิดทางให้โครงการก่อสร้างเดินหน้าต่อได้"เฮนรี่ตอบด้วยสีหน้าขยะแขยง "และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือแขกเกือบทุกคนที่ได้รับเชิญมาบนเรือลำนี้... ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งพวกเขาล้วนเคยมีปัญหารุนแรงกับวานซ์มาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการถูกโกงที่ดินหรือการถูกบีบให้เกือบล้มละลาย"

              ผมฟังแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาหนักๆในใจเริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที

              ให้ตายเถอะ...นึกว่าจะบีบวงผู้ต้องสงสัยให้แคบลงได้บ้างแต่คำบอกเล่าของเฮนรี่กลับทำให้ภาพรวมมันกว้างยิ่งกว่ามหาสมุทรข้างนอกนั่นเสียอีก

              "เกี๊ยะ! นายท่าน สรุปคือทุกคนที่นี้มีแรงจูงใจที่จะฆ่าหมอนี่หมดเลยงั้นเหรอ?แบบนี้ต่อให้มีนกเหล็กสิบตัวช่วยสแกน ก็หาตัวจริงไม่ได้ง่ายๆหรอกนะเกี๊ยะ!" เกียร์บ่นพึมพำพลางหมุนหัวไปมาอย่างมึนงง

              ในขณะที่บทสนทนาระหว่างผมกับเฮนรี่กำลังตกอยู่ในทางตันเสียงฝีเท้าของพนักงานครัวคนหนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเลาจน์เขาเดินเข้ามาด้วยท่าทางนอบนอมแต่แฝงด้วยความตึงเครียดตามสถานการณ์

              "ขอประทานโทษครับท่านประธานและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน"พนักงานคนนั้นเอ่ยขึ้น "อาหารเช้าถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วครับเนื่องจากเลาจน์ถูกใช้เป็นที่พักชั่วคราวกัปตันจึงอนุญาตให้จัดโต๊ะอาหารไว้ที่โถงทางเดินด้านนอกข้างๆ เลาจน์แทนขอเชิญทุกท่านออกไปร่วมรับประทานอาหารเพื่อรักษาสุขภาพด้วยครับ"

              ผมมองไปยังแขกที่เริ่มทยอยลุกขึ้นด้วยท่าทางเซื่องซึมการออกไปเจอหน้ากันในที่สว่างพร้อมกับมื้ออาหารที่ดูเหมือนจะปกติสุขนี้อาจจะเป็นโอกาสดีที่จะได้สังเกตพฤติกรรมของแต่ละคนให้ชัดเจนขึ้น

              "ไปกันเถอะครับเฮนรี่... บางทีการเห็นคนร้ายในจังหวะที่เขากำลังจับช้อนส้อมอาจจะทำให้เราเห็นร่องรอยอะไรบางอย่างที่ซ่อนไว้ก็ได้"

              ผมเดินนำออกไปจากเลาจน์โดยมีเกียร์บินตามไปติดๆ ในใจยังคงวนเวียนอยู่กับคำว่า ทุกคนคือศัตรู นี่มันไม่ใช่แค่ฆาตกรรมธรรมดาเสียแล้วแต่มันคือการล้างแค้นที่ถูกหมักหมมมาอย่างยาวนานบนเรือที่ไร้ทางหนีลำนี้

              พนักงานบนเรือได้จัดเตรียมโต๊ะอาหารขนาดยาวไว้ที่โถงทางเดินด้านนอกเลาจน์กลิ่นหอมของซุปมันฝรั่งและขนมปังอบใหม่โชยมาปะทะจมูกแต่มันกลับไม่ช่วยให้บรรยากาศที่แสนเย็นเยียบนี้ดูดีขึ้นเลย แขกแต่ละคนนั่งห่างกันหนึ่งช่วงตัวทานอาหารด้วยความเงียบเชียบ มีเพียงเสียงช้อนกระทบจานจางๆที่แข่งกับเสียงลมพัดกรรโชกอยู่ด้านนอก

              "เกี๊ยะ! ถึงอากาศจะติดลบ แต่ดูเหมือนความหิวจะชนะทุกสิ่งนะนายท่านดูมาดามคนนั้นสิ ตักซุปเข้าปากไม่หยุดเลย!"เกียร์กระซิบข้างหูพลางกวาดตามองรอบโต๊ะ

              เฮนรี่ขยับเก้าอี้ข้างตัวเขาออก"เชิญครับคุณดัสก์บอร์น ทานอะไรรองท้องหน่อยเถอะเรายังมีเรื่องต้องสะสางกันอีกยาว"

              ผมพยักหน้าแล้วทรุดตัวลงนั่งสายตากวาดมองไปตามที่นั่งต่างๆ แขกส่วนใหญ่ดูอิดโรยบาทหลวงมอร์โรว์ตักอาหารเข้าปากอย่างสำรวม เลดี้เซลินาจิบชาด้วยท่าทางนิ่งสงบคุณโอค์กำลังจดอะไรบางอย่างบนสมุดพก แต่สิ่งหนึ่งที่สะดุดใจผมคือ...ที่นั่งว่างเปล่าตรงหัวมุมโต๊ะ

              "เฮนรี่... คุณเห็นคุณไบรซ์ไหม?" ผมเอ่ยถามเสียงเบา

              เฮนรี่ชะงักช้อน"นั่นสิ... หรือเขาจะยังไม่ตื่น? เมื่อคืนเขาคงเครียดเรื่องเอกสารการเงินพวกนั้นจนนอนดึก"

              “ผมก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น” ผมตอบสั้นๆก่อนจะพยายามจัดการกับอาหารในจานของตัวเองแต่สายตากลับคอยเหลือบมองนาฬิกาลูกตุ้มเรือนใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้องอาหารอยู่เป็นระยะ

              เข็มยาวค่อยๆเคลื่อนผ่านตัวเลขไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางเสียงช้อนกระทบจานจางๆและเสียงกระซิบกระซาบที่ฟังแล้วจับกระแสไม่ได้ เวลาก็ล่วงเลยไปกว่า 30 นาที จนกระทั่งพนักงานเริ่มเข้ามาเก็บจานชามที่ว่างเปล่าแต่เงาของเอ็ดการ์ ไบรซ์ ก็ยังไม่ปรากฏความรู้สึกไม่สบายใจเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นก้อนน้ำแข็งในอก ผมลุกขึ้นยืนทันทีจนเก้าอี้ครูดกับพื้นเสียงดังแขกทุกคนหันมามองผมเป็นตาเดียว

              "กัปตัน!"ผมตะโกนเรียกกัปตันเรือที่กำลังจะปลีกตัวกลับไปยังหอบังคับการ

              เฮนรี่รีบลุกตามมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกจนลืมรักษาอาการ"มีอะไรหรือเปล่าคุณดัสก์บอร์น? ท่าทางคุณดูเครียดกว่าเมื่อคืนเสียอีก"

              "ผมยังไม่เห็นคุณไบรซ์ที่โต๊ะอาหารเลย"ผมตอบเสียงเครียดพลางกวาดสายตาไปรอบห้อง"สำหรับคนที่ขวัญเสียและหวาดระแวงว่าจะมีใครแอบเข้าไปยุ่มยามในห้องพักอย่างเขามื้อเช้าที่มีคนมารวมตัวกันพร้อมหน้าแบบนี้คือโอกาสเดียวที่เขาจะยอมออกมาปรากฏตัวเพราะมันหมายความว่าไม่มีใครแอบย่องไปที่ห้องของเขาได้โดยที่เขาไม่รู้...แต่เขากลับไม่มา"

              เฮนรี่หน้าซีดเผือดทันทีเขาเข้าใจความนัยที่ผมสื่อ "กัปตัน! พาพวกเราไปที่ห้องของคุณไบรซ์เดี๋ยวนี้!เร็วที่สุด!"

              พวกเราเร่งฝีเท้าไปตามโถงทางเดินที่คดเคี้ยวแสงไฟจากตะเกียงแก๊สที่หรี่ลงในช่วงเช้าทำให้ทางเดินดูยาวเหยียดและอึดอัดกว่าปกติเสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้ดังสะท้อนไปตามผนังเหล็กของเรือมุ่งหน้าสู่โซนห้องพักส่วนตัวที่อยู่ลึกเข้าไป

              เมื่อมาถึงหน้าประตูไม้ขัดมันที่สลักหมายเลขห้องของเอ็ดการ์ไบรซ์ พนักงานเรือที่วิ่งตามมาดูมีท่าทีลนลานเขาเคาะประตูเรียกเสียงดังจนแทบจะเป็นการทุบ

              "คุณไบรซ์ครับ!คุณไบรซ์! ท่านประธานมาพบครับ ได้ยินไหมครับคุณไบรซ์!"

              ไร้ซึ่งเสียงตอบรับมีเพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด กัปตันล้วงกุญแจสำรองออกมาด้วยมือที่สั่นเทาแต่พอเขาทดลองหมุนมือจับ ประตูกลับเปิดออกอย่างง่ายดาย

              "ห้องไม่ได้ล็อก..." กัปตันพึมพำด้วยความประหลาดใจ

              ใจผมหล่นวูบคนที่ประกาศปาวๆว่าห้องนี้มีเอกสารสำคัญระดับโลกและไม่ยอมมานอนที่เลาจน์เพราะกลัวคนแอบเข้าห้องไม่มีทางที่จะลืมล็อกประตูเด็ดขาด ยกเว้นว่าใครบางคนจะจงใจทิ้งมันไว้แบบนั้น

              ผมผลักประตูเปิดออกกว้างกลิ่นคาวเลือดจางๆ พุ่งเข้าปะทะจมูกทันที แสงไฟสลัวในห้องเผยให้เห็นภาพที่ทำให้เฮนรี่ถึงกับต้องยกมือปิดปาก

              ร่างของเอ็ดการ์ไบรซ์ นอนฟุบหน้าลงบนโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่เลือดสีแดงฉานไหลเจิ่งนองเต็มโต๊ะจนหยดลงสู่พื้นพรมข้างล่างแฟ้มเอกสารที่เขาเคยหวงแหนถูกรื้อค้นกระจัดกระจายและที่วางเด่นอยู่ท่ามกลางกองเลือดคือแผ่นกระดาษขาวสะอาด ที่มีข้อความจากเครื่องพิมพ์ดีดประทับไว้สั้นๆ

              "เหลือผู้เกี่ยวข้อง อีก 1 คน ที่ต้องตาย"

              "เกี๊ยะ! พัสดุชิ้นที่สอง ส่งถึงมือผู้รับแล้วนายท่าน!"เกียร์อุทานออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ

              ผมยืนนิ่งมองดูข้อความนั้นด้วยดวงตาที่เย็นเยียบ รอยพิมพ์ดีดที่คุ้นตา ระยะห่างของตัวอักษรที่คุ้นเคยฆาตกรไม่ได้แค่ต้องการฆ่า แต่เขากำลังนับถอยหลังสู่จุดจบของทุกคนบนเรือลำนี้และตอนนี้เหยื่อรายสุดท้ายกำลังถูกขึ้นลำรอไว้แล้ว!

    คล้ายกับเรื่องดัสก์บอร์น & เกียร์ (Duskborn & Gear) ที่คุณอ่าน