พอสถานการณ์บังคับ ย่อมพร้อมปรับตัวตามความเป็นอยู่
หนทางสร้างคนให้แกร่งขึ้น บทพิสูจน์วัดใจ
ลงมาคลุกคลีใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้าน ท้าวเทศลดคำว่าเชื้อพระวงศ์ออกไป
เอาความจริงใจเข้าหา เปิดตัวทายาทราชาที่จะนำพาสู่ความเสมอภาค
ยกราษฎรเป็นใหญ่ มีสิทธิ์มีเสียงในการปกครอง
จากครรลองเดิม ๆ ซึ่งแค่บรรดาสภาขุนนาง อำมาตย์
ราชการมดงาน องค์กรสังกัดของเทวาธิราช
มวลเคยมีบทบาท ยึดหน้าที่ดูแลสุขทุกประชา
บัดนี้เผชิญความท้าทาย ประการพากันหูตาสว่างมากขึ้น
ไม่ราฟืนราไฟเมื่อโดนกดขี่ เนื่องหมดยุคเงียบที่จะรับเอาความเสียเปรียบอย่างเดียว
แม้กระทั่งพวกเด็ก มันยังกระเสือกกระสน ดิ้นรนฝ่ากระแส
ในแง่ใยต้องจำยอมต่อชะตากรรม จึงช่วยกันงัดข้อต่อกรชีวิตซึ่งให้ใครกำหนด
จากรับจ้างขนเกลือดุจลงเรือลำเดียวกัน สหายของพวกมันสูญหาย
ตายไปทีละคนสองคน จนต้องสืบถึงต้นตอสาเหตุ
คลำทางมาเรื่อย ท้ายถูกผู้ใหญ่ทำร้ายเลยกระจ่างในปัญหา
อันคำราชาสั่ง เบื้องหลังทั้งหมดคือมังคลาและกลุ่มได้ผลประโยชน์
ผองรับโทษถูกสังหารอย่างไม่ปราณี พลอยสร้างข้อกังขา
จนเป็นที่มาของคณะผู้กล้ารวมตัวกัน ค้นหาความจริง
ยิ่งสาวถึงเรื่องราวยิ่งใกล้ตัว ลายสือต้องพัวพันกับชาติกำเนิดย้อนหลัง
ก่อนองค์หญิงคาระปงจะถูกตามล่า จุดประสงค์เพื่อฆ่าทายาทองค์เลอสรวงนั่นเอง
แผนการแยบยล คนเป็นพระราชาช่างงมงายสิ้นดี
หากตรงนี้ถูกอ้างเห็นแก่บ้านเมือง จึงสมยอมด้วยสถานะควรเสียสละ
เมื่อปรากฏว่าลายสือคือบุตรราชา ที่รอดมาได้ด้วยบุญญาธิการ
แหวนวิเศษสิ่งติดตัว อันกฎเกณฑ์ราชมณเฑียรบาลระบุไว้*ธำมรงค์เป็นดั่งมรดกตกทอด
ด้วยเป็นคนของสาธารณชน ลายสือหรือท้าวฟ้าฟื้นยืนข้างประชา
อาศัยว่าโตมากับวิถีชาวบ้าน เลยง่ายที่จะกลมกลืน
สิ่งที่ทำนำผลจนเกิดชมชอบเป็นขวัญใจประชาชนรากหญ้า
ต่างกับศักดินาชั้นสูงเท้าไม่ติดดิน ยามไปไหนมาไหนใช้แต่ขบวนแห่แหน
กิจวัตรเร่ร่อนของพลพรรครักอิสระ วัวเทียมเกวียนบุกตะลุยไปทุกพื้นที่
ประกาศตัวอยู่คนละขั้วกับฝั่งราชสำนัก หรือฝ่ายลัทธิมหานิยม
โดยยึดอุดมการณ์แทรกซึมทั่วถิ่น ไม่เกี่ยงยินดีต้อนรับผู้มีทัศนะคติต่าง ๆ
เพราะยากดีมีจนก็คนเหมือนกัน ถือสิทธิ์แห่งความเท่าเทียม
“จังได๋มึงบักแป”
เห็นมันนั่งเกาหัว สีหน้างง ๆ กับรายชื่อที่ซ้ำกันจนต้องนึกหาวิธี
ลายสือถามกับอาการคิ้วขมวด ขณะนั่งจดบัญชีจำนวนคน
“กะเบิ่งแหน่ ท้าวฟ้าฟื้นคึดออกบ่”
หมู่บ้านเดียวกันแต่ชื่อทองตั้งสิบคน บักแปมันจนปัญญา
เลยปรึกษาควรทำเช่นไรดี จะได้ถูกต้องในหลักฐาน
“เฮาว่าต่อท้ายนาม กะเอาชื่อพ่อชื่อแม่นั่นแหล่ว แนวเบิ่งฮู้”
ลักษณะจดรายละเอียดเหมือนทำเป็นทะเบียนบ้าน
คัดสำเนาจาหมึกบนผืนผ้า ที่แต่ละคนนำมาด้วย
เก็บไว้กับตัว เพื่อยืนยันสัมพันธภาพแบบพอหามาได้ใช้สอย
โชคดีแรงงานมาสมัครเพิ่มเติมเป็นผู้มีความรู้พอ
จึงเสริมศักยภาพ ให้ระบบจัดระเบียบได้อย่างลงตัว
เยาวชนรุ่นใหม่สมัครใจเข้าร่วมขบวนการต่อต้านรัฐซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย
วัดวาบวรส่วนใหญ่ในชุมชน มีจุดยืน ประสงค์สนับสนุน
“น้าแหวง เจ่าว่าเข้าท่าบ่”
ลายสือหันไปถามความคิดเห็น จากบุคคลรอบข้าง
“เฮ็ดจังซี่ ดีเด้หละ”
นายแหวงเคยบวชเรียน คุณสมบัติอ่านเขียนหนังสือออก
ทิดแหวงถูกเลือกเป็นผู้นำชุมชนโรงเกลือ ริมตลิ่งลำน้ำมูล
ญาติทางนางมาลา เมียเอกท้าวเทศซึ่งสนใจขอเข้าเป็นแนวร่วม
เห็นในความสำคัญการมีส่วนผลักดันสังคมช่วง*ยุคหินใหม่สู่ยุคโลหะ
วาระบุกเบิกแห่งการปฏิรูป ยกระดับปรับคุณภาพชีวิต
แต่ก่อนการจัดทำเอกสาร ใช้ดินเหนียวปั้นเป็นก้อน
ปาดหน้าดินให้เรียบ แล้วขีดเขียนอักขระประทับลงไป
ตากจนแห้งก็จะได้แท่งตีตรา บ่งบอกถึงรูปพรรณสัณฐาน
พักหลังเปลี่ยนมาใช้กระดาษสาแทน จดบันทึกได้ดีกว่า
งานนี้ภูมิปัญญาจากลายสือ มีนางคำปงผู้มารดาแนะนำ
สำนักงานลับใช้ถ้ำเป็นแหล่งเก็บเอกสาร ตามคุ้มซุ้มโจรให้ความร่วมมือ
วางเวรยามเฝ้าเป็นอย่างดี ดุจสมบัติล้ำค่าซึ่งแสดงว่าสมาชิกมีสิ่งรับประกันตัวตน
อันอุดมการณ์ใต้ดิน กำลังดำเนินไปตามขั้นตอน
ค่อย ๆ ขยับขยายพื้นที่ครอบครองใจมวลชน
ทั้งหัดพัฒนาตัวเองของแต่ละคน เพื่อต้องใช้ความสามารถ
หมู่เด็กเติบโตฝึกรับผิดชอบต่อส่วนรวม ฉายแววแตกต่างตามความถนัด
ตัดสินใจมุ่งไปข้างหน้า โดยมีผู้ใหญ่คอยประคับประคอง
ทุกคนยังไม่ลืมที่จะส่งข่าวแจ้งทางบ้านเก่าภูมิลำเนาตน
คนเดินส่งสารเป็นบักตุ้ยตามเคย มันมีบทบาทตรงรู้เส้นทางหลายสาย
แต่งเกวียนเหมือนพ่อค้าเร่ ขนบรรดาสมุนไพร รากยาหายาก ตะลอนทั่วแดน
เข้าชุมชนไหน มันปล่อยข่าวไปเรื่อย เรื่องปาฏิหาริย์ตายแล้วเกิดใหม่
ที่ประสบพบเจอด้วยตัวมันเอง สาธยายถึงอำนาจเหนือธรรมชาติ
สร้างความกระหายต่อคนทั้งหลาย อยากมาพึ่งพาท้าวฟ้าฟื้น ตำนานผู้มีบุญ
...อยู่ไม่เป็นสุข เรื่องอริยะทารกถูกลักพาตัว ทราบแน่เป็นฝีมือใคร
แต่ตราบใดไม่มีพยานชี้ตัว มังคลาก็ยังหน้าหนาทำทีปกติ
เข้าออกนอกราชวัง รับใช้ดั่งเคยในตำแหน่งปุโรหิต
“มึงเป็นคนเฮ็ด แม่นบ่!”
องค์เลอสรวงเกรี้ยวกราด เมื่ออยู่ตามลำพังในสถานที่
อีปุนทั้งวิ่งทั้งร้องไห้ฟูมฟาย เข้าไปกราบจามรเทวีในอีกฟากห้อง
หลังจากอาบน้ำปะแป้งเตรียมทารกเข้านอน มันกล่อมไม่นาน
ครั้งเห็นว่าหลับ มันจึงงีบบ้างหากสะลึมสะลือเหมือนมีคนมาเป่ากระหม่อมมัน
เล่ห์กลที่มังคลาเสกมนต์ใส่ ด้วยใช้วิธีเดียวกันกับท้าวรณชัย
สะกดให้บักโผน ผีกุมารทองจำยอมโดยดี ก่อนจะหยิบฉวยของสำคัญ
ห่มสไบยังไม่เข้าที่ หลังลอบเสพสมกับชู้รัก
พระนางลนลานขึ้นเสลี่ยงมายังปราสาทขององค์เลอสรวง
ขืนทำเป็นเรื่องใหญ่ คงต้องมีคนสงสัยในเรื่องนี้
ดีที่สุดคือเรียกมังคลามาพูดกัน ไม่ให้เอิกเกริก
“มีหยังน้อ พ่อหลวงพ่ะย่ะค่ะ”
วางท่าเฉไฉยังปากแข็ง เพราะเข็ดหลาบกับสันดานที่เปลี่ยนฝ่ายของอชาตะ
มองการณ์ข้างหน้าคงรักษาระยะห่าง อันมังคลาต้องระวังตัวมากขึ้น
“กูบ่เชื่อดอก บอกมาดี ๆ มึงแม่นบ่”
ย้ำคำถาม อชาตะเหมือนกล่องดวงใจถูกขโมย
“เว้ามาสา ตู่หยังข้ากระหม่อม”
ตีสำนวนประหนึ่งไม่รู้ไม่ชี้ สิ่งที่อสูรสื่อออกมา
ลักษณะมังคลาตัดพ้อ โดนหาเรื่องจากองค์ราชาตัวปลอม
“มึงเอาลูกกู ไปไว้ไส?”
ท้ายโพล่งพูด อชาตะเหลืออดกับกิริยาของมังคลา
“ไผสิกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
ถ้อยมุสาศีลขาด พราหมณ์เอ่ยขอไปทีในกรณีนี้
“คึซัมเบาะ ว่ากูเฮ็ดหยังมึงบ่ได่ มื้อนี่หละกูบ่เอาไว้แน่”
เค้นถามเพื่อให้ยอมรับ แต่ทางมังคลาบอกปัด
จึงใช้มาตรการเด็ดขาด โดยอำนาจซึ่งมีอยู่
“ทหาร! ลากเอาบักพราหมณ์ไปตัดคอเดี๋ยวนี่”
เสียงองค์เลอสรวงตะโกนออกมาจากห้อง สั่งทหารมาจับตัวมังคลา
ระยะทหารจะกรูประชิด ปุโรหิตยืนกรานขัดขืน
“คนอย่างกู บ่สิ้นไร้ไม้ตอก กูตายทางลูกมึงกะบ่ยังดอก”
หวั่นเรื่องจะแดง อสูรจึงลดความรุนแรงลง
“กูสิให้โอกาสมึง คืนลูกกูมา”
ยื่นคำเจรจาต่อรอง เพื่อทายาทอสูรทำได้ทุกอย่าง
“ค่ำวันศีลใหญ่ พ้อกันม่องเทวาลัย อย่าลืมเอาหนังสือไปแลกนำ”
มีตัวประกันไว้ในมือ มังคลาเองถือว่าเหนือกว่า
ลั่นประโยคกล่าว ก้าวเดินแหวกออกจากวงล้อมของทหาร
ที่ต่างยืนตะลึงในกิริยาท่านปุโรหิต อันขึงขังทั้งหยาบคาย
“พวกสู ออกไปให้เหมิด!”
โกรธจัดที่ทำอะไรมังคลาไม่ได้ อชาตะไล่ให้ทหารพ้นบริเวณ
นั่งกุมขมับกับเวรกรรม ซึ่งย้อนกลับมาสุมตนจนทุกข์เผา
...“น้องนางว่า พังม่องมันอยู่ซะเป็นหยัง”
เป็นเดือดเป็นร้อน จามรเทวีไม่ยอมพระนางพร้อมปะทะ
“บ่ปานนั่นดอก พ่ะย่ะค่ะ”
ท้าวรณชัยเอ่ยขึ้น อาสาจะพาทหารไปปราบคณะนักบวช
สองคนรวมหัวยุยงให้อชาตะ อสูรในร่างองค์ราชาแตกหัก
ชนิดมองอดีตมิตรอุ้มชู กลายเป็นศัตรูแค้นเคือง
“เฮ็ดจังซี่บ่ได่ ลูกกูอยู่กับมัน”
อชาตะไม่เสี่ยงทำเรื่อง อาจมีผลกระทบกับเลือดเนื้อเชื้อไข
“ผู้อื่นบ่ต้องยากนำ”ทุกปัญหาอชาตะตัดสินใจจะไปเอง
สร้างความระแวงต่อจามรเทวี ถ้าปล่อยให้มังคลาเรียกร้องขนาดนี้
หากแต่พระนางเก็บท่าที หันพูดกับท้าวรณชัย
ราชการชั้นผู้ใหญ่ จวนเจียนใกล้ถูกลืมจากแวดวง
ช่วงผิดต่อพันธะระหว่างอชาตะกับมังคลา ได้จังหวะดึงตัวมารั้งตำแหน่งเหมือนเดิม
“จังซั่น กะแล้วแต่พ่อหลวงสาเนาะ”
แอบส่งสัญญาณขยิบตาให้ท้าวรณชัย ซึ่งจำต้องสงบปากคำ
เรื่องราวถูกถกกันต่อหน้าข้าราชบริพาร ภายในท้องพระโรงวันนี้
เผยให้เห็นถึงการกระทำของปุโรหิต กำแหงคิดลบหลู่สถาบันกษัตรา
จึงเป็นที่มา ในข้อหาพอจะปลดจากตำแหน่งการงานได้
บรรดาเข้าเฝ้าต่างนั่งฟัง ยังสับสนไฉนมังคลาตกเป็นฝ่ายตรงข้าม
ผ่านมาเหมือนทุ่มเท ดุจบริหารเป็นราชาซะเอง
ข้อนี้หรือคือโดนอาญาแผ่นดิน กรรมวิธีตัดทอนลำดับขั้น
อำนาจช่างขลัง อยู่กับใครนานไม่ได้สุดท้ายต้องลาจากบทบาท
ทบทวนล้วนเป็นผลดีต่อจามรเทวี ทุกครั้งหลังมีเหตุ
พระนางจะคอยเก็บผลประโยชน์ที่ตกค้างเข้าข้างตน.
*ธำมรงค์ (ทำ-มะ-รง) เป็นคำราชาศัพท์ แปลว่า แหวน
มีที่มาจากภาษาเขมรว่า “ทมฺรง่” (โตม-ร็วง) ซึ่งหมายถึงเครื่องประดับนิ้วหรือแหวน
โดยมักใช้เรียกแหวนของพระมหากษัตริย์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
ดั่งเช่น พระธำมรงค์วิเชียรจินดา และพระธำมรงค์รัตนวราวุธ
*การปกครองในสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีลักษณะเรียบง่ายแบบสังคมเครือญาติ
ไม่มีระบบรัฐหรือตัวอักษรบันทึก โดยช่วงแรกเป็นกลุ่มหาของป่า-ล่าสัตว์
ที่ย้ายถิ่นฐานเร่ร่อน ก่อนพัฒนาเป็นชุมชนเกษตรกรรมยุคหินใหม่
และยุคโลหะที่เริ่มตั้งถิ่นฐานถาวร โดยมีหัวหน้าเผ่าหรือผู้อาวุโส
ทำหน้าที่ตัดสินใจและจัดการทรัพยากรภายในกลุ่ม
ยุคหินเก่า (500,000 - 10,000 ปีมาแล้ว) มนุษย์เร่ร่อน ล่าสัตว์และหาของป่า
แหล่งอาศัยตามถ้ำหรือเพิงผา การปกครองเป็นแบบกลุ่มเล็กๆ (Band)
มีผู้อาวุโสหรือผู้แข็งแรงที่สุดเป็นผู้นำในการล่าสัตว์หรือตัดสินใจย้ายที่อยู่
ยุคหินใหม่ (7,000 - 5,000 ปีมาแล้ว) เริ่มการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์
ตั้งถิ่นฐานถาวรเป็นหมู่บ้าน สังคมเริ่มขยายตัว มีการจัดระเบียบชุมชนและการแบ่งงานกันทำ
ยุคโลหะ (ประมาณ 4,000 - 1,500 ปีมาแล้ว) สังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น
มีการทำเกษตรกรรมที่ก้าวหน้า เกิดการแลกเปลี่ยนสินค้า
และการแบ่งชนชั้นทางสังคม (ผู้นำ/นักรบ และชาวบ้าน)
รูปแบบการปกครองโดยทั่วไปเน้นการดูแลสมาชิกในกลุ่ม
การแบ่งปันทรัพยากร และการป้องกันภัยร่วมกันในลักษณะเครือ
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย ค้นในเอกสารกรมศิลปากร)