เจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain)

    บทที่ 161: บ้านคฤหาสน์โซจา (The Soja Mansion)

            “ท่านยังไปไหนไม่ได้นะเพคะ ตอนนี้ท่านกำลังบาดเจ็บอยู่” บุตรสาวของท่านเศรษฐีโซจาพยายามพูดเกลี้ยกล่อมเจ้าหญิงฮิเมรากิด้วยสีหน้าที่เป็นห่วง

            “ข้าขอบใจเจ้ามากสำหรับความช่วยเหลือ แต่ข้าคงจะเอาแต่พักฟื้นต่อไปแบบนี้ไม่ได้ พระราชวังในตอนนี้ก็ได้ตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกกองทัพอสูรของฝ่ายยามานะ และโอริฮิเมะ น้องสาวของข้าก็ถูกคำสาปของนางเทวีอสูรฯ เล่นงาน ข้าจะต้องไปช่วยเขา ข้าจะต้องกอบกู้พระราชวังกลับคืนมา”

            เจ้าหญิงฮิเมรากิยังคงดื้อดึงที่จะลุกขึ้นจากที่นอนให้ได้

            “แต่อาการของเจ้าในตอนนี้ยังไม่ดีขึ้นเลยนะ ฝืนตัวเองไปแบบนั้นข้าเกรงว่าร่างกายของเจ้าจะรับไม่ไหว”

            เจ้าหญิงคังชินกล่าวกับเจ้าหญิงฮิเมรากิด้วยความเป็นห่วง

            “ตัวข้าจะเป็นยังไงก็ช่าง แต่โอริฮิเมะจะต้องมีชีวิตอยู่ และข้า...ก็จะปล่อยให้พวกกองทัพอสูรของฝ่ายยามานะเข้ามายึดพระราชวังแบบนั้นต่อไปไม่ได้เด็ดขาด”

            เจ้าหญิงฮิเมรากิประกาศกร้าวเสียงดังลั่น

            “เจ้าคิดว่าน้องสี่อยากจะมีชีวิตอยู่โดยที่ไม่มีเจ้าอย่างงั้นหรือ เจ้าก็รู้...ว่าเจ้าขาดน้องสี่ไปไม่ได้ และน้องสี่...ก็ขาดเจ้าไปไม่ได้เช่นเดียวกัน เจ้าเคยคิดบ้างไหมว่าถ้าหากเจ้าไม่อยู่แล้ว น้องสี่จะมีชีวิตอยู่ได้ยังไง ถ้าหากไม่มีเจ้าคอยอยู่เคียงข้าง”

            เจ้าหญิงคังชินพยายามพูดเตือนสติกับเจ้าหญิงฮิเมรากิ จนทำให้เธอนั้นเริ่มที่จะคิดได้ เจ้าหญิงโอริฮิเมะต้องการที่จะมีเธอคอยอยู่เคียงข้าง และเจ้าหญิงฮิเมรากิก็ต้องการที่จะมีเจ้าหญิงโอริฮิเมะคอยอยู่ข้างกายด้วยเช่นกัน

            “ส่วนเรื่องพระราชวังนั่น พวกเราเองก็รอเวลาที่จะแย่งชิงกลับคืนมาเหมือนกัน จะวู่วามบุกเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนั้นไม่ได้ ไม่อย่างงั้นจะเสียแผนไปหมด เชื่อข้า เจ้าพักฟื้นที่นี่ แล้วก็ค่อยไป ฝืนตัวเองไปแบบนั้นก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา”

            เจ้าหญิงคังชินพยายามพูดเกลี้ยกล่อมเจ้าหญิงฮิเมรากิอยู่นาน กว่าที่เธอนั้นจะยอมทำตามแต่โดยดี

            “ข้าว่าท่านอยู่พักฟื้นที่นี่ให้ดีขึ้น แล้วค่อยไปเถอะนะเพคะ”

            บุตรสาวของท่านเศรษฐีโซจากล่าวเสนอความเห็นกับเจ้าหญิงฮิเมรากิ

            “เข้าใจแล้ว” เจ้าหญิงฮิเมรากิหลับตาพริ้ม พลางถอนหายใจอย่างแผ่วเบา และในที่สุด เจ้าหญิงฮิเมรากิก็ยอมอยู่พักฟื้นที่บ้านคฤหาสน์โซจาตามที่เจ้าหญิงคังชินกับบุตรสาวของท่านเศรษฐีโซจาบอกแต่โดยดี เพราะตัวเธอเองก็เริ่มที่จะรู้ตัวแล้วว่า ถึงแม้ว่าเธอจะฝืนไปสักเท่าไหร่ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เจ้าหญิงฮิเมรากิในตอนนี้ก็ได้นอนพักฟื้นอยู่ที่บ้านคฤหาสน์ของเศรษฐีโซจา โดยมีบุตรสาวของท่านเศรษฐีโซจาคอยดูแลปรนนิบัติอยู่ใกล้ชิด

            ส่วนทางด้านองค์จักรพรรดิสึชิมิคาโดะที่ 2 เองนั้นก็ไม่ได้นิ่งเฉยแต่อย่างใด พระองค์นั้นได้ทรงวางแผนและเตรียมการครั้งใหญ่ขึ้น โดยร่วมมือกับฝ่ายโฮโซคาว่ากับฝ่ายอาคามัทสึอย่างลับๆ เพื่อที่จะส่งกองทัพบุกเข้าแย่งชิงพระราชวังหลวงกลับคืนมาให้จงได้ แผนการบุกพระราชวังในครั้งนี้มีขุนพลนายหนึ่งจากฝ่ายอาคามัทสึมาเข้าร่วมด้วย

            ขุนพลนายนี้เป็นถึงบุตรชายเพียงคนเดียวของผู้นำตระกูลอาคามัทสึ ซึ่งเป็นเจ้าปกครองแคว้นคนเดียวกันกับที่เศรษฐีโซจากับเจ้าหญิงทามาสุ ผู้เป็นภรรยาเคยส่งส่วยไปให้อยู่เป็นประจำในเดือนละครั้ง โดยขุนพลนายนี้จะมีนามว่าอาคามัทสึ ฮิโกโบชิ ซึ่งมีหน้าตาที่เหมือนกับยูโตะในยุคสมัยปัจจุบันเป็นอย่างมากราวกับว่าเป็นคนๆ เดียวกัน

            ขุนพลฮิโกโบชิเป็นขุนพลเพียงคนเดียวในตระกูลอาคามัทสึที่เคยสำเร็จวิชาเวทย์มาจากสำนักองเมียวจิ จนทำให้ตัวเขานั้นมีความสามารถในด้านการใช้พลังเวทย์ ควบคู่ไปกับการต่อสู้ด้วยอาวุธได้อย่างเก่งกาจ

            ด้วยเหตุเช่นนั้น จึงทำให้ขุนพลฮิโกโบชิสามารถนำกองทัพเข้าพิชัยสงครามในหลายศึกสมรภูมิรบ และนำพาชัยชนะมาสู่ตระกูลอาคามัทสึมาหลายต่อหลายครั้งอย่างนับไม่ถ้วน จึงทำให้ตัวเขานั้นได้รับสมญานามว่าเป็นขุนศึกจอมขมังเวทย์ผู้เก่งกาจ เช่นเดียวกับยาสุนาริ โอจิ ขุนศึกจอมขมังเวทย์แห่งตระกูลโคโนะ ผู้เป็นสามีของโอโฮริ สึรุฮิเมะ

            “ดูเหมือนว่าการบุกเข้าแย่งชิงพระราชวังในครั้งนี้จะเป็นไปได้ยาก เพราะกองทัพของอีกฝ่ายล้วนแต่เป็นพวกอสูรโยไคด้วยกันทั้งนั้น”

    “ฝ่ายยามานะกับฝ่ายโออุจินี่ช่างคิดไปได้ยังไงกันนะ ถึงได้สร้างกองทัพอสูรโยไคขึ้นมา”

            “เห็นได้ยินมาว่ากองทหารของทั้งสองฝ่ายนั่นได้กลายมาเป็นนักรบปีศาจไปแล้ว”

            “ถ้าจะบอกว่าโซเซ็นกับมาซาฮิโระเป็นคนที่เปลี่ยนกองทหารของตัวเองให้กลายเป็นปีศาจมันก็คงจะไม่ใช่ เพราะคนธรรมดาอย่างเราก็คงไม่มีใครคนไหนที่จะสามารถเปลี่ยนคนให้กลายเป็นปีศาจไปได้หรอก ว่าไหม”

            “ก็อย่างที่เจ้าว่ามานั่นแหละนะ แต่ถ้าหากว่าอีกฝ่ายมีพลังไสยเวทมนต์ดำก็ว่าไปอย่าง”

            “พูดเป็นเล่นน่า อย่างเจ้าพวกนั้นเนี่ยนะที่จะเข้าหาพลังไสยเวทย์อะไรนั่น”

            “แต่ก็น่าแปลกอยู่เหมือนกันนะ ถ้าหากว่าอีกฝ่ายไม่ได้เข้าหาพลังไสยเวทย์อะไรนั่น แล้วกองทัพอสูรโยไคพวกนั้นมันมาจากไหน แล้วพวกกองทหารของอีกฝ่ายนั่นมันกลายเป็นนักรบปีศาจไปได้ยังไง”

            “ฟังดูก็น่าคิดอยู่เหมือนกันนะ”

            ในท่ามกลางบรรยากาศการประชุมวางแผนที่จะนำกองทัพบุกเข้าแย่งชิงพระราชวังกลับคืนมาในครั้งนี้ช่างเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและความกดดันอย่างสุดๆ ผู้ที่เข้าร่วมการประชุมวางแผนในครั้งนี้ก็จะมีทั้งผู้นำฝ่ายโฮโซคาว่า ผู้นำฝ่ายอาคามัทสึ และรวมไปถึงเหล่าบรรดาผู้นำตระกูลคนอื่นๆ ที่ได้มาเข้าร่วมเป็นพันธมิตรของฝ่ายโฮโซคาว่า และเหล่าบรรดาหัวหน้าทหารในวังด้วย โดยมีองค์จักรพรรดิสึชิมิคาโดะที่ 2 เป็นหัวหน้าการประชุมลับในครั้งนี้

            “ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม พวกเราจะต้องหาทางขับไล่กองทัพอสูรโยไคของฝ่ายยามานะกับฝ่ายโออุจิให้พ้นไปจากพระราชวังให้จงได้ เพื่อที่แย่งชิงพระราชวังกลับคืนมา ยามานะ โซเซ็น...โออุจิ มาซาฮิโระ มันช่างจะเหิมเกริมกันเกินไปแล้ว เจ้าพวกนั้นมันช่างกล้ามากยิ่งนักที่บังอาจมาหยามกันถึงที่แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพปีศาจหน้าไหน ข้าจะทำให้เจ้าพวกนั้นได้รับรู้กันเสียบ้าง ว่ากำลังท้าทายอยู่กับอะไร”

            องค์จักรพรรดิสึชิมิคาโดะที่ 2 ทรงตรัสที่หน้าการประชุมวางแผนลับด้วยใบหน้าและน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกริ้วอย่างสุดๆ

            “ถ้าหากจะนำกองทัพเข้าไปจัดการกับเหล่าอสูรโยไคของอีกฝ่ายแล้วหล่ะก็...ไว้เป็นหน้าที่ของข้าเถอะ”

            และทันใดนั้น ก็ได้มีน้ำเสียงของขุนพลหนุ่มนายหนึ่ง ผู้ที่ได้รับสมญานามว่าเป็นขุนศึกจอมขมังเวทย์แห่งตระกูลอาคามัทสึนั้นดังขึ้น ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นขุนพลฮิโกโบชิ

            “ท่านพระองค์คงจะยังไม่ทราบหล่ะสินะขอรับ ว่าข้าหน่ะเคยสำเร็จวิชาเวทย์มาจากสำนักองเมียวจิมาก่อน แล้วช่วงก่อนที่ข้าจะมาเป็นขุนศึกของตระกูลอาคามัทสึ ข้าก็เคยใช้พลังเวทย์ในการปราบอสูรมาหลายต่อหลายครั้ง และข้าก็เคยนำกองทัพเข้าพิชิตในหลายศึกสมรภูมิรบตั้งมากมาย พร้อมกับนำพาชัยชนะมาสู่ตระกูลมานับครั้งไม่ถ้วน ด้วยพลังเวทย์ของข้านี่แหละ จนทำให้ข้า...ได้รับสมญานามว่าเป็นขุนศึกจอมขมังเวทย์แห่งตระกูลอาคามัทสึนับแต่นั้นเป็นต้นมา”

            ขุนพลฮิโกโบชิกล่าวกับองค์จักรพรรดิสึชิมิคาโดะที่ 2 ด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม เมื่อได้ยินเช่นนั้น พระองค์จึงได้มอบหมายให้ขุนพลหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าทำหน้าที่นำกองทัพบุกเข้าแย่งชิงพระราชวังกลับคืนมา และจัดการกับเหล่ากองทัพอสูรโยไคของฝ่ายยามานะกับฝ่ายโออุจิให้สิ้นซาก จากนั้น แสงวาบก็ค่อยๆ จางหายลง และกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

    คล้ายกับเรื่องเจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain) ที่คุณอ่าน