บทที่ 5 ใช้คุณธรรมชนะใจคน มอบโลงกระบี่เป็ของขวัญ
เมิ่งเจียงชูได้ยินเช่นนั้น ถึงกับลมหายใจสะดุดไปหนึ่งจังหวะ
"ช่างเป็การใช้คุณธรรมโน้มน้าวใจจริง ๆ..."
ซูเสวียนหันไปมองเมิ่งเจียงชู พลางพูดเสียงเบาว่า
"เ้าคงเดาได้แล้วว่าข้าคือใคร"
"แต่ข้าไม่้าให้ใครรู้เื่นี้ เ้า… ใช้พลังมหาศาลเพื่อทำนายและรอข้าอยู่ที่นี่ล่วงหน้าถึงสิบห้าปี"
"ตอนนี้เ้าจะเลือกอะไร?"
หัวใจของเมิ่งเจียงชูเต้นรัว เขาไม่คิดว่าซูเสวียนจะเดาออกหมดแล้ว!
เมิ่งเจียงชูถอนหายใจยาว พลางพูดยิ้ม ๆ "ข้าล้มเลิกก็ได้ เพราะที่นี่ข้ามีหวั่นซู"
"และข้าก็ชอบเ้าหนูหลี่กวนฉีด้วย ข้าไม่อยากเสี่ยงแล้ว"
"แต่อยากถามหน่อย ของสิ่งนั้นคืออะไรกันแน่?"
ซูเสวียนมองเมิ่งเจียงชูอย่างพินิจ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ "นึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าผู้ยิ่งใหญ่เช่นเ้า… จะมีลูกหลานกับมนุษย์ธรรมดา แม้ว่าจะเป็เพียงแค่ร่างแยกก็ตามที"
"บอกเ้าก็ได้ แต่ภายในไม่กี่วันนี้เ้าต้องออกจากที่นี่!"
จากนั้น เสียงของซูเสวียนก็ดังก้องในหัวของเมิ่งเจียงชู
เมิ่งเจียงชูขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะถอนหายใจแล้วพูดเสียงเบา "ช่างมันเถอะ ข้าไม่ขอสู้แล้ว สามวันหลังจากนี้ ครอบครัวข้าจะออกจากที่นี่"
หลังจากที่ทั้งสองจากไป ซูเสวียนนั่งอยู่คนเดียวใต้ต้นไม้ เขาหยิบหมากดำสองตัวออกจากกระดาน
เมื่อเขาสะบัดมือ อากาศรอบข้างก็กลับมาสงบเหมือนเดิม ราวกับว่าเหตุการณ์ทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้น
ชายชราเดินไปพลางพึมพำ "ก็ยังคงต้องใช้คุณธรรมในการโน้มน้าวใจสินะ!"
"ไม่แปลกใจเลยที่เ้าสองคนนั้นเป็ถึงผู้ครองสองดินแดนใหญ่ เห็นแก่ตัวจริง ๆ"
เมื่อคิดถึงเื่นี้ ชายชรานั่งลงที่ต้นไม้ มือซุกในแขนเสื้อแล้วพึมพำ “เมิ่งเจียงชู จางฉี่เซวียน หลูเทียนเฉิง”
ยังมีใครอีกที่ข้าพลาดไปไหม?"
“เฮ้อ ทั้งประมุขดินแดนเสวียนเหมิน จางฉี่เซวียน และประมุขดินแดนเสินเป่า เมิ่งเจียงชู รู้จักประเมินสถานการณ์ดีจริง ๆ...”
เมื่อพูดจบ เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า คำนวณบางอย่างด้วยนิ้วมือแล้วพึมพำ
"ใกล้เข้ามาแล้ว... เส้นทางที่เหลือต้องให้เ้าหนูเดินเองแล้ว"
"กลับบ้านไปดูหลานดีกว่า!"
รุ่งเช้าวันต่อมา
หลี่กวนฉีตื่นขึ้นมาพร้อมกับขอบตาดำคล้ำหลังจากหลับไม่สนิททั้งคืน
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ลุกขึ้นและทันทีที่ตื่น เขารู้สึกถึงความร้อนที่พุ่งเข้ามาใกล้ เขาสะดุ้งด้วยความใและเตะออกไปทันที
ซูเสวียนรับการโจมตีอย่างง่ายดายก่อนจะด่ากลับด้วยเสียงไม่พอใจ "เ้าเด็กคนนี้ ไปให้ยาถ่ายหมูบ้านจ้าวมาใช่ไหม?"
หลี่กวนฉียิ้มกว้างก่อนจะพูด "ท่านไม่ให้ข้าสู้กลับ ข้าก็ต้องหาทางเอาคืนบ้างสิ"
ซูเสวียนหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะลุกขึ้นยืน "ดีแล้ว เ้าหมูสามตัวคงวิ่งท้องเสียทั้งคืน คอกหมูคงเละเทะแน่ ๆ!"
"เอาล่ะ รีบลุกขึ้นไปทำงานก่อน เสร็จแล้วไปหาข้าที่ลานหลังบ้าน"
หลังจากที่หลี่กวนฉีล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เขาก็เริ่มต้นการฝึก่เช้า ซึ่งการฝึกของเขานั้นไม่ใช่แค่การอ่านหนังสือธรรมดา ๆ
ร่างกายของเด็กหนุ่มที่เปลือยท่อนบนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเต็มไปด้วยเส้นสายลวดลายลึกลับทั่วทั้งร่างกาย
เด็กหนุ่มยกหินโม่หนักสามร้อยจิน*[1]ด้วยมือข้างเดียวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เืและพลังในร่างกายไหลเวียน ิัของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็สีแดง
ซูเสวียนผู้เป็ปู่มองดูเหตุการณ์ด้วยความภาคภูมิใจ หลายปีมานี้ เขาได้สร้างรากฐานการฝึกเซียนให้เด็กหนุ่มอย่างแข็งแกร่ง แม้ว่าหลี่กวนฉีจะยังไม่รู้ตัว แต่เขาได้มาถึงจุดสูงสุดของขอบเขตกลั่นกายาแล้ว
อวัยวะภายใน เื กระดูก และพลังในร่างกายของเขาได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ธรรมดาไปแล้ว
ในหมู่ศิษย์ของสำนัก การที่สามารถยกหินร้อยจินขึ้นเหนือหัวได้ถือว่าเป็มาตรฐานของขอบเขตกลั่นกายา
แต่สำหรับหลี่กวนฉี ร่างกายที่ดูผอมบางนี้ หากเขาใช้พลังเต็มที่สามารถยกหินหนักถึงหกร้อยจินได้ด้วยมือข้างเดียว!
แม้แต่ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานก็สามารถยกหินได้เพียงพันจินเท่านั้น
ดังนั้น ั้แ่เริ่มฝึก ซูเสวียนจึงได้ออกกฎให้กับหลี่กวนฉี
ห้ามต่อสู้กับมนุษย์ธรรมดาโดยเด็ดขาด!
กำปั้นมีไว้ใช้ต่อกรกับผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้น อย่าใช้ความแข็งแกร่งข่มเหงผู้อ่อนแอเด็ดขาด!
เด็กชายที่อาบแสงแดด ขณะที่เหงื่อร้อนระเหยออกจากร่างกายจนเห็นเป็ไอขาวลอยขึ้น ซูเสวียนรีบหยิบเสื้อผ้ามาให้หลี่กวนฉี
"อีกสักพักไปแช่ยา แล้วมาหาข้าที่ลานหลังบ้าน ข้ามีเื่สำคัญจะพูดกับเ้า"
หลี่กวนฉีรับเสื้อมาใส่ สีหน้าแสดงความเศร้าหมองเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ
ด้วยความไวต่อความรู้สึก เขารู้อยู่แล้วว่าซูเสวียน้าจะพูดอะไร
ซูเสวียนมองดูเด็กชายด้วยความเงียบ ไม่พูดอะไรออกมา การบำเพ็ญเพียรเพื่อชีวิตที่ยืนยาวนั้น เด็กชายต้องเดินด้วยตนเองถึงจะมีคุณค่า เขาไม่สามารถปกป้องเด็กชายไปตลอดชีวิตได้
แม้จะพาเขาไปด้วย ก็อาจทำให้หลี่กวนฉีไม่ต้องเผชิญความทุกข์ไปชั่วชีวิต
แต่ถ้าเป็เช่นนั้น เขาจะเหมาะสมกับการเป็หลานชายของ ‘ซูเสวียน’ ผู้นี้ได้อย่างไร?
หลี่กวนฉีรู้ดีว่าปู่ของเขาคงอยู่ข้าง ๆ เขาตลอดทั้งคืน ไม่เช่นนั้นเขาคงจะไม่ได้นอนหลับสบายแบบนี้ เื่ที่ควรจะมาถึงก็จะมาถึงในที่สุด!
แต่เมื่อคิดถึงการแช่ยา หลี่กวนฉีก็อดไม่ได้ที่จะกัดฟัน เพราะการแช่ยาในถังที่มีส่วนผสมลึกลับนั้น ทำให้รู้สึกเหมือนกับมีเข็มเหล็กนับพันเสียบเข้าไปในร่างกายครั้งแล้วครั้งเล่า
ความเ็ปแบบนี้ หากเป็คนธรรมดาคงทนไม่ไหวและอาจตายได้จริง ๆ ภายในไม่กี่อึดใจ
เขาเองก็ไม่รู้ว่าในตอนแรกเขาผ่านมันมาได้อย่างไร
ลานหลังบ้าน
หลังจากที่หลี่กวนฉีแช่ตัวในสมุนไพรเสร็จเรียบร้อย เขาเห็นว่าซูเสวียนกำลังนั่งอย่างสงบอยู่ที่โต๊ะ เขายกพู่กันพร้อมที่จะลงมือทำพิธีบางอย่าง
หลี่กวนฉีถอดเสื้อออกอย่างเป็ธรรมชาติแล้วหันหลังให้ซูเสวียน
ซูเสวียนพูดเสียงเบา “นี่จะเป็ครั้งสุดท้ายแล้ว ทนเอาหน่อย”
หลี่กวนฉียิ้มกว้าง “ปู่ ท่านทำได้เลย ข้าผ่านมาหลายครั้งแล้ว ข้าทนได้”
ซูเสวียนหัวเราะเบา ๆ พลางตบหัวหลี่กวนฉีด้วยความเอ็นดู “ไอ้หนูตัวแสบ”
จากนั้น ซูเสวียนจุ่มพู่กันลงในของเหลวข้นเหนียวในจานหยก แล้วเริ่มวาดลวดลายลึกลับลงบนหลังของหลี่กวนฉี
ระหว่างที่พู่กันเคลื่อนไปทั่วหลัง เด็กชายก็ยืนนิ่งเหมือนหิน ิัของเขาเริ่มชุ่มไปด้วยเหงื่อ และหลี่กวนฉีก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงครางเบา ๆ เพราะความเ็ป
หลี่กวนฉีทนต่อความเ็ปที่เกินมนุษย์ ซึ่งแตกต่างจากการแช่ยา หากการแช่ยาเป็เหมือนเข็มนับพันทิ่มแทงร่างกาย การวาดลวดลายนี้ก็เหมือนกับการผ่าร่างและขูดกระดูก ความเ็ปชัดเจนและรุนแรงกว่าร้อยเท่า
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ซูเสวียนยกพู่กันทองขึ้น และลวดลายบนตัวของหลี่กวนฉีก็เชื่อมต่อกันหมด เมื่อกระทบแสงจันทร์ก็เปล่งประกายสีแดงเข้มแปลกตา
เมื่อเห็นสิ่งนี้ ซูเสวียนก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ พลางพูดขึ้น “เ้านี่ไม่กลัวข้าคิดร้ายกับเ้าบ้างหรือ?”
หลี่กวนฉียืนพักอยู่สักครู่ก่อนจะหันมายิ้มให้ “ถ้าปู่คิดจะทำร้ายข้า ป่านนี้ท่านก็คงไม่ต้องออกไปหาโสมป่าบนเขาให้ข้าทุกวันตลอดหลายปีที่ผ่านมาแล้ว”
“เมื่อแปดปีก่อนท่านก็คงปล่อยให้ข้าหนาวตายอยู่ข้างถนนไปแล้ว”
พูดจบหลี่กวนฉีก็ใส่เสื้อผ้า พลางก้มหน้าลง
“ปู่…”
“อืม?”
“ท่านกำลังจะจากไปใช่ไหม?”
“อืม”
“แล้วข้าจะได้พบท่านอีกไหม?”
“อืม!”
ซูเสวียนที่กำลังเก็บของเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ตาของเขาเริ่มแดงก่ำ เขาหันกลับมา แล้วในมือก็ปรากฏสิ่งของขนาดใหญ่กว่าตัวหลี่กวนฉี
ซูเสวียนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “การฝึกเซียนเป็ทางที่ยาวไกล จงระวังคนแปลกหน้าที่ทำดีกับเ้าอย่างเกินควร”
“พวกปีศาจที่ฝึกมาหลายพันปี หากไม่มีทางบรรลุพลังสูงสุด พวกมันมักจะใช้วิธีชั่วร้ายเพื่อยึดร่างเ้า!”
แม้ว่าหลี่กวนฉีจะเคยได้ยินเื่นี้มานับครั้งไม่ถ้วนั้แ่ยังเล็ก แต่เขาก็ยังคงพยักหน้ารับอย่างเคร่งขรึม
“การจากไปครั้งนี้ของข้า เต็มไปด้วยอันตราย ข้าจึงไม่อาจพาเ้าติดตามไปด้วยได้”
“หลังจากพรุ่งนี้ เ้าจะสามารถลงจากเขาได้”
“นี่คือของขวัญที่สำคัญที่สุดจากข้าให้เ้า—โลงกระบี่นี้!”
จำไว้ว่าห้ามทิ้งโลงกระบี่นี้เป็อันขาด ต้องสะพายติดตัวไว้เสมอ!”
หลี่กวนฉีมองดูโลงกระบี่สีดำสนิทตรงหน้า ซึ่งมีลวดลายลึกลับแกะสลักเต็มไปหมด ด้วยความสงสัย
เขารู้จัก ‘หีบกระบี่’ แต่ ‘โลงกระบี่’ คืออะไร?
สิ่งนี้สูงถึงสี่ฉื่อ*[2] ซึ่งเตี้ยกว่าเขาเพียงเล็กน้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ซูเสวียนไม่ได้บอกข้อมูลใดเกี่ยวกับโลงกระบี่นี้มากนัก นอกจากสั่งให้เขาแบกมันไว้ตลอดเวลา
“เ้าคิดซะว่ามันเป็หีบกระบี่หีบหนึ่งก็พอ แต่…มันพิเศษกว่านั้นหน่อย”
“ถ้าใครถามเ้าก็บอกไปว่าเป็หีบกระบี่ที่ไร้ประโยชน์”
หลี่กวนฉีลองสะพายโลงกระบี่ดู แต่กลับยกไม่ขึ้น!
เขาประเมินคร่าว ๆ ว่าโลงดาบนี้หนักอย่างน้อยห้าร้อยจินเห็นจะได้!
[1] 1 จิน เท่ากับ 500 กรัม
[2] 1 ฉื่อ เท่ากับ 1 ฟุต