THE ONE

    ตอนที่ 66 จะบอกอย่างไรดี

            

            เทียนคงคลุมร่างของเอ็ดเวิร์ดด้วยชุดเกราะพิเศษที่เตรียมไว้ จนเอ็ดเวิร์ดสามารถเคลื่อนไหวได้ตามคำสั่งของเทียนคงแม้เจ้าตัวจะยังไม่ได้สติก็ตาม

            

            สุดท้ายสิ่งที่เทียนคงต้องทำก็คือการทำกระจกให้เหมือนเดิม และนี่เองเป็นสิ่งที่ในตอนนี้เทียนคงยังทำไม่ได้เพราะการทำวัตถุที่ถูกทำลายไปแล้วให้เหมือนเดิมนั้นยากกว่าการรักษาสิ่งมีชีวิตเสียอีก

            

            เพราะจะต้องเข้าใจและมีพลังในการควบคุมระดับอะตอมถึงจะผสานวัตถุให้เป็นเหมือนเดิมได้ 10 ใน 10 ส่วนซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยในตอนนี้ที่เทียนคงจะทำแบบนั้นนี่เองจึงเป็นเหตุให้เขาพยายามสร้างรอยให้อยู่ในมุมลับที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการพบเห็นนั่นเอง

            

            แม้จะไม่สามารถทำให้เหมือนเดิมได้แต่สามารถทำให้ “ดู” เหมือนเดิมได้ โดยรอยตัดกระจกนั้นเรียบและบางมาก ๆและเทียนคงใช้กาวพิเศษที่สร้างขึ้นเก็บรอยต่อนี้จนดูด้วยตาเปล่ามองไม่ออกเลยแม้แต่น้อยหากจะตรวจสอบความผิดปกติจำเป็นจะต้องใช้แสงส่องในมุมที่ถูกต้องถึงจะสามารถมองเห็นได้

            

            เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเทียนคงก็พาเอ็ดเวิร์ดที่ยังคงไม่ได้สติในชุดเกราะออกไปจากอาคารโดยเส้นทางเดิมที่มาเพียงแต่ในเขาใช้เวลามากถึง ครึ่งชั่วโมงในการเดินทางออกมา

            

            เทียนคงไม่ได้กลับไปที่โรงแรมในทันทีแต่พาเอ็ดเวิร์ดออกไปนอกเมือง ณ จุดนัดพบที่สอง ก่อนถึงเมืองประกายเงิน และส่งต่อเอ็ดเวิร์ดให้กับแอนดรอยด์ตัวหนึ่งรับไม้ต่อไปยังฐานลับใต้ดินเมืองประกายเงิน

            

            การเดินทางจากอาคารออกไปนอกเมืองนั้นง่ายกว่ามากหากเทียนคงไม่ถูกจับได้ระหว่างอยู่ในอาคาร ที่เหลือก็หายห่วง

            

            และภารกิจนี้ก็สำเร็จลุล่วงไปอย่างราบรื่นโดยใช้เวลาไป 1ชั่วโมงกับอีก 23นาที เทียนคงตอนนี้อยู่ที่โรงแรมแล้วและมองดูนาฬิกาที่จับไว้ แล้วบ่นพึมพำว่า “ใช้เวลาเกินไปตั้ง 3 นาที บ้าจริงเชียว....”

            

            เช้าวันรุ่งขึ้นทุกอย่างดำเนินไปตามปกติอย่างที่เป็น เทียนคงไม่ได้ส่งข่าวกลับไปบอกเซียนอินและคนอื่นๆ เพราะในเมื่อภารกิจที่ออกมานอกเมืองประกายเงินในครั้งนี้ สำเร็จหมดแล้วดังนั้นก็ได้เวลากลับเมืองประกายเงินเสียที

            

            เมืองประกายเงินตำหนักเจ้าเมือง

            

            “เป็นอย่างไรบ้างข้าขอดูตรานักล่าอสูรหน่อยสิ .... ระดับหนึ่ง เป็นไปได้ยังไง ฝีมือระดับเจ้าอย่างน้อยควรจะได้สักระดับห้าสิ ไม่ได้เรื่องเลย ...” เพราะเทียนคงไม่ได้บอกเรื่องพี่ชายอีกคนของวิคทอเรียดังนั้นสิ่งที่เซียนอินรู้ก็คือเทียนคงไปเมืองเพฌฆาตอสูร ก็เพื่อตรานักล่าอสูรและทำการขายชิ้นส่วนอสูรเท่านั้น

            

            และแน่นอนว่าที่เมืองประกายเงินนั้นไม่มีนักล่าอสูรเลยแม้แต่คนเดียว ดังนั้นเซียนอินจึงไม่เคยเห็นตรานักล่าอสูรของจริงเลย จึงอยากเห็นเป็นธรรมดา

            

            “เอ่ออ... ขอโทษที่ทำให้ผิดหวังนะ ว่าแต่ที่เมืองที่อะไรหรือไม่ ช่วงนี้ดูเจ้าผอมลงไปหน่อยนะ”เทียนคงรู้ว่าเซียนอินกล่าวเล่นไปอย่างนั้น จึงไม่คิดว่าต้องอธิบายอะไรแต่สิ่งที่เทียนคงเห็นคือ เพียงไม่กี่วัน เซียนอินกลับซูบผอมไปคนอื่นอาจไม่สังเกตเห็น แต่เทียนคงไม่ใช่

            

            สำหรักเขาแล้วเซียนอินเป็นมนุษย์คนแรกที่เขาพบและรู้จัก ดังนั้นเซียนอินจึงเป็นคนที่พิเศษที่สุดสำหรับเขาการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย เขาย่อมสังเกตเห็นได้

            

            “....ก็ ... นิดหน่อยน่ะ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรหรอก แค่ช่วงนี้งานราชการเยอะขึ้นมาเท่านั้น... แล้วก็ข้าดูผอมลงขนาดนั้นเลยเหรอ ข้าว่าก็ไม่นะ ...” เซียนอินตอบอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้คิดอะไร เพียงแต่แปลกใจที่เทียนคงมองเห็นว่านางผอมลง ทั้งๆที่ตัวนางเองยังมองไม่เห็นว่าผอมลงตรงไหน

            

            จริงๆก็ต้องบอกว่าคงไม่มีใครเห็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อยนี้นอกจากเทียนคงหรอกด้วยความใส่ใจที่มากกว่าคนอื่น ๆหลายเท่า ผนวกกับพลังที่มากขึ้นทุกวันทำให้รายละเอียดต่าง ๆเทียนคงมองเห็นได้เอง

            

            “ไม่มีอะไรก็ดีแล้วหากมีอะไรเจ้าก็บอกข้าได้ทุกเมื่อนะ ข้ายินดีจะช่วยงานราชการของเจ้า หากเจ้าอนุญาตล่ะก็นะ”

            

            “ไม่ได้เด็ดขาดเจ้าจะออกไปให้พวกราชสำนักเตะตาไม่ได้ หากพวกเขารู้ว่าเจ้าทำอะไรได้บ้างเจ้าได้ถูกจับตามองแน่ และมันคงไม่เป็นผลดีกับเจ้า ดังนั้น เจ้าช่วยข้าเรื่องอื่นๆน่ะได้ แต่เรื่องงานราชการหรือที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักนั้นอย่าเลยดีกว่า”เซียนอินตอบอย่างไม่ต้องคิด

            

            “...เอ่ออ งั้นก็ได้ งั้นก็ได้ ...” เทียนคงได้ยินคำตอบแบบนี้แล้วก็พูดเสียงค่อยลงตอนแรกเขาคิดจะบอกเซียนอินเรื่องเอ็ดเวิร์ด และเรื่องที่ได้ไปเจอองค์หญิงสามแห่งนครวิหคครามตอนนี้ดูเหมือนจะยังบอกเรื่องนี้ไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นเขาได้โดนเซียนอินทุบเอาแน่ๆ และจะทำให้เซียนอินเป็นกังวลเสียเปล่า ๆ ไว้ถึงเวลาที่เหมาะสม เขาจะบอกเรื่องนี้กับนางอีกที

            

            ทั้งคู่สนทนากันอีกสักพักก่อนจะแยกย้าย เทียนคงได้นำเงินจำนวนกว่า 5 ล้านเหรียญเงินออกมา แล้วมอบให้เซียนอินทำเอาเซียนอินตาโตด้วยความตกใจ เพราะเงินจำนวนนี้แม้จะไม่ได้ถึงกับมากแต่มันก็มากพอสำหรับการดำรงชีพอยู่แบบไม่อดอยากไปได้มากกว่า 20 ปี และที่สำคัญคือเทียนคงไปเอาเงินจำนวนนี้มาจากไหน

            

            “นี่เป็นเงินที่ข้าได้มาจากการขายชิ้นส่วนสัตว์อสูรน่ะอย่าห่วงเลย ข้าไม่ได้ไปปล้นใครมาหรอก” เทียนคงเห็นเซียนอินยังคงตาค้างอยู่ก็รีบอธิบายเพราะนี่เองก็เป็นเหตุผลที่เขาไปเมืองเพฌฆาตอสูรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

            

            “เจ้าไปล่าสัตว์อสูรมาเยอะขนาดไหนเนี่ยถึงมีชิ้นส่วนเอาไปขายได้มากขนาดนี้”

            

            “ก็ไม่มากเท่าไหร่นะ”

            

            “จะไม่มากได้ยังไงชิ้นส่วนสัตว์อสูรระดับ 4(เชี่ยวชาญ) เต็มที่ก็ขายได้ชิ้นละ 10,000 เหรียญเงินหนึ่งตัว จะมีที่ขายได้อย่างมากก็ 10 ชิ้น ดังนั้นสัตว์อสูรหนึ่งตัวเจ้าจะทำเงินได้สูงสุด 100,000 เหรียญเงิน แล้วนี่ 5 ล้านเท่ากับเจ้าต้องจัดการสัตว์อสูรระดับเชี่ยวชาญไปแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ตัวเจ้าทำได้ยังไงน่ะ”

            

            “เอ่อออ.... เอาเป็นว่าข้าทำได้ และเงินเหล่านี้ก็ถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ข้าไม่รู้จะตอบแทนที่เจ้าให้ข้าพักอาศัยอยู่ที่นี่อย่างไรนี่เป็นสิ่งที่ข้าพอจะทำให้เจ้าได้ ดังนั้นรับไว้เถอะนะ” เทียนคงอ้ำอึ้งอีกครั้งดีที่เขาไม่ได้หยิบเอาเงินที่ตั้งใจไว้ตอนแรกออกมาทั้งหมด เพราะคิดว่ามันมากเกินไปและลองเชิงเซียนอินดูก่อน และเขาก็คิดถูกจริง ๆ นี่ขนาดว่าจำนวนนี้เป็นเพียงครึ่งหนึ่งที่เขาเตรียมไว้หากนำออกมาทั้งหมดตอนแรก คงได้อธิบายกันยาวแน่ ๆ ดังนั้นแล้ว เงินที่เหลือค่อยนำมาให้นางทีละน้อยดีกว่า

            

            “ก็ได้ข้าจะรับไว้ ... แล้วเจ้าเอามาให้ข้ามากขนาดนี้ เจ้าเหลือพอใช้ของเจ้าไหมน่ะ” เซียนอินแม้จะไม่ได้ต้องการสิ่งใดจากเทียนคงแถมยังรู้สึกแบบเดียวกับเทียนคงว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่ช่วยเหลือตัวเองอีกด้วยแต่ก็ไม่ปฏิเสธที่จะรับไว้ เพราะการรับน้ำใจก็ถือเป็นการช่วยลดความเกรงใจซึ่งกันและกันได้

            

            “แน่นอนข้าแบ่งที่ข้าต้องใช้เอาไว้แล้วล่ะ ไม่ต้องห่วง” แน่ล่ะ ก็เทียนคงตั้งใจแบ่งให้ 10ล้านในตอนแรก จากที่มีทั้งหมด 20 ล้าน แต่สรุปแล้วให้ไปเพียง 5 ล้าน ตอนนี้เขายังเหลืออีกตั้ง15 ล้าน และยังเหลือชิ้นส่วนอสูรอีกร่วมพันชิ้น เหลือเสียยิ่งกว่าเหลืออีก

            

            “ถ้างั้น... ก็ไม่เกรงใจล่ะนะ ข้าไปล่ะ มีงานอีกเยอะเลย ... แล้วก็อย่าเถลไถลนักล่ะรู้ไหม ไอเด็กวิตถาร ...” เมื่อไม่มีอะไรให้ห่วง เซียนอินก็คว้าปึกเงิน 5ล้านใส่แหวนมิติอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เดินถอยหลังแล้วกล่าวเตือนเทียนคงเรื่องการไปไหนมาไหนอีกครั้ง

            

            “ข้าไม่ใช่วิตถารและอีกอย่าง ข้าไม่ใช่เด็กนะ ....” เทียนคงรีบค้านทันที โดยเซียนอินไม่ได้หันมาโต้เถียงต่อแต่หันมาโบกมือแล้วแลบลิ้นปลิ้นตาใส่อย่างไร้เดียงสาโดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่า เทียนคงได้แอบส่งโดรนจิ๋วติดตามไปด้วย

            

            จากเหตุการณ์ที่เมืองเพฌฆาตอสูรและนครวิหคครามทำให้เทียนคงเรียนรู้อะไรมาพอสมควร แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆแต่เพียงแค่นั้นมันก็ทำให้เขายิ่งเป็นห่วงและกังวลเอามากๆว่าอาจเกิดอะไรขึ้นกับเซียนอิน

            

            เขาจึงตัดสินใจที่จะละเมิดความเป็นส่วนตัวของเซียนอินและส่งโดรนจิ๋วติดตามไปเพราะอย่างน้อยหากมีสิ่งใดเกิดขึ้นจริง ๆ เขาก็จะสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทันการ

            

            เมื่อทักทายเซียนอินเรียบร้อยเทียนคงก็มุ่งหน้ากลับไปที่โรงหลอมอาวุธ แน่นอนว่าพอไปถึงก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีอย่างที่เคยเป็น ตอนนี้โรงหลอมอาวุธแห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากมายผิดกับก่อนที่เทียนคงจะปรับปรุงอย่างสิ้นเชิง

            

            ก่อนหน้านี้โรงหลอมนี้เป็นดั่งนรกเพราะอากาศที่เป็นพิษ จึงไม่ค่อยมีใครอยากมาเท่าไหร่ จนทางการเมืองประกายเงินต้องจ่ายค่าแรงให้หลายเท่าถึงจะมีคนมาอยู่ที่นี่เพื่อทำงาน แต่พอเรื่องพิษแก้ไขได้แล้วทางการก็ไม่ได้ลดค่าแรงแต่อย่างใด ทำให้มีผู้คนจำนวนมากอยากจะเข้ามาทำงานที่นี่

            

            และพอมีจำนวนคนงานที่มากขึ้นแน่นอนว่าสิ่งต่าง ๆย่อมตามมา ทั้งโรงเตี้ยม และร้านค้าต่าง ๆทำให้ย่านชุมชนนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว จนอีกไม่นานย่านนี้คงเจริญกว่าเมืองประกายเงินที่เป็นเมืองหลักแล้ว

            

            แน่นอนว่าการที่ย่านโรงหลอมอาวุธเป็นแบบนี้ได้ ก็ไม่ใช่ใครอื่น คือ เทียนคงนั่นเอง แม้ช่างคนงานและชาวบ้านจะรู้แล้วว่าเทียนคงเป็นเด็กกำพร้าที่เจ้าเมืองรับเลี้ยงดูไว้และเป็นเพียงคนรับใช้ส่วนตัวเท่านั้น ก็ไม่ได้นึกรังเกียจแต่อย่างใด

            

            เพราะผลงานของเขามันเกินกว่าที่จะเอาเรื่องชาติกำเนิดมาเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกอย่างที่สำคัญก็คือ เทียนคงไม่เคยถือตัวว่าเป็นคนสนิทของรองเจ้าเมืองอย่างเซียนอินหรือถือตัวว่ามีความสามารถเหนือกว่าคนอื่น ๆ เลยแม้แต่นิดเดียว ไม่พอยังถ่ายทอดความรู้ของตัวเองให้กับช่างและชาวเมืองคนอื่นๆด้วย ทำให้เทียนคงได้รับความรักจากทุกคนและความนับถือที่นับวันจะมากกว่าเจ้าเมืองเสียอีก

            

            เทียนคงเข้าทักทายสหายคนสนิททั้งช่างและคนงาน ก่อนจะขอตัวเข้าที่พัก และตรงดิ่งไปยังฐานลับใต้ดิน

            

            “เอวันขอรายงานผลปฏิบัติการขอรับ”

            

            “ว่ามาเลย”

            

            “โครงการตอนนี้ดำเนินไปได้......”

            

            พอเทียนคงกลับมาเอวันก็รายงานความคืบหน้าทั้งหมดทันที ระหว่างที่เทียนคงไปยังที่พักของเอ็ดเวิร์ด

            

            “ยอดเยี่ยมไปได้แล้ว”

            

            “ขอรับนายท่าน”

            

            ตอนนี้เทียนคงหยุดยืนอยู่หน้าเตียงของเอ็ดเวิร์ดพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า

            

            “ข้ารู้ว่าท่านฟื้นแล้วลุกขึ้นมาคุยกับข้าเถอะ ...”