บทที่ 5ลัทธิประหลาด
ลู่เฟิงปักมีดผ่าฟืนลงกับพื้นดินนวดท่อนแขนขวาที่เริ่มปวดล้า ก่อนจะส่งเสียงร้องบอกเข้าไปในตัวบ้าน
"ท่านอาจ้าวฟ้ามืดแล้ว ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน"
จ้าวหูชายวัยกลางคนผู้ไว้เคราดกหนากำลังนั่งสานตะกร้าไม้ไผ่อยู่ด้านในพอได้ยินเสียงก็วางมือแล้วเดินออกมา
ทว่าเมื่อสายตาปะทะเข้ากับกองไม้ฟืนที่สูงท่วมหัวจนเต็มลานบ้านเขาก็ถึงกับเบิกตากว้าง และสูดลมหายใจเข้าลึก
ต่อให้ใช้ชายฉกรรจ์แรงดีสองคนมาช่วยกันทำครึ่งค่อนวันก็ยังยากจะผ่าฟืนได้มากมายขนาดนี้
"เฟิงเอ๋ย...ทั้งหมดนี่เจ้าผ่าคนเดียวจริงๆ หรือ?"
แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าในลานบ้านไม่มีคนอื่นแต่จ้าวหูก็ยังยากจะเชื่อว่าเด็กหนุ่มร่างผอมบางตรงหน้าจะจัดการกับงานมหาศาลนี้ได้ด้วยตัวคนเดียว
ลู่เฟิงยิ้มบาง
"ท่านอาจ้าวล้อข้าเล่นแล้วหากไม่ใช่ข้าลงแรง จะมีผีที่ไหนมาช่วยผ่าให้กันเล่า"
เขาถูฝ่ามือไปมาพลางส่งยิ้มทะเล้น
"งานเรียบร้อยดีเช่นนี้ท่านอาจะให้แผ่นแป้งเพิ่มสักสองแผ่นได้หรือไม่?"
จ้าวหูหัวเราะลั่นอย่างชอบใจไม่นานนักก็เดินกลับออกมาพร้อมกับแผ่นแป้งสาลีสี่แผ่น และไข่ต้มอีกหนึ่งฟอง
"เท่านี้พอประทังท้องหรือไม่?"
"ขอบคุณท่านอาจ้าวมากขอรับ!"
ลู่เฟิงรับของมาโดยไม่คิดจะเสแสร้งปฏิเสธตั้งแต่พ่อแม่ของเขาจากไป เพื่อนบ้านรอบๆเหล่านี้ก็คอยช่วยหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เสมอ
ต่อให้วันนี้จ้าวหูจะไม่ให้ค่าจ้างเขาก็ตั้งใจจะมาช่วยผ่าฟืนให้อยู่ดี
เมื่อกลับถึงบ้านลู่เฟิงก็รีบต้มมันเทศสองหัวกินด้วยความหิวโหย เขากลืนเร็วเกินไปจนมันเทศติดคอต้องทุบอกตัวเองแรงๆ พลางรีบกระดกน้ำตามลงไป
จากนั้นก็ปอกไข่ต้มยัดเข้าปากในไม่กี่คำเมื่อท้องอิ่ม และร่างกายอบอุ่นขึ้นเขาก็ซุกตัวลงใต้ผ้าห่มผืนบางแล้วหลับสนิทไปจนถึงเช้า
รุ่งสางวันถัดมา
ลู่เฟิงต้มแผ่นแป้งสองแผ่นกินเพื่อรองท้องก่อนจะเหน็บมีดผ่าฟืนขึ้นสนิมไว้ที่เอวแล้วมุ่งหน้าตรงไปยังประตูเมืองทิศเหนือ
ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าวเสียงร่ำไห้โหยหวนปานจะขาดใจก็ดังมาจากปากตรอกเบื้องหน้าฝูงชนจำนวนมากยืนล้อมดูเหตุการณ์เต็มถนนต่างกระซิบกระซาบกันด้วยสีหน้าสลดใจระคนหวาดกลัว
ลู่เฟิงเหลือบไปเห็นจ้าวหูยืนอยู่ในกลุ่มคนจึงรีบเบียดกายเข้าไปถาม
"ท่านอาจ้าวเกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?"
จ้าวหูถอนหายใจยาวด้วยความหดหู่
"ลูกชายคนเดียวของตระกูลหลิวน่ะสิเมื่อวานเขาโชคดีจับปลาล้ำค่าได้ในแม่น้ำเฮยสุ่ยตั้งใจจะแอบเอาไปขายให้ผู้ฝึกยุทธ์จากสำนักสันหลังมังกรเพื่อหาเงินมารักษาพ่อแม่”
“แต่ข่าวเกิดรั่วไหลพวกนักเลงคุมท่าเลยตามมาทุบตีเขาจนตายคามืออยู่กลางถนน แล้วชิงเอาปลาตัวนั้นไป...น่าสงสารเหลือเกิน"
คำบอกเล่าทำให้หน้าอกของลู่เฟิงหนักอึ้งชายหนุ่มคนนั้นอายุมากกว่าเขาเพียงสามปีนิสัยใจคออ่อนโยนและมักจะแบ่งเศษอาหารให้พวกขอทานริมทางอยู่เสมอ
ไม่กี่วันก่อนพวกเขายังทักทายกันที่ท่าน้ำอยู่เลยทว่าวันนี้ กลับเหลือเพียงร่างไร้วิญญาณ และเสียงร้องไห้ปางตายของพ่อแม่ผู้ชรา
เจ้าหน้าที่ที่ว่าการอำเภอสองสามคนเดินตรวจตราเข้าออกบ้านตระกูลหลิวด้วยท่าทีเฉยชา
สายตามองไปรอบบ้านอย่างขอไปทีไม่มีผู้ใดมีท่าทีจริงจังหรือคิดจะออกตามหาตัวฆาตกรเลยแม้แต่คนเดียว
ความเย็นเยียบแล่นปราดจากฝ่าเท้าขึ้นมาถึงขั้วหัวใจพร้อมๆ กับไฟโทสะที่จุดระเบิดขึ้นในอกจนฝ่ามือของลู่เฟิงเผลอกำด้ามมีดที่เอวแน่น
"พรรคดาบโลหิต..."
เขากัดฟันกรอดเอ่ยชื่อนั้นออกมาเบาๆ
หัวหน้านักเลงคุมท่าทุกลานล้วนเป็นศิษย์ปลายแถวของพรรคดาบโลหิตพวกมันผูกขาดกิจการประมงและคอยรีดไถ่ชาวบ้าน
ส่วนที่ว่าการอำเภอก็ทำเป็นหูไปนาตาไปไร่หรือไม่... ก็คงจะแอบแบ่งสรรผลประโยชน์ร่วมกันอยู่เบื้องหลัง
ฆาตกรลอยนวลแต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับเดินเตร็ดเตร่คล้ายกำลังมองหาโอกาสหยิบฉวยทรัพย์สินของคนตายมากกว่าจะสืบคดี
ในยุคสมัยที่บ้านเมืองวุ่นวายชีวิตของคนชั้นต่ำมีค่าน้อยยิ่งกว่าต้นหญ้าริมทางหากผู้ตายไม่ใช่ลูกหลานของตระกูลใหญ่ หรือไม่ได้เกิดคดีขึ้นในเขตเมืองชั้นในที่ว่าการอำเภอย่อมไม่มีวันปั่นป่วน
ต่อให้พวกพรรคชาวยุทธ์จะยกพวกตีกันกลางถนนจนชาวบ้านโดนลูกหลงล้มตายพวกเขาก็จะแค่ปัดความรับผิดชอบด้วยคำพูดที่ว่า
เรื่องของชาวยุทธ์ก็ให้ชาวยุทธ์จัดการกันเอง
ขอเพียงแค่ผลประโยชน์ของพวกขุนนางกังฉินไม่ด่างพร้อยชีวิตของสามัญชนจะล้มหายตายจากไปเท่าไหร่ก็ไม่มีใครสนใจ
ราชวงศ์เซิ่งฉินสถาปนาแผ่นดินขึ้นด้วยกำลังยุทธ์อันเกรียงไกรและรุ่งเรืองมานานนับพันปี
ทว่าเมื่อกาลเวลาผันผ่านราชสำนักที่เคยเกริกไกรกลับผุพังจากภายใน โลกภายนอกตกอยู่ในความโกลาหลประชาชนตาดำๆ แทบไม่มีหนทางให้เอาชีวิตรอด
เมื่อวันก่อนตัวเขาเองก็เพิ่งถูกพวกหลิวต้าต้อนเข้าไปในตรอกมืดหากเจ้าของร่างเดิมไม่ได้สิ้นใจจนเขาได้ทะลุมิติเข้ามาแทนคนที่ต้องมาร้องไห้เก็บศพในวันนี้ก็คงเป็นจ้าวหูและเพื่อนบ้านแล้ว
และเรื่องราวทั้งหมดก็คงจะเงียบหายไปโดยไม่มีผู้ใดก้าวออกมาทวงคืนความยุติธรรมให้
‘มันคือโลกที่คนกินคนอย่างแท้จริง...’
ไฟแค้นในอกค่อยๆถูกความจริงอันแสนสิ้นหวังรดรินจนมอดดับ
ลู่เฟิงถอนหายใจออกมาเบาๆเขาหันหลังเดินแยกตัวออกมาเพื่อมุ่งหน้าต่อไป
เสียงฟ้าร้องครืนครั่นต่ำๆดังแว่วมาจากขอบฟ้าดุจเสียงกลองศึก
สายฟ้าสีซีดขาววาบฉีกผ่านหมู่เมฆเมฆดำหนาทึบแผ่ตัวเข้ากลืนกินแสงตะวันยามเช้า ดูท่าแล้วไม่ใช่สัญญาณของหิมะหลงฤดูแต่คล้ายกับพายุฝนระลอกใหญ่กำลังจะตั้งเค้า
ลู่เฟิงเร่งฝีเท้าผ่านตรอกซอกซอยจนใกล้จะถึงประตูเมืองทิศเหนือทว่าทันใดนั้น เสียงกระดิ่งอันแปลกประหลาดกลับดังแว่วมาจากปลายถนนอีกด้าน
กริ๊ง... กริ๊ง...
เสียงนั้นทำให้หัวใจของเขาตกวูบ
ลู่เฟิงรีบเบี่ยงกายหลบเข้าหาเงามืดตรงหัวมุมถนนทันทีผู้คนรอบข้างต่างก็ทำสิ่งเดียวกัน
บ้างก็รีบวิ่งหลบเข้าไปในตัวอาคารบ้างก็ก้มหน้าก้มตาปิดบังใบหน้า สีหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและขยะแขยงราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ร้าย
ชายในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ผู้หนึ่งเดินนำขบวนตรงมาในมือของเขาเขย่ากระดิ่งทองเหลืองขนาดเล็ก
ทว่าทุกครั้งที่เสียงกระดิ่งใสกระจ่างดังขึ้นมันกลับแฝงไปด้วยพลังกดดันประหลาดที่ชวนให้จิตใจสั่นไหวอย่างน่ากลัว
ด้านหลังของชายชุดขาวมีกลุ่มคนเดินตามเป็นขบวนยาว
บางคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งแต่บางคนกลับสวมใส่เนื้อผ้าหรูหรา รูปลักษณ์ภายนอกของพวกเขาดูไม่ต่างจากคนปกติ
ทว่าดวงตาทุกคู่กลับเบิกกว้างทอดสายตาสว่างว่างเปล่า และใบหน้าไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
พวกเขาก้าวเท้าเดินตามชายชุดขาวราวกับหุ่นเชิดที่ถูกโยงด้วยเส้นด้ายพร้อมกับอ้าปากสวดท่องประโยคเดิมซ้ำๆ ออกมาพร้อมกัน
"พันธนาการคือภาพลวงมรรคแท้เปิดหนทาง หลุดพ้นชะตากรรม คืนอิสราแก่ตน!"
"พันธนาการคือภาพลวงมรรคแท้เปิดหนทาง หลุดพ้นชะตากรรม คืนอิสราแก่ตน!"
เสียงสวดอู้อี้ราบเรียบที่สอดประสานไปกับเสียงกระดิ่งกลายสภาพเป็นมนตร์สะกดมารร้ายที่ชอนไชเข้าสู่โสตประสาทคล้ายกับพร้อมจะกระชากดวงวิญญาณของผู้ที่ได้ยินให้หลุดลอยออกจากร่าง
‘ลัทธิบูชาจันทร์...’
ลู่เฟิงขุดค้นความทรงจำของร่างเดิม
ลัทธิประหลาดนี้เริ่มแผ่อิทธิพลเข้ามาในอำเภอฟงหมิงเมื่อสองปีก่อนโดยพวกมันชูธงเรื่องการรักษาโรคภัย และแจกจ่ายทานเพื่อช่วยชีวิตหลอกล่อให้พวกชาวบ้านผู้ยากไร้ และผู้อพยพหันไปเคารพศรัทธาเทพจันทรา
ก่อนที่พ่อแม่ของร่างเดิมจะเสียชีวิตพวกท่านเคยกำชับ และเตือนเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าหากวันใดที่พบเจอคนของลัทธิบูชาจันทร์ ให้รีบเดินหนีไปให้ไกล และห้ามเข้าไปข้องแวะด้วยเด็ดขาด
ทว่าแต่ก่อนสาวกของลัทธินี้มักจะปรากฏตัวเฉพาะในยามค่ำคืนอันมืดมิดไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่พวกมันเริ่มกล้าออกมาเดินขบวนใจกลางเมืองหลวงตั้งแต่เช้าตรู่เช่นนี้
และทางที่ว่าการอำเภอก็ทำเพียงปล่อยปละละเลยเพราะที่ผ่านมาลัทธินี้ดำเนินกิจกรรมอย่างลับๆ และยังไม่ได้ก่อเหตุสะเทือนขวัญใดๆให้เห็นเด่นชัด
ลู่เฟิงยืนรอจนกระทั่งขบวนเลี้ยวหายลับไปจากสายตาเขาจึงค่อยๆก้าวออกจากเงามืดแล้วเร่งฝีเท้าจนมาถึงบริเวณนอกประตูเมืองทิศเหนือได้สำเร็จ