Alternate Liberation : The Conqueror of Chaos

    บทที่ 5 ดินแดนแห่งจักรกล ตอนที่ 4 ค่ายสมดุลธรรมชาติของโอซิริส

    ภายใต้การนำทางอย่างร่าเริงของ พี่ป๋อง ที่ทำหน้าที่เหมือนไกด์ช่างพูด พวกเรายังคงเดินฟังเรื่องราวต่างๆ จากเขาไปพลางๆ เสียงของเขาดูเหมือนจะกลบความเหนื่อยล้าที่สะสมจากการต่อสู้เมื่อไม่นานมานี้


    “ทุกคน!” พี่ป๋องพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ “เดี๋ยวเราจะได้ตื่นตาไปกับ ภาพวาดสุดอลังการของน้องแป๋ง ที่กำลังทำโปรเจกต์ 12 ทวีปของอาร์เคเดียอยู่ ตอนนี้ถึงทวีป สกายเปี้ยน เกาะลอยฟ้าแล้วนะ! หรือจะเป็น ท่าเต้นบีบอยสุดแอดวานส์จากน้องปั๋ง ที่จะมี ดีเจวัลลี่ เปิดเพลงประกอบอย่างเร้าใจ”


    “และแน่นอน อย่าลืม คู่รักแห่งค่าย!” พี่ป๋องชี้ไปยัง น้องอีฟ กับ ดีเจวัลลี่ ที่เดินอยู่ข้างกัน หุ่นยนต์สาวนักรบผู้สง่างามกับดีเจตัวเล็กผู้เปี่ยมด้วยเสน่ห์ พวกเขาดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งมากกว่าความสัมพันธ์ของหุ่นยนต์ทั่วไป


    ทีมต่างตกตะลึง โดยเฉพาะ อาคิระ เขามองทั้งคู่ด้วยสายตาใคร่รู้ “หุ่นยนต์ที่มีความรัก…” เขาคิดในใจ “นี่มันเกินกว่าที่ฉันเคยเห็นในโลกมนุษย์”


    และแล้ว การเดินทางก็มาถึงประตูทางเข้าสู่เขตค่าย โอซิริส ประตูเหล็กขนาดใหญ่ที่ดูเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พี่ป๋องพาทีมผ่านระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนา เมื่อทุกคนก้าวเข้าสู่ด้านในก็ต้องหยุดนิ่งด้วยความตะลึง


    ค่ายโอซิริสดูเหมือนเมืองต้นแบบที่ผสมผสานธรรมชาติและเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน อาคารรูปทรงทันสมัยเรียงรายอยู่ท่ามกลางต้นไม้เขียวชอุ่ม เสียงลำธารไหลเอื่อยดังเบาๆ ให้ความรู้สึกสงบ ในขณะเดียวกัน หุ่นยนต์หลากหลายรูปแบบเดินขวักไขว่ในพื้นที่ บ้างกำลังทำงาน บ้างกำลังคุยกันเหมือนคนปกติ


    “ที่นี่คือค่ายโอซิริส!” พี่ป๋องยิ้มกว้าง “สถานที่ที่ คุณโอซิริส ผู้สร้างของเรา ตั้งใจจะทำให้ธรรมชาติและเทคโนโลยีอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล ที่สำคัญ เธอยังรวบรวมเหล่าหุ่นยนต์ที่ถูกปลุกจิตวิญญาณโดย คาออส มาอาศัยอยู่ร่วมกันด้วย”


    คำพูดของพี่ป๋องทำให้บรรยากาศที่เคยสงบเปลี่ยนไปทันที มิเรล หยุดเดินแล้วขัดขึ้นอย่างไม่พอใจ “เดี๋ยวก่อน! คาออสเหรอ? คุณบอกว่าหุ่นยนต์พวกนี้ถูกปลุกจิตวิญญาณโดยคาออสเนี่ยนะ?”


    พี่ป๋องพยักหน้า “ใช่แล้ว”


    “แต่นั่นมันเป็นไปไม่ได้!” มิเรลโต้เสียงดัง “คาออสคือสิ่งชั่วร้ายดำมืดที่แม้แต่เทคโนโลยียังเอาไม่อยู่! มันทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า แล้วคุณจะบอกว่ามันช่วยสร้างสิ่งดีๆ ได้เหรอ?”


    พี่ป๋องยิ้มอย่างใจเย็น ก่อนจะหยิบกระป๋องน้ำผลไม้ขึ้นมา “ลองดูนี่นะครับ ทุกคน คุณเห็นอะไร?”


    “ก็แค่กระป๋องธรรมดา” อาคิระตอบอย่างสงสัย


    “ใช่ แค่กระป๋อง” พี่ป๋องหมุนกระป๋องไปรอบๆ “ถ้าคุณมองตรงนี้ คุณจะเห็นโลโก้ พอหมุนไปอีกด้าน คุณจะเห็นฉลาก พอหมุนมาดูด้านบน คุณจะเห็นที่เปิด และถ้ามองด้านล่าง คุณจะเห็นวันหมดอายุ แล้วถ้าคุณเปิดมันล่ะ คุณจะพบน้ำผลไม้ที่อยู่ข้างใน”


    เขาหยุดแล้วมองหน้าทุกคนด้วยรอยยิ้มที่มีนัยลึกซึ้ง “สิ่งของชิ้นเดียวกันนี้ แค่คุณมองจากมุมที่ต่างออกไป ข้อมูลที่คุณได้รับก็แตกต่างกันแล้ว ประสาอะไรกับคาออส ที่มันซับซ้อนและกว้างใหญ่กว่านี้มาก”


    ทีมเงียบไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านต้นไม้ พี่ป๋องพูดต่อ “คาออสอาจจะมีด้านดีที่คุณยังไม่เคยลองมองมันเลยก็ได้ ลองคิดดูนะครับว่า ถ้าสิ่งที่เราเรียกว่าจิตวิญญาณนี้เกิดจากคาออส แล้วมันกลับทำให้พวกเขา—หุ่นยนต์พวกนี้—มีชีวิต มีความรัก และมีความคิดสร้างสรรค์ คุณจะยังมองว่ามันเป็นสิ่งเลวร้ายอยู่ไหม?”


    อาคิระ มองไปรอบๆ หุ่นยนต์ที่เดินผ่านไปมาดูเหมือนกำลังพูดคุยและทำงานอย่างมีจุดมุ่งหมาย เขาอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิด “บางที…พวกเรามนุษย์อาจยังไม่เข้าใจคาออสอย่างแท้จริง”


    แม้จะยังไม่แน่ใจ แต่เขาก็เริ่มมองเห็นว่าค่ายแห่งนี้ไม่ได้เป็นแค่ที่พักพิง แต่มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงแนวคิดที่เขาเคยยึดถือมาตลอด.


    หลังจากการอบรมของ พี่ป๋อง สิ้นสุดลง ทีมทั้งหมดตกอยู่ในความเงียบงัน ความคิดเรื่อง คาออส ที่ถูกนำเสนอในมุมมองใหม่โดยพี่ป๋องทำให้พวกเขาเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยเชื่อ ทุกคนต่างเคยเชื่อว่าคาออสคือสิ่งชั่วร้าย เป็นศัตรูที่ต้องถูกทำลาย แต่มันกลับกลายเป็นต้นกำเนิดของสิ่งที่พวกเขาเคยมองว่าไม่มีชีวิต หรือเป็นแค่เครื่องจักร พวกเขาไม่เคยคิดว่าความรัก ความคิดสร้างสรรค์ หรือจิตวิญญาณที่แท้จริงจะเกิดขึ้นจากคาออสได้


    เมื่อเห็นทีมตกอยู่ในความเงียบ พี่ป๋องจึงรีบเปลี่ยนบรรยากาศด้วยรอยยิ้มกว้าง “เอาล่ะทุกคน! เรามาดู ผลงานของน้องแป๋ง กันดีกว่า!”


    น้องแป๋ง ที่กำลังตั้งใจวาดภาพบนกำแพง หันมาโบกแปรงเล็กๆ ทักทายทุกคน “ตอนนี้ฉันกำลังวาดโปรเจกต์ 12 ทวีปแห่งอาร์เคเดีย อยู่นะคะ!”


    บนกำแพงปรากฏภาพสีสันสดใสสไตล์กราฟฟิตี้ แสดงให้เห็นรายละเอียดอันน่าทึ่งของแต่ละทวีปในโลกอาร์เคเดีย ภาพของ เซเลส ดินแดนขั้วโลกเหนือโดดเด่นเป็นพิเศษ วิหารแห่งศรัทธาอันสง่างามตั้งตระหง่านกลางหิมะขาวโพลน ด้านบนคือแสงออโรร่าสีทองที่ไหลวนสวยงามราวกับกำลังเต้นรำ


    “นี่คือเซเลส ดินแดนแห่งศรัทธา!” พี่ป๋องอธิบาย “แสงออโรร่าสีทองของที่นี่ไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่มันถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของเทพผู้พิทักษ์ที่เฝ้ามองโลกจากเบื้องบน”


    ดราเคน ทวีปแห่งไฟและลาวา ถูกวาดด้วยโทนสีแดงส้ม ลาวาไหลเป็นเส้นสู่แม่น้ำแห่งเปลวเพลิง อันดีน เมืองใต้น้ำสว่างไสวด้วยแสงสีฟ้าเรืองรอง และ ดราฟต์ ทวีปแห่งโลหะที่พวกเขาตั้งใจจะเปลี่ยนเป็น เมืองที่เต็มไปด้วยธรรมชาติและเทคโนโลยีเชิงอนุรักษ์


    “และตอนนี้…” พี่ป๋องพูดพลางชี้ไปยังร่างภาพที่ยังไม่เสร็จดี “แป๋งกำลังร่าง สกายเปี้ยน เกาะลอยฟ้า! ผมล่ะตื่นเต้นสุดๆ เลยที่จะได้เห็นภาพเสร็จสมบูรณ์!”


    อาคิระมองภาพด้วยสายตาคาดหวัง “เกาะลอยฟ้ามีจริงๆ ใช่ไหม?” เขาถามขึ้น “เราเจอทั้งเมืองใต้สมุทรและเมืองลาวามาแล้ว เกาะลอยฟ้าก็คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงอีกต่อไป”


    หลังจากชมผลงานของน้องแป๋งเสร็จ น้องปั๋ง ก็เริ่มโชว์ท่าเต้นบีบอย “ถึงเวลาของฉันแล้ว!” เขาประกาศ ก่อนจะหมุนตัวด้วยการบาลานซ์ที่น่าทึ่ง ท่าทางที่ลื่นไหลและพลิกแพลงดึงความสนใจของทุกคน


    “น่าทึ่งมาก!” ดราโก้ กล่าวชม “ฉันไม่เคยเห็นใครทำอะไรแบบนี้ได้ลื่นไหลขนาดนี้เลย”


    “บางทีฉันควรลองฝึกบ้างนะ” ดราโก้พูดติดตลก “คิดว่ามันจะทำให้ฉันดูเท่ขึ้นไหม?”


    มิเรล ยิ้มพร้อมแหย่ “ถ้านายกล้าที่จะเท่ นายก็ต้องกล้าที่จะได้รับเสียงหัวเราะด้วยนะ!”


    ดราโก้หัวเราะ “เสียงหัวเราะจากเธอสินะ”


    ยูเอะหัวเราะเบาๆ “หนูว่ามันต้องสนุกแน่เลยค่ะพี่ดราโก้! บางทีหนูก็อยากลองฝึกเต้นบ้างเหมือนกัน!”


    อาคิระหลุดปากพูดขึ้น “แต่พี่อยากให้ยูเอะลองโคเวอร์เป็น อาริน Little Monster มากกว่า”


    ยูเอะเอียงคอสงสัย “โคเวอร์คืออะไรคะ? ใบไม้นำโชคเหรอ?”


    “ไม่ใช่” อาคิระหัวเราะ “มันคือการร้องเพลงและเต้นตามศิลปินตัวจริง ถ้าทำได้ดีก็อาจมีคนมาชวนไปเป็นนักร้องจริงๆ ก็ได้นะ”


    ยูเอะยิ้ม “น่าสนุกจัง…” ยูเอะพูดยังไม่ทันสิ้นสุดคำพูดของเธอก็ต้องหยุดลงเพราะมีเสียงที่ไม่คุ้นเคยก็ดังขึ้นแทรกเป็นคำพูดคำเดียวกับเธอที่พูดพร้อมกัน ทุกคนต่างหันไปมองว่าใครแต่ก็ไม่เจออะไร


    “โอ้ ขอโทษที ฉันลืมปิดโหมดล่องหน”


    เสียงนั้นดึงความสนใจของทุกคน เอฟเฟกต์แสงสุดล้ำสมัยค่อยๆ เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวผมยาวสีเงินในชุดที่ดูทันสมัย เธอปรากฏตัวอย่างงดงาม ราวกับหลุดมาจากภาพยนตร์ไซไฟ


    เธอกระแอมเล็กน้อยเพื่อเข้าโหมดคำพูดแบบทางการ“สวัสดีทุกท่าน พวกคุณมาจากการ์เดี้ยนใช่ไหม?” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ฉันคือ โอซิริส ผู้ที่ขอความช่วยเหลือจากพวกคุณ ก่อนอื่นเลย ฉันต้องขอขอบคุณที่ตอบรับคำขอ และต้องขออภัยสำหรับความเสียมารยาทเมื่อครู่ โหมดพรางตัวมันทำงานนานจนฉันลืมตัวน่ะ แหะๆ”


    ทีมทั้งหมดต่างตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น โดยเฉพาะ อาคิระ เขามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม “นี่คือหุ่นยนต์เหรอ? หรือว่านี่คือมนุษย์ในร่างโลหะ?”


    แต่คนที่ดูจะตกใจที่สุดคือ อีลิน่า ใบหน้าที่ปกติเรียบเฉยของเธอปรากฏแววสับสน “ไม่จริง…หลิน…เป็นไปไม่ได้…” เธอพึมพำเบาๆ ก่อนจะกลับมาสู่มาดนิ่งเหมือนเดิม


    อาคิระและดราโก้สังเกตเห็นท่าทีนั้น แต่สายตาอันเย็นเฉียบของอีลิน่าทำให้พวกเขาไม่กล้าถามอะไร ความสงสัยกลับทวีความเข้มข้นขึ้นในใจของทั้งสอง.


    โอซิริส พาทีมเดินชมค่ายด้วยตัวเอง ท่าทางของเธอสง่างามและดูมั่นใจ ราวกับเป็นผู้นำที่ทีมงานทุกคนให้ความเคารพ ระหว่างทาง เธอเล่าถึงเจตนารมณ์และเป้าหมายของเมืองนี้ด้วยน้ำเสียงจริงจัง


    “ที่นี่ พวกเราพยายามสร้างพื้นที่ที่ทุกคน—รวมถึงหุ่นยนต์—สามารถมีชีวิตอิสระและเป้าหมายของตัวเองได้” เธอกล่าวขณะเดินผ่านกลุ่มหุ่นยนต์ที่กำลังทำงานริมสระน้ำ


    “อย่างตรงนี้ค่ะ พวกเขากำลังช่วยกันเก็บขยะในน้ำ ใช้เครื่องกรองน้ำ ดูดน้ำไปเข้าถังตกตะกอน เติมออกซิเจน และกำลังวิจัยหาสารเคมีที่ปลอดภัยในการบำบัดน้ำ เพื่อคืนความบริสุทธิ์ให้กับธรรมชาติ”


    มิเรล ชะโงกหน้ามองการทำงานอย่างสนใจ “น่าทึ่งจริงๆ ค่ะ วิธีการของพวกคุณดูเป็นระบบระเบียบมากเลย”


    โอซิริสยิ้มเล็กน้อยก่อนชี้ไปยังอีกมุมหนึ่ง “ส่วนทางด้านนั้นคือ หน่วยฟื้นฟูป่าต้นน้ำ พวกเราทำฝายเล็กๆ ในพื้นที่ต้นน้ำ ปลูกต้นไม้ และใช้น้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วรดให้กับต้นไม้ เรากำลังทำแปลงต้นกล้าและทดลองสร้างปุ๋ยชีวภาพที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม”


    “เหมือนที่ลีอันทำในเอลเฟกรีนเลย!” มิเรลกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม “ฉันอยากเรียนรู้จากที่นี่จังค่ะ”


    อาคิระรู้สึกตะหงิดใจอีกครั้งหลังจากได้ยินชื่อลีอันบ่อยครั้ง แต่เขาก็เก็บความรู้สึกนั้นไว้เงียบๆ


    โอซิริสพาทีมเดินต่อไปยังพื้นที่อีกด้าน “ตรงนั้นคือ ศูนย์ผลิตพลังงาน เราใช้พลังงานหมุนเวียนทุกอย่างที่เราหาได้ เช่น พลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม น้ำตก แก๊สจากการหมัก หรือแม้แต่ความร้อนและการสั่นสะเทือนจากระบบต่างๆ ทุกอย่างที่ตรวจพบได้ เราพยายามนำกลับมาใช้ใหม่ทั้งหมด”


    “เจ๋งมากเลย” ดราโก้ พูดพร้อมพยักหน้า “ฉันไม่เข้าใจรายละเอียดพวกนี้หรอก มันดูซับซ้อนเกินไปสำหรับฉัน แต่ฟังดูดีมาก ถ้ามีอะไรที่ฉันช่วยได้ บอกมาเลย ฉันช่วยเต็มที่!”


    “ขอบคุณค่ะ” โอซิริสตอบพลางยิ้ม ก่อนนำทางไปยังอาคารที่มีลักษณะเหมือนแล็บวิจัย


    “และนี่คือ แล็บวิจัย ที่ที่ฉันเพิ่งออกมา พวกเรากำลังพยายามหาวิธีผลิตพลังงานโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม” เธอหยุดหันกลับมามองทีม “พวกคุณคิดว่ายังไงกับสิ่งที่ฉันทำ?”


    มิเรล ยิ้มอย่างจริงใจ “ฉันว่ามันยอดเยี่ยมมากเลยค่ะ! ฉันเองในฐานะตัวแทนจากอันดีน ขอสนับสนุนสิ่งที่คุณทำอย่างเต็มที่”


    ยูเอะ พูดด้วยน้ำเสียงสดใส “มันดูยากสำหรับหนูเหมือนกันค่ะ แต่หนูอยากช่วยนะ อย่างน้อยพวกหนูอาจจะช่วยจัดคอนเสิร์ตให้หุ่นยนต์ที่ชอบเพลงก็ได้!”


    อาคิระยิ้มบางๆ “เรื่องชำระล้างคาออส ให้เป็นหน้าที่ของพวกเรานะ คุณไม่ต้องกังวล”


    โอซิริสพยักหน้ารับ “พวกคุณใจดีมาก ฉันซาบซึ้งจริงๆ”


    แต่บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นนั้นต้องชะงักลงเมื่อสายตาของทุกคนหันไปยัง อีลิน่า ซึ่งยืนเงียบมาตลอด


    เธอจ้องโอซิริสด้วยสายตาที่ลึกซึ้งและแฝงความตึงเครียด ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “โอซิริส…คุณเกี่ยวข้องยังไงกับ โอเสี่ยวหลิน น้องสาวของฉัน?”


    คำถามนั้นทำให้ทุกคนในทีมชะงักงัน โอซิริส มีสีหน้าประหลาดใจ แต่ยังไม่ได้ตอบอะไร ขณะที่ อีลิน่า ยังคงจ้องมองเธอด้วยสายตาที่เหมือนจะทะลุผ่านทุกคำตอบ บรรยากาศตกอยู่ในความค้างคา และทุกคนก็รู้สึกได้ว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่าที่พวกเขาคาดคิด…