อยู่มาวันหนึ่ง
“จากท่านพ่อค่ะ เท่าที่อ่านเห็นว่าอยากให้ไปหาที่พระราชวังน่ะค่ะ”
เมื่อกี้มีจดหมายถูกส่งมาที่ “จันทราสีเงิน” ด้วยม้าเร็ว พอได้เห็นจดหมายนั่นยูมิน่าก็พูดเช่นนั้นกับผม ถึงจะรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี แต่จะทำเป็นเมินก็ไม่ได้แฮะ
“ทำไมต้องไปอีกแล้วล่ะ?”
“เห็นว่าจะมอบบรรดาศักดิ์ให้คุณโทยะเพื่อเป็นการขอบคุณที่คลี่คลายเรื่องราวครั้งก่อนค่ะ”
“““บรรดาศักดิ์!?””
พวกเอลเซ่ส่งเสียงด้วยความตกใจ อา ว่าแล้วไง จะว่าไปก็ มีพูดเรื่องแบบนั้นไว้ด้วยนี่นา
ถึงยังไงก็เป็นคู่แต่งงานของเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรหนึ่งก็เลยจำเป็นต้องมียศศักดิ์อะไรพวกนั้นสินะดูเหมือนจะยังไม่คิดเรื่องการประกาศอย่างเป็นทางการว่าผมเป็นคู่หมั้น (สมมติ)แต่ถึงยังไงก็อยากเตรียมการเรื่องหน้าตาทางสังคมเอาไว้ ประมาณนั้นล่ะมั้ง
“สามารถปฏิเสธได้รึเปล่า?”
“น่าจะปฏิเสธได้นะคะ แต่ในกรณีนั้นอยากให้แสดงเหตุผลของการปฏิเสธในที่สาธารณะอย่างเป็นทางการให้เรียบร้อยด้วยค่ะ”
““ปฏิเสธ!?””
ทั้งสามคนส่งเสียงด้วยความตกใจอีกแล้ว พวกเธอนี่หนวกหูจัง
“เรื่องแต่งงานวางทิ้งไว้ก่อนก็ได้แต่ไม่เห็นต้องปฏิเสธกระทั่งเรื่องยศศักดิ์เลยนี่! น่าเสียดายออก!”
เอลเซ่แสดงความเห็นได้ตรงไปตรงมาจริง ๆ แต่ว่านะถ้าไปรับยศศักดิ์มาก็เท่ากับผมจะกลายเป็นขุนนางไม่ใช่เหรอ? คิดว่าคงไม่เหมาะหรอก สำหรับตัวผมเนี่ย
“การเป็นขุนนาง ก็หมายถึงต้องรับใช้อาณาจักรและจำเป็นต้องรับผิดชอบหน้าที่ในการดูแลเขตปกครองด้วยค่ะ”
ลินเซ่พูดเบา ๆ พลางลูบหัวของโคฮาคุที่อยู่บนตัก อืม ยุ่งยากจริง ๆด้วย ปฏิเสธดีกว่ามั้ง
“แล้ว ตั้งใจจะใช้เหตุผลอะไรในการปฏิเสธล่ะเจ้าคะ?”
“อืม ตัวผมเหมาะกับอาชีพนักผจญภัยมากกว่า ล่ะมั้ง?”
ขนาดตัวผมเองยังรู้สึกเหมือนเป็นการโกหกเลยแต่ก็นึกอย่างอื่นไม่ออกแล้วอ่ะ คิดว่าถ้าบอกไปว่า ตามหาศัตรูที่ฆ่าพ่อแม่ก็คงไม่เป็นไร แต่แบบนั้นมันท่าทางจะทำให้เรื่องยิ่งวุ่นวายกว่าเดิมนี่สิ
“แบบนั้นคิดว่าคงไม่ขัดข้องหรอกค่ะเพราะท่านพ่อก็ไม่ใช่พวกชอบบีบบังคับด้วย”
“งั้นก็ เอาตามนั้นล่ะกัน”
แล้วก็ดูเหมือนอยากจะให้พวกเอลเซ่ไปที่พระราชวังด้วย ไม่ใช่ให้ไปเข้าร่วมพิธีมอบตำแหน่งแต่อยากพบและขอบคุณคนที่ช่วยดูแลลูกสาวให้อยู่เสมอ ประมาณนั้นตอนแรกทั้งสามคนก็ปฏิเสธกันยกใหญ่เพราะความกลัวแต่การได้รู้จักกับพระราชาไว้มันมีประโยชน์ในบางสถานการณ์จริง ๆ นั่นล่ะสุดท้ายพวกเธอก็เลยจำยอมไป
“โคฮาคุล่ะเอาไง? จะอยู่ที่นี่เฝ้าบ้านรึเปล่า?”
‘ผมหรือครับ? ถ้าเจ้านายว่าแบบนั้น ผมก็จะอยู่......’
““““ไม่ได้””””
โอ้ กลุ่มสาว ๆ ปฏิเสธกันทุกคนเลยแฮะ
“จะไปโดยทิ้งโคฮาคุไว้ไม่ได้นะ”
“น่าสงสารออกค่ะ”
“เด็กคนนี้เองก็เป็นพวกพ้องนะเจ้าคะ?”
“เรื่องยุ่งยากของโคฮาคุจังฉันจะเป็นคนดูแลเองค่ะ ขอร้องนะคะ คุณโทยะ”
โคฮาคุเนื้อหอมเป็นบ้าเลย ฮึ่ม อิจฉาแฮะ แต่ว่าขนาดตัวผมเองยังยอมรับเลยว่าตัวมันนุ่มนิ่มจนอดใจไม่ไหว ก็เลยยอมให้พาไปด้วย
ผมเปิด【เกท】ขึ้นมาทันทีแล้วออกไปยังห้องของยูมิน่าที่พระราชวัง
ถึงจะบอกว่าห้องของยูมิน่า แต่ก็ไม่ใช่ห้องนอนหรือห้องนั่งเล่นแต่เป็นห้องที่เอาไว้ต้อนรับแขก
จำนวนมาก เพราะได้รับอนุญาตจากพระราชาไว้แล้วว่า ตอนที่ใช้【เกท】กับยูมิน่าจะออกมาจากห้องนี้ได้
หลังออกมาจากห้อง ถึงจะโดนเหล่าอัศวินเฝ้ายามมองด้วยหน้าตาเคลือบแคลงแต่พอมองเห็นยูมิน่าที่เดินนำมา เหล่าอัศวินก็ปรับท่าทางเสียใหม่
พอเดินไปซักพักจนยูมิน่าเปิดประตูห้องที่อยู่ริมทางเดิน ที่นั่นมีองค์ราชากับนายพลเลออนและคุณโอริก้าทูตแห่งมิสมิดกำลังเพลิดเพลินกับน้ำชากันอยู่
“ท่านพ่อ!”
“โอ้ ยูมิน่าเองรึ”
พระราชาลุกขึ้นยืนเมื่อได้เห็นยูมิน่าจากนั้นก็สวมกอดลูกสาวที่วิ่งเข้าไปหาจนแน่น
“ท่าทางสบายดี ก็ดีเหนือสิ่งอื่นใดแล้ว”
“เพราะได้อยู่เคียงข้างคุณโทยะ ไม่มีทางที่จะไม่สบายหรอกค่ะ”
ก็บอกแล้วไงว่า วิธีพูดแบบนั้นมันน่าอาย......ขณะที่กำลังหน้าแดงอยู่คนเดียวเพราะการแสดงความเห็นของยูมิน่าพระราชาก็ส่งเสียงทักทายผม
“ไม่ได้เจอกันนานนะ ท่านโทยะ”
“สวัสดีครับ”
“คนที่อยู่ข้างหลังคือพวกพ้องสินะ? ไม่ต้องเกร็งแบบนั้นก็ได้ เงยหน้าขึ้นมาเถิด”
เมื่อหันหน้าไปข้างหลังตามเสียงของพระราชาก็พบว่าทุกคนอยู่ในสภาพคุกเข่าขอขมากันเสียแล้ว พวกเธอการตอบสนองเหมือนกับตอนไปบ้านซูเลยนะ ทั้งที่ตอนเจอยูมิน่าไม่เห็นออกอาการขนาดนี้เลยเอาเถอะคงเพราะเมื่อตอนนั้นกำลังรู้สึกเอือมระอาที่พายูมิน่ากลับไปกันอยู่ล่ะมั้ง......
“คุณโทยะ”
คุณโอริก้ามาอยู่ข้าง ๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้วันนี้หูกับหางจิ้งจอกก็ยังเปล่งประกายเหมือนเดิม เรื่องความนุ่มนิ่มถ้าเทียบกับโคฮาคุ ฝ่ายไหนจะรู้สึกดีกว่ากันน้าความคิดเสียมารยาทเช่นนั้นโผล่ขึ้นมาในหัวของผม
“เรื่องในครั้งนี้ฉันรู้สึกขอบคุณจริง ๆ ค่ะคุณคือผู้มีพระคุณต่อชีวิตขององค์ราชาแห่งอาณาจักรนี้และในขณะเดียวกันก็เป็นผู้มีพระคุณต่อราชอาณาจักรมิสมิดของพวกเราด้วยสักวันถ้าได้มาที่อาณาจักรของพวกเรา ทางอาณาจักรจะต้อนรับเป็นอย่างดีเลยค่ะ”
คุณโอริก้าก้มหัวลงจนสุด เอ่อ ไม่ต้องถึงกับทางอาณาจักรก็ได้ผมไม่อยากเป็นจุดเด่นน่ะ
“อัลม่าสบายดีไหมครับ?”
“อ๋อ สบายดีค่ะ วันนี้ ถ้ารู้ว่าคุณโทยะจะมา ก็คงพามาด้วยแล้วล่ะค่ะ”
หน้าของคุณโอริก้ายิ้มเหมือนรู้สึกเสียดาย แต่ก็แข็งทื่อไปแวบหนึ่งเมื่อผมไล่ตามปลายสายตาของเธอไปเพราะสงสัยว่าทำไมปรากฏว่าตรงนั้นคือโคฮาคุที่ตามหลังพวกผมมานั่นเอง
“......คุณโทยะ เด็กคนนั้นคือ?”
“อ๋อ ลูกเสือที่ผมเลี้ยงเอาไว้ ชื่อโคฮาคุน่ะครับ เอ้า โคฮาคุ ทักทายสิ”
‘โฮก’
โคฮาคุแกล้งทำตัวเป็นลูกเสือตามที่นัดแนะกันเอาไว้ล่วงหน้าเพราะถ้ารู้ว่าเป็นเสือพูดได้ล่ะก็ มันจะยิ่งทำให้เรื่องวุ่นวายเข้าไปใหญ่
คุณโอริก้ามองโคฮาคุพร้อมกับเอียงคอด้วยท่าทางสงสัย
“เป็นอะไรไปครับ?”
“อ๊ะ เปล่าค่ะ ที่มิสมิดของพวกเรา เสือขาวคือผู้รับใช้ของเทพเป็นสิ่งที่ต้องเคารพยำเกรง เพราะเสือขาวนั้นว่ากันว่าเป็นเครือญาติกับสัตว์เทพ‘จักรพรรดิพิสุทธิ์’น่ะค่ะ”
เอ่อ เจ้าตัวมาเองแทนเครือญาติเลยล่ะครับ......จะว่าไปยูมิน่าก็เคยบอกว่าเป็นราชาแห่งสรรพสัตว์นี่นะ......ถ้าพาโคฮาคุไปที่มิสมิดด้วยจะเป็นไรไหมเนี่ย
อยู่ ๆ ก็มีแรงกระแทกแล่นมาที่แผ่นหลังของผม นายพลนี่เอง คน ๆนี้สื่อสารกับคนอื่นโดยไม่ต้องตบหลังไม่เป็นรึไงนะ?
“ไม่ได้เจอกันนานนะ ท่านโทยะ!ไม่นึกเลยว่าจะได้เป็นสามีของเจ้าหญิงเกินคาดจริง ๆ!เจ้านี่ค่อนข้างจะมีอนาคตไกลนะ! ว่าไง สนใจจะมาฝึกกับข้าบ้างไหม?”
“ยังไม่ได้เป็นสามีซะหน่อย แล้วก็เกรงใจครับ”
ถ้ายอมฝึกกับคน ๆ นี้ล่ะก็ดูท่าร่างกายจะพังก่อนเก่งขึ้นน่ะสิ ก็เป็นคนที่ทักทายด้วยการตบป้าบ ๆ เลยนี่นาถึงจะไม่ใช่คนไม่ดีก็เถอะ...... อ้าว?
ตรงเอวของนายพลมีกอนท์เล็ทสีน้ำตาลห้อยอยู่สิ่งนั้นที่ดูราบเรียบไม่ได้ตกแต่งอะไรมีบรรยากาศราวกับเป็นของที่ผู้กล้าที่เคยผ่านศึกมากมายแผ่ออกมา
“นายพล นั่นคือ......”
“หือ? อ๋อหลังจากนี้มีการฝึกซ้อมของกองทหารน่ะ เพราะว่าข้าเป็นนักสู้ก็เลยใช้กอนท์เล็ท......ไม่รู้จักหรอกเหรอ? ชื่อ ‘หมัดเปลวเพลิงเลออน’ น่ะ”
โชคร้ายที่ไม่รู้จักเลยซักนิดครับ ไม่เคยได้ยินชื่อแบบนี้มาก่อนเลยแต่คนที่อยู่ข้าง ๆ กลับมีปฏิกิริยามากเกินเหตุต่างกับผมที่ไม่มีปฏิกิริยาอะไรกับนายพลเลย
“ฉะ ฉันรู้จักค่ะ!ผู้ใช้หมัดเปลวเพลิงที่ทำลายกองโจรขนาดใหญ่ซึ่งซ่องสุมอยู่ตรงเทือกเขาเมลิเซียด้วยตัวคนเดียวโดยใช้กำปั้นที่มีเปลวเพลิงห่อหุ้ม! นอกจากนั้นก็เคยสู้เสี่ยงตายกับสโตนโกเลมและอีกหลาย ๆ เรื่องเลย!”
“โอ้! รู้จักดีเลยไม่ใช่เหรอเนี่ย! เจ้าเองก็เป็นนักสู้สินะผู้หญิงที่เป็นนักสู้เนี่ยหายากนะ!”
ตรงเอวของเอลเซ่ซึ่งกำลังตื่นเต้นมีกอนท์เล็ทต่างชนิดทั้งสองข้างห้อยอยู่โดยทางขวาคือรูปร่างเพรียวลมและทางซ้ายคือทรงแหลมคมนายพลมองไปยังสิ่งนั้นแล้วหัวเราะอย่างชอบใจ