ในเวลานั้น บรรยากาศภายใต้โพรงลึกอันมืดสลัวได้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความกระหายดิบของมนุษย์ที่ไม่ต่างอะไรไปจากสัตว์ร้าย
เงาร่างมากมายยืนเรียงรายล้อมรอบเป็นวงแน่นหนา
แสงจากอุปกรณ์ส่องสว่างชิ้นเล็กสั่นไหวไปตามแรงเคลื่อนไหว ทำให้เงาของอาวุธยาวเหยียดบิดเบี้ยว
ท่ามกลางวงล้อมนั้น หวงเยี่ยยืนอยู่เพียงลำพัง ร่างผอมของชายหนุ่มดูเปราะบางเมื่อเทียบกับเหล่านักล่ามังกรที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและสายตาอันเหี้ยมเกรียม ภาพที่ปรากฏคล้ายคลึงกับหนูตัวเล็กที่หลงเข้าไปในถ้ำงูพิษมากมายซึ่งกำลังขดตัวรอเวลา
เสียงกลืนน้ำลายของเขาดังขึ้น ลมหายใจสะดุดเหมือนติดขัดที่ปลายคอ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ทะ.. ทำไมกันล่ะ พวกเราก็เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์เหมือนกันนะ”
“แทนที่จะไปสังหารบรรดาสัตว์อสูรมังกร แต่พวกเจ้าดันกลับมาลงมือต่อเผ่าพันธุ์เดียวกัน!”
ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบทิศทาง ราวกับกำลังพยายามหาทางรอดที่ไม่มีอยู่จริง
“อ๋อ! ข้าเข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้ว เห็นพวกเจ้าบอกว่าได้รับการติดต่อมาจากใครบางคน..”
“งั้นก็แสดงว่าบริเวณกำแพงเมืองหน้าด่าน กลุ่มของพวกเจ้าสมรู้ร่วมคิดกับเจ้าหน้าที่บางคน และออกปล้นฆ่านักล่ามังกรคนอื่นๆใช่ไหม?”
คำพูดแต่ละประโยคเปล่งออกมาอย่างต่อเนื่อง คล้ายคนตกใจที่เพิ่งต่อภาพเหตุการณ์ทั้งหมดได้ครบถ้วน ทว่าการสั่นสะท้านของหัวไหล่และปลายนิ้วกลับดูสมจริงเกินกว่าจะจับพิรุธได้ง่าย ระบบกลืนกินมังกรที่เห็นการแสดงออกของโฮสต์ตนก็หัวเราะขึ้นอย่างหนัก
ขณะที่เสียงหัวเราะของกลุ่มคนได้ดังลั่นไปทั่วโพรงอย่างพร้อมเพรียง
หลิวซูหยิงยืนกอดอกอยู่ด้านหน้า แววตาเย็นชาแต่แฝงความพึงพอใจเล็กน้อย มุมปากกระตุกยกขึ้นอย่างดูแคลน
“อ้าว? แกก็ไม่ได้โง่นี่?”
“ว่าแต่เป็นแค่นักล่ามังกรระดับสอง คิดยังไงถึงได้กล้าออกมาจากกำแพงป้องกันกันล่ะ แถมยังมาด้วยตัวคนเดียวอีกด้วย?”
ชายอีกหลายคนรีบแทรกขึ้นโดยมิรอให้ใครเอ่ยต่อ
“เหอะๆ คงเป็นเพราะว่ามันมั่นใจถึงภูมิหลังของตนเองละมั้งอาเจ๊ใหญ่?”
“ใช่ๆ เจ้าเด็กนี่เป็นถึงลูกศิษย์ของคณบดีหวูเหยียนจีแห่งมหาวิทยาลัยเทพอสูรเลยนะ”
“หึหึ ไม่คิดเลยว่าพวกเราจะได้สังหารสุดยอดอัจฉริยะเช่นนี้..”
“ครั้งที่สองแล้ว..”
“ไม่ใช่สิ! เป็นครั้งแรกเลยละมั้งที่พวกเราจะได้ปล้นชิงนักล่ามังกรที่มีเจตจำนงระดับราชาน่ะ”
คำพูดมากมายพรั่งพรูออกมาราวกับกระแสน้ำเชี่ยว เสียงหัวเราะและคำเย้ยหยันซ้อนทับกันจนบรรยากาศยิ่งอึดอัด ทำให้หวงเยี่ยยิ่งต้องยืนตัวสั่นเทิ้ม ดวงตาเบิกกว้างคล้ายคนสิ้นหวัง ฝ่ามือกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน แต่ก็ยังไม่กล้าขยับเพียงก้าวเดียว
ในที่สุดหลิวซูหยิงก็ยกมือขึ้นเล็กน้อย สัญญาณเงียบงันแผ่กระจายไปทั่วกลุ่ม เสียงหัวเราะค่อยๆลดลงจนเงียบสงัดลง
“พูดจาไร้สาระมากเกินไปแล้วนะพวกแก!”
“ยังไงซะไอ้เด็กนี่มันก็น่าสะพรึงกลัวจริงๆ ใช้เจตจำนงแห่งราชาสังหารหมาป่ามังกรเหล็กกล้ากว่าหกสิบตัวได้ในพริบตา!”
“ทว่ายังไงก็ตาม.. ด้วยรูปแบบพลังวิญญาณที่มันใช้ไปก่อนหน้านี้ ตัวมันน่าจะต้องสูญเสียพลังไปอย่างมหาศาลอย่างแน่นอน!”
“เพราะงั้นนี่จึงเป็นโอกาสของพวกเราที่จะได้กลืนกินเหยื่อตัวเล็กๆแล้วละนะ”
ทันใดนั้นบรรยากาศก็เปลี่ยนไปจากการเยาะเย้ยเป็นความจริงจัง
สายตาทุกคู่หดแคบลง อาวุธถูกจับกระชับขึ้น เสียงฝีเท้าขยับเข้ามาใกล้อีกระยะหนึ่ง วงล้อมหดแคบลงจนแทบไม่มีช่องว่างให้หลบหนี
รอบด้านเต็มไปด้วยประกายตาละโมบและความคาดหวังถึงทรัพย์สินในแหวนมิติ
พวกเขาไม่เห็นชีวิตมนุษย์ตรงหน้าเป็นสิ่งมีค่า หากเป็นเพียงสินค้าที่รอการแบ่งสรรเลยก็ว่าได้
ซึ่งมันก็ทำให้หวงเยี่ยที่กำลังแสดงละครอยู่ต้องหยุดสั่นในทันที
แรงสั่นสะท้านที่เคยไหลผ่านปลายแขนและหัวไหล่เหมือนคนสิ้นหวัง ทั้งหมดกลับดับวูบลงประหนึ่งสายลมที่ถูกตัดขาดกลางอากาศ นัยน์ตาที่เมื่อครู่ยังฉายความหวาดกลัวเหมือนสัตว์ตัวเล็กในกรงล้อม บัดนี้ค่อยๆเปลี่ยนแปรเป็นล้ำลึกและนิ่งสงบ
สายตาของเขากวาดมองไปรอบด้านอย่างเชื่องช้า คล้ายผู้ล่าที่กำลังประเมินตำแหน่งเหยื่อมากกว่าจะเป็นผู้ถูกล้อมปราบ
ในที่สุด สายตาก็หยุดอยู่ที่หลิวซูหยิง หญิงสาวผู้ยืนอยู่ด้านหน้าสุดของวงล้อม
ริมฝีปากของเขาขยับช้าๆ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างราบเรียบ
“เป็นแบบนี้ก็ดี เพราะปกติข้าก็ไม่ชอบสังหารคนที่บริสุทธิ์หรือไม่มีทางสู้เท่าไหร่!”
“ยิ่งรู้ว่าพวกแกเป็นนักล่ามังกรที่ออกปล้นฆ่าสังหารนักล่ามังกรด้วยกันเอง ข้าหวงเยี่ยก็จะยิ่งไม่รู้สึกผิดอะไร”
แววตาของเขาทอดมองกลุ่มคนตรงหน้าอย่างเฉียบคม
“เพราะงั้น…”
คำพูดขาดห้วงไปในพริบตา
บรรยากาศรอบด้านพลันตึงเครียดขึ้นมาในทันที แปรเปลี่ยนเป็นจิตสังหารที่แทรกงันอยู่ไปทั่ว
ทำให้หลิวซูหยิงรวมถึงนักล่ามังกรอีกหลายสิบชีวิตขมวดคิ้วแน่น
ความเยาะเย้ยที่เคยฉายชัดเมื่อครู่เริ่มจางหาย กลายเป็นความระแวดระวังที่ไม่อาจอธิบายได้
ก่อนที่ตัวของหญิงสาวจะหัวเราะออกมาในลำคอ แต่เสียงนั้นแข็งกระด้างกว่าก่อนหน้า
“คำพูดก่อนตายสินะ?”
นางเอียงศีรษะเล็กน้อย ริมฝีปากยกขึ้นอย่างเหยียดหยาม
“แต่ก็ช่างเถอะ ไม่ว่าแกต้องการจะทำอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างของแกมันก็จบสิ้นลงแล้ว!”
ทันใดนั้นร่างของหลิวซูหยิงก็พุ่งทะยานออกไป พร้อมกับดาบยาวในมือที่สะท้อนแสงไฟเป็นเส้นคมกริบ เปลวเพลิงสีส้มลุกโชนขึ้นรอบใบดาบทันทีที่พลังวิญญาณถูกปลดปล่อย ความร้อนแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศบิดเบี้ยว แฝงกลิ่นอายสังหารที่เข้มข้น
เห็นชัดเจนว่านางมิได้ครอบครองเจตจำนงธาตุสายฟ้าระดับกลางอย่างที่เคยพูดแสร้งแสดง หากเป็นเจตจำนงธาตุไฟระดับกลางต่างหาก
“วิชาการต่อสู้ระดับกลาง เปลวไฟอสรพิษสังหารโลหิต!”
ในชั่วพริบตา เปลวเพลิงก่อตัวเป็นรูปร่างคล้ายอสรพิษเพลิงที่แผ่เขี้ยวออกมา
เปลวไฟบิดตัวเป็นเกลียวหมุน หมายจะพุ่งเข้าแทงทะลวงและสบั้นร่างของหวงเยี่ยออกเป็นสองส่วน
แรงกดดันจากพลังนั้นทำให้อากาศรอบข้างสั่นสะเทือน
“อะ.. อาเจ๊ใหญ่ลงมือแล้ว!”
“ใช่! หัวหน้าของเราเป็นถึงนักล่ามังกรระดับสามขั้นกลาง ยิ่งมีเจตจำนงธาตุไฟระดับกลางก็ยิ่งร้ายกาจ!”
นักล่ามังกรที่ยืนล้อมอยู่ถอยห่างโดยอัตโนมัติ เปิดทางให้หัวหน้ากลุ่มสำแดงอำนาจอย่างหวาดหวั่น
ทว่าในชั่ววินาทีนั้นเอง
หวงเยี่ยกลับแสยะยิ้ม
มือข้างหนึ่งยกขึ้น แสงวูบหนึ่งปรากฏจากแหวนมิติ
สิ่งที่ถูกหยิบออกมามีลักษณะเป็นก้อนโลหะกลมขนาดพอเหมาะ ฝังลวดลายสลักคล้ายเปลวเพลิงคดเคี้ยวรอบผิวโลหะ พื้นผิวสะท้อนแสงไฟวาววับ และไม่ใช่เพียงลูกเดียว หากมีถึงห้าลูกด้วยกัน
หลิวซูหยิงที่กำลังพุ่งเข้ามาเห็นภาพนั้นชัดเจน
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจเมื่อครู่พลันซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลน เสียงหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากโดยไม่อาจควบคุม
“นะ.. นะ.. นั่นมัน?!”