วันเวลาในค่ายทหารลับดำเนินไปพร้อมกับกิจวัตรใหม่ๆ ที่จ้าวมู่เฉินต้องเผชิญ “ตารางการฝึก (เล่น)” ฉบับพี่ใหญ่เฉินนั้น แม้จะเน้นความสนุกสนานเป็นหลัก แต่ก็แฝงไว้ด้วยการฝึกฝนร่างกาย และความคล่องตัวอย่างแยบยล จ้าวมู่เฉินฝึกฝนพื้นฐานเหล่านี้กับพี่ใหญ่เฉินอยู่หลายวัน จนเริ่มคุ้นชิน
ในช่วงเช้าตรู่ เขาอาจจะต้องตื่นมา แบกก้อนหิน ขนาดพอประมาณเดินขึ้นลงเนินเขาเตี้ยๆ หลังเรือนพัก เพื่อฝึกกำลังขาและความอดทน บางวันก็ต้อง หาบน้ำจากลำธาร เล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลนักกลับมาเติมโอ่ง แม้จะทุลักทุเลทำน้ำหกไปบ้าง แต่ก็ถือเป็นการออกกำลังกายที่ดีเยี่ยม
ช่วงสาย เมื่อ “อาจารย์พี่ใหญ่เฉิน” มาถึง การฝึกฝนก็จะเปลี่ยนเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานยิ่งขึ้น เช่น การกระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง ที่นางจำลองขึ้นจากท่อนไม้หรือกองฟาง หรือ การฝึกหลบหลีกก้อนหิน ที่เฉินซูเหรินแกล้งปาใส่เบาๆ เพื่อฝึกปฏิกิริยาตอบสนองและความว่องไว จ้าวมู่เฉินผู้มีร่างกายเป็นบุรุษหนุ่ม แม้จะมีสติปัญญาเยี่ยงเด็ก แต่ร่างกายก็ยังคงตอบสนองต่อการฝึกฝนได้ดีในระดับหนึ่ง เขาเริ่มแข็งแรง และคล่องตัวขึ้นทีละน้อย
ทว่า มีอยู่อย่างเดียวที่จ้าวมู่เฉินไม่อาจฝึกฝนได้เลยก็คือการขี่ม้า ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของบุรุษในยุคสมัยนี้ เพียงแค่เห็นม้าตัวเป็นๆ ในระยะไกล ขาทั้งสองข้างของเขาก็จะเริ่มสั่นเทาเป็นเจ้าเข้า เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ใบหน้าซีดเผือด ภาพความทรงจำอันเลือนรางแต่น่าสะพรึงกลัวจะย้อนกลับมาหลอกหลอนทันที
เฉินซูเหรินเคยพยายามจะชวนเขาไปดูม้าที่คอกม้าของค่ายอยู่ครั้งหนึ่ง แต่เพียงแค่เข้าใกล้รั้วคอก จ้าวมู่เฉินก็ตัวแข็งทื่อ และเริ่มร้องไห้ออกมาด้วยความหวาดกลัว ด้วยไม่อยากทำร้ายจิตใจของสหายต่างวัยผู้เปราะบาง เฉินซูเหรินจึงตัดสินใจละเว้นการฝึกขี่ม้าให้แก่จ้าวมู่เฉินไปก่อน โดยหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะค่อยๆ เอาชนะความกลัวนี้ไปได้เอง
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่จ้าวมู่เฉินกำลังใช้ขวานเล็กๆ ผ่าฟืน กองย่อมๆ อยู่หน้าเรือนพักอย่างขะมักเขม้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง “การฝึกกำลังแขน” ที่เหล่าหยวนมอบหมายให้ทำอย่างลับๆ เขาก็ได้ยินเสียงใสๆ ที่คุ้นเคยตะโกนเรียกมาแต่ไกล “จ้าวน้อย..!! จ้าวน้อย !!”
ร่างเล็กๆ ของ เฉินซูเหรินวิ่งหน้าตั้ง ทั้งวิ่งทั้งกระโดดเหยงๆ มาแต่ไกลด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจอย่างเห็นได้ชัด วันนี้นางไม่ได้มามือเปล่า แต่ดูเหมือนจะมี “ข่าวสำคัญ” มาแจ้ง เมื่อเห็นว่าเป็นพี่ใหญ่เฉิน เขาจึงหยุดมือ วางขวานลงแล้วหันไปมองด้วยรอยยิ้ม
“มีอะไรหรือขอรับ พี่ใหญ่เฉิน? ดูท่านตื่นเต้นจัง”
“แน่นอนสิ! ข้ามีข่าวดีมาบอก!” เฉินซูเหรินกล่าวพลางหอบเล็กน้อย ยืนเท้าสะเอวอย่างกระฉับกระเฉง
“เจ้าฟังให้ดีนะ! อีกสองวันข้างหน้านี้ จะมีการแข่งขันชิงธงบนยอดเขาหลังค่ายของเรา!”
“แข่งขันชิงธง?” จ้าวมู่เฉินทวนคำอย่างไม่เข้าใจนัก
“ใช่แล้ว!” เฉินซูเหรินอธิบายต่ออย่างกระตือรือร้น “เป็นการแข่งขันประจำปีของค่ายทหาร ท่านปู่จัดขึ้นเพื่อทดสอบความสามารถ และสร้างความสามัคคีให้เหล่าทหาร พวกเขาจะแบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละสี่คน แล้วแข่งกันขึ้นไปชิงธงที่ปักไว้ตามจุดต่างๆ บนยอดเขา หากกลุ่มใดสามารถชิงธงของฝ่ายตรงข้าม มาได้มากที่สุด จะได้รับรางวัลจากท่านปู่อย่างงามเลยนะ! มีทั้งเงิน ทอง ผ้าไหม หรืออาจจะได้พักผ่อนเป็นพิเศษด้วย!” ดวงตาของนางเป็นประกายวาววับเมื่อพูดถึงรางวัล “แล้ว... ที่สำคัญที่สุดคือ... พวกเราก็จะเข้าร่วมด้วย!”
คำประกาศสุดท้ายนั้นทำให้ จ้าวมู่เฉินแสดงสีหน้าประหลาดใจอย่างยิ่ง! เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าในค่ายทหารจะมีกิจกรรมที่น่าตื่นเต้น และดูเหมือนจะอันตราย เช่นนี้อยู่ด้วย การแข่งขัน? ชิงธง? บนยอดเขา? แค่คิดก็ทำให้เขารู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาแล้ว! เขาจะทำได้หรือ? แล้วพี่ใหญ่เฉินจะให้เขาทำอะไรบ้างในการแข่งขันนี้? คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวของเด็กน้อยในร่างผู้ใหญ่ พร้อมกับความรู้สึกตื่นเต้นระคนหวาดหวั่นในสิ่งที่กำลังจะมาถึง
หลังจากได้ยิน “ข่าวดี” เรื่องการแข่งขันชิงธงบนยอดเขา และคำประกาศกร้าวของ “พี่ใหญ่เฉิน” ว่าพวกเขาจะเข้าร่วมด้วยนั้น จ้าวมู่เฉินก็ยืนเกาหัวแกรกๆ อย่างงงงวย เขาไม่เข้าใจว่าการ “ชิงธง” นั้นคืออะไร และการ “แข่งขัน” บนยอดเขานั้นจะต้องทำสิ่งใดบ้าง มันฟังดูน่าตื่นเต้น แต่ก็แฝงความน่ากลัวอยู่ลึกๆ
ทว่าเมื่อเห็นแววตามุ่งมั่น และกระตือรือร้นของพี่ใหญ่เฉิน เขาก็ไม่กล้าขัดใจ จึงได้แต่ยอมเออออตามไป อย่างว่าง่าย “ขอรับ พี่ใหญ่เฉิน”" เขาตอบรับ "ท่านเอายังไง ข้าเอาด้วยขอรับ แต่ว่า... เรามีกันแค่สองคนเองนะขอรับ ยังขาดอีกสองคน พี่ใหญ่เฉินจะไปหามาจากที่ไหนล่ะขอรับ?" คำถามนั้นซื่อตรงตามประสาเด็กที่ไม่เข้าใจถึงความซับซ้อนของกำลังคน
เฉินซูเหรินกำลังจะอ้าปากตอบ แต่แล้วนางก็ต้องชะงักเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่สองร่างเดินตรงเข้ามาในลานฝึกพอดี ในขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้น เหล่าหยวนและอาไค่ก็กำลังเดินเข้ามาในลานกว้าง ทั้งสองเพิ่งกลับมาจากการไปช่วยงานขนย้ายสัมภาระในคลังเสบียงของค่ายตามคำสั่ง เห็นคุณหนูเฉินและคุณชายจ้าวกำลังยืนคุยกันอยู่ จึงเดินเข้ามาหมายจะทักทาย
เฉินซูเหรินเห็นทั้งสองคนเดินเข้ามาเท่านั้น ดวงตากลมโตของนางก็พลันเป็นประกายเจิดจ้าขึ้นทันที! ราวกับนักวางแผนผู้ยิ่งใหญ่เพิ่งค้นพบขุนพลคู่ใจ! นาง ยิ้มกว้างจนตาหยี ชี้มือเล็กๆ ไปทางเหล่าหยวนและอาไค่ พลางกล่าวอย่างกระตือรือร้นว่า "อีกสองคนก็นี่อย่างไรล่ะ! มาพอดีเลย!"
เหล่าหยวนและอาไค่ ที่เพิ่งเดินมาถึง มีท่าทาง สับสนงุนงง กับคำพูดและท่าทางดีใจสุดขีดของคุณหนู ทั้งสองมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนที่เหล่าหยวนจะเป็นฝ่ายเอ่ยถามด้วยความสุภาพ "คุณหนูเฉิน... มีอะไรให้ข้าน้อยทั้งสองคนช่วยหรือขอรับ?"
เฉินซูเหรินกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงสดใส ราวกับระฆังเงิน ยืดอกเล็กๆ อย่างภาคภูมิใจ “แน่นอนสิ! ท่านลุงหยวน! ท่านอาไค่! ข้าและจ้าวมู่เฉินกำลังจะเข้าแข่งขัน... เอ้อ... 'ทดสอบความสามารถ' ในการชิงธงบนยอดเขาในอีกสองวันข้างหน้านี้! แต่พวกเรายังขาดสมาชิกในทีมอีกสองคน ข้าจึงต้องการให้ท่านทั้งสองเข้าร่วมทีมกับพวกเราด้วย! กลุ่มของเราจะได้ครบสี่คนพอดี! เป็นอย่างไรบ้าง น่าสนุกใช่หรือไม่!”
เหล่าหยวนได้ฟังดังนั้นก็ถึงกับ โพล่งอุทานออกมาในใจ 'ข้าก็คิดว่าเรื่องอะไรกัน!' เขามองหน้าคุณหนูเฉินซูเหรินที่กำลังยิ้มแป้นอย่างคาดหวัง แล้วกวาดสายตามองไปยัง “สมาชิกในทีม” ที่เหลืออีกสองคน...
ภาพที่คุณชายจ้าวมู่เฉินกำลังยืนเกาหัว มองมาที่เขาด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้... ภาพที่คุณหนูเฉินซูเหรินยืนกอดอก ยิ้มร่าอย่างมั่นอกมั่นใจ... และอาไค่ที่ยืนอยู่ข้างๆ เขา ทำหน้างงๆ แต่ก็พร้อมจะพยักหน้ารับทุกคำสั่ง...
เหล่าหยวนถอนหายใจยาวอยู่ในอก... ทีมนี้มัน... 'กลุ่มของคุณหนูเฉินนี่น่ะหรือจะไปสู้กับกลุ่มทหารคนอื่นๆ เขาได้?' เขาคิดอย่างกลัดกลุ้ม 'ดูสมาชิกแต่ละคนสิ... มีทั้ง คนชราเช่นข้า ที่เรี่ยวแรงก็ถดถอยไปตามวัย, คุณชายจ้าวมู่เฉิน เด็กห้าขวบในร่างบุรุษอายุสิบแปดปี ที่ยังไม่รู้ความอะไรเลย, อาไค่ บุรุษร่างกายใหญ่โตมีพละกำลังมาก แต่กลับซื่อบื้อ จนบางทีก็ตามสถานการณ์ไม่ทัน, และสุดท้ายคือหัวหน้าทีม... คุณหนูเฉินซูเหริน ดรุณีน้อยอายุเพียงแปดขวบ!'
เขาพยายามนึกภาพทีมของตนเองกำลังปีนป่ายขึ้นเขา แย่งชิงธงกับเหล่าทหารหนุ่มฉกรรจ์ที่ฝึกฝนมาอย่างดี... แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว! กลุ่มของพวกเขาจะมีอะไรไปสู้กับทหารกลุ่มอื่นๆ เขาได้เล่า!
แต่เมื่อเห็นแววตาอันมุ่งมั่นและคาดหวังของแก้วตาดวงใจท่านแม่ทัพใหญ่ กับสายตาซื่อๆ ของนายน้อยตนเองที่มองมาอย่างรอคอยคำตอบ... เหล่าหยวนก็รู้ดีว่าเขามีทางเลือกไม่มากนัก... การผจญภัย หรือความวุ่นวายครั้งใหม่ กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกแล้วสินะ