***ว่าที่ผู้กล้าเผ่ายักษาในอนาคต [บานา]
ยาของแม่นางแครอทใกล้จะหมดฤทธิ์
หรือต้องบอกว่าร่างกายของข้าเริ่มที่จะต้านทานฤทธิ์ยาของแม่นางได้แล้วต่างหาก
ข้ารู้สึกได้เลยว่าสามารถขยับแขนขาได้แล้ว
แต่จะให้นางรู้ตัวตอนนี้ไม่ได้ ข้าจึงต้องทำเป็นแกล้งว่าถูกมอมยาอยู่
ให้ตายเถอะพระแม่ไกอา ไม่เคยคิดฝันว่าแม่นางแครอทจะรักข้าถึงขนาดมอมยาแล้วจับไป *จุบุ* *จุบุ* แล้วก็ *ตรูด* *ตรูด* ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
พูดตามตรงว่าติดใจ--- เอ้ยไม่ใช่ มันน่ากลัวขนลุกมากฟะ
น่ากลัวมาก ไม่เคยคิดเลยว่าสหายรักของข้าจะน่ากลัวได้ขนาดนี้
ดังนั้นพอสบโอกาส ข้าเลยรีบเผ่นหนีออกมา
แต่พอเผ่นหนีออกมา กลับพบว่าเมืองได้กลายเป็นสนามรบไปแล้ว
ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็มีแต่ความสับสน
และไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากตรงไหนก่อน
หากให้ย้อนความไปไกลอีกนิด ก็คงเป็นเรื่องราวของเมื่อตอนเช้า
ในตอนที่ถูกพากลับมาสู่ความเจริญ ข้ากับแครอทก็รีบไปเข้าพบกับองค์ราชาดูเรียนที่พักอยู่สวนเหนือของเมืองเพื่อรายงานเรื่อง [อสูรแห่งการกลืนกิน] ในตำนานที่นางฝึกจนเชื่องแล้วพากลับมาที่นี่
เพราะความสามารถในการควบคุมอสูรในตำนาน ทุกคนเลยพร้อมใจกันมอบตำแหน่ง [ผู้กล้า] ให้กับแครอทอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
แต่หากปล่อยเจ้าสัตว์ยักษ์นี้ไปเดินเล่นในเมืองคงได้วุ่นวาย พวกเขาเลยจับมันไปซ่อนในโดมเลี้ยงสัตว์ขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่ในทางเหนือติดกับกำแพงเมือง
ส่วนเมืองนี้ถูกเรียกว่า [เมืองแห่งการเริ่มต้น คริสตัลซิตี้] เป็นเมืองที่คนทั้งห้าเผ่าร่วมมือกันสร้างขึ้นมา
ข้าแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้พวกเขาจะสร้างเมืองแบบนี้ขึ้นมาได้
รู้สึกเสียใจมากที่ตัวเองถูกแครอทลักพาตัวไปจนไม่อาจเห็นการเติบโตของเมืองนี้ด้วยตาของตัวเอง
แต่ยังไม่ทันจะได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดีพอ ตัวข้ากับแครอทก็ถูกจับมาเข้าในอาคารที่เรียกว่า [ศาล] เพื่อดำเนินคดีบางอย่าง
เห็นว่าเผ่าตัวมีปีกถูกสังหารยกเผ่าด้วยฝีมือของเผ่าตัวเขี้ยว และตอนนี้พวกเขากำลังไต่สวนความผิดกันอยู่
แล้วสถานการณ์ก็เริ่มวุ่นวาย นางฟ้าเอรีส นางฟ้าเปอร์ไซด์ กับนางฟ้าเอสเทอ บุกเข้ามาในศาล ก่อนจะมีเสียงระเบิด แล้วตามมาด้วยความวุ่นวาย
แล้วข้าก็สบโอกาสที่จะหนีในตอนนั้น
“บานา~ เจ้าอยู่ไหน~”
“... จะมัวยืนอยู่ตรงนี้ไม่ได้แล้ว”
ข้ามิอาจกลับไปหาแม่นางแครอทในตอนนี้ได้
ข้าไม่ใช่คนโง่ ความรู้สึกของนาง ความรักของนาง และความตั้งใจของนาง ข้าได้รับรู้แล้ว
ข้ามักมองว่านางเป็นสหายเสมอมา เลยไม่เคยมองว่าเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง
ข้ารักนาง รักในฐานะสหายคนสำคัญ รักเหมือนกับคนในครอบครัว เป็นพี่น้อง เป็นญาติมิตร
และเมื่อถูกนางลักพาตัว มอมยา แล้ว *จุบุ* *จุบุ* แล้ว *ตรูด* *ตรูด* ข้าก็ทราบถึงความตั้งใจของนาง รวมไปถึงความรู้สึกของตัวเอง
ว่าแท้จริงแล้วลึก ๆ แล้วข้าชอบนางที่เป็นแบบนี้เช่นกัน
สรุปคือติดใจ--- เอ้ยไม่ใช่สิ
โอเค ยอมก็ได้ เอาเป็นว่าข้ารักนาง แพ้อำนาจนมของนางเข้าไปเต็ม ๆ
แต่อะไรที่เกินไปมันก็คือเกินไป การถูกมอมยากักขังแบบนั้นมันทำกันเกินไปจริง ๆ
ดังนั้นตอนนี้ขอหนีไปก่อน แล้วค่อยกลับไปคุยดี ๆ อีกสักรอบในตอนที่นางสงบใจลงมาได้บ้างแล้ว
“นั่นมัน… อสูรปีกของใครกันหว่า? ”
ข้ากำลังมองเห็นอสูรปีกวัยรุ่นสองตัวกำลังพ่นไฟโจมตีใส่อะไรบางอย่าง อยู่ตรงมุมหนึ่งของลานกว้างหน้าศาล ท่ามกลางฝูงชนที่วุ่นวายนี้
“มิล#% &*@ไซด์ เจอ--#$@เอรีส-@! #%-เปอร์ไซด์! @#หรือยัง? ”
“ปี้~! ”
“ปิ~! ”
เนื่องจากเสียงมันดังมาก ข้าเลยฟังใจความนั้นได้ไม่ชัดเจน
แต่ข้าว่าได้ยินเสียงนั้นกำลังพูดถึงเอรีสกับเปอร์ไซด์อยู่
“ (เอรีสอย่างงั้นหรือ… ตามไปสบทบพวกนั้นน่าจะดี) ”
ถ้ากลับไปอยู่กับสหายเผ่าเดียวกันอย่างพวกแคนตาลูปหรือแมงโก เดียวก็ได้เจอกับแครอทอีก
ดังนั้นตอนนี้หนีไปซ่อนตัวอยู่กับพรรคพวกต่างเผ่าน่าจะปลอดภัยกว่ามาก
ในตอนนั้นเองที่มีเผ่าตัวจิ๋วสองคนบินผ่านด้านหน้าไป
พวกตัวจิ๋วเหล่านั้นกำลังถูกสิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาดวิ่งไล่ตาม
พวกมันสูงสามเมตร หน้าตาบ้องแบ๊วดูโง่เขลา แต่กลับมีดวงตาสีแดงพร้อมกรงเล็บที่น่ากลัว
“หยุดเดียวนี้! ”
ข้าวิ่งเข้าไปช่วยเจ้าพวกตัวจิ๋วโดยไม่มีความลังเล
ส่งหมัดขวาตรงอันรุนแรงไปที่ใบหน้าของเจ้าอสูรยักษ์
“ฮืม? อะไรเนี่ย!? ”
หมัดขวาของข้าทะลุใบหน้าของมันจนไปโผล่อีกด้านของศรีษะ
แต่ทว่ากลับไม่มีเลือดหรืออะไรไหลออกมาจากร่างกายของมัน
แถมสัมผัสยังเหมือนกับว่าตัวเองกำลังชกใส่ดินอยู่
“เหวอ! ”
แล้วมันยังไม่ตาย
มันใช้กรงเล็บในมือข่วนกลับใส่ข้า
ข้ารีบใช้มือซ้ายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ วาดเป็นมือดาบฟันแขนของมันก่อนที่กรงเล็บของมันจะได้ทันฟันใส่ข้า
ต่อให้หนึ่งเดือนนี้ถูกจับมัดมอมยาอย่างเดียว แต่กล้ามเนื้อของข้าก็มิได้ฝ่อลงมาแต่อย่างใด
ซึ่งนั่นเป็นปกติของพวกเราเผ่ายักษา ที่จะสามารถคงรูปกล้ามเนื้อเอาไว้ได้นานนับปีโดยไม่ต้องออกกำลังกายใด ๆ
แขนของมันถูกมือดาบของข้าฟันขาดลงมาเป็นสองท่อน
“ยังไม่ตายอีก! ”
ข้าใช้ขาถีบใส่มันเต็มแรงจนกระเด็นออกไป
แขนขาด หัวแยกเป็นสองส่วน แต่เจ้าอสูรตรงหน้ากลับยังไม่ตาย
ซ้ำร้ายมันยังสามารถดูดเอาพื้นปูนขึ้นมาปะส่วนที่ขาดหายไป จนกลายเป็นร่างเนื้อชดเชยได้อีกด้วย
“ชิ! ”
ข้าชกหมัดขวาตรงใส่ไปที่ใบหน้าของมันอีกครั้ง
แข็ง…
เนื้อปูนที่มันดูดขึ้นมาเสริมศรีษะของมันนั้น ทำให้ร่างกายของมันเริ่มแข็งแกร่งมากขึ้น
“หน่อย! ”
ข้ารีบยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาตั้งการ์ดเพื่อรับกรงเล็บที่กำลังข่วนเข้ามา
กรงเล็บอันแหลมคมได้เฉือนเนื้อส่วนแขนจนมีเลือดสีดำไหลออกมาเป็นเส้นยาวแปดเส้น
ตอนนี้ละ!
ข้าพุ่งเข้าไปในจังหวะที่มันกำลังยกแขนกลับเพื่อเตรียมโจมตีระลอกสอง
ร่างอันใหญ่โตกว่าสามเมตรของข้าได้กระแทกใส่มันเต็มแรงจนปลิวกระเด็นไปชนกับเก้าอี้เหล็กข้างทาง
ร่างของมันหักครึ่งท่อนอย่างน่ากลัว
คราวนี้เจ้าอสูรคงตาย---
ไม่สิ… มันกำลังคืนสภาพอยู่
เจ้าอสูรตัวนั้นยังไม่ตาย และกำลังดูดกลืนเก้าอี้เหล็กให้เข้าไปรวมเป็นเนื้อเดียวกับร่างกายของมันอยู่
จากอสูรผิวน้ำตาล ตอนนี้ได้กลายเป็นอสูรผิวสีดำมันวาวที่มีเนื้อโลหะผสมอยู่ไปแล้ว
ดูก็รู้ว่าค่อย ๆ แข็งแกร่งมากขึ้น
นี่มันตัวบ้าอะไรกันเนี่ย?
ข้าตั้งหมัดขึ้นสูงเพื่อเตรียมต่อสู้อีกครั้ง
แต่ในตอนนั้นเอง
“จะฆ่าอสูรพวกนี้ ต้องเล็งที่แกนของมัน ชั้นเจอโดยบังเอิญเมื่อกี้เอง และถ้าไม่ทำแบบนั้น พวกมันจะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการรวมตัว”
*เปรี๊ยง! *
เสียงอาวุธคำรามก็ได้ดังขึ้นมา
ร่างของอสูรตรงหน้าถูกยิงทะลุหน้าอกพร้อมกับที่มีแก้วคริสตัลแตกทะลุออกมา
แล้วร่างของอสูรก็หยุดนิ่งพร้อมกับล้มลงนอนไปกองอยู่บนพื้น
มันตายแล้ว
“ขอบคุณมากอเมริคานา”
คนที่ช่วยข้าเอาไว้คือยักษาแห่งวารีสมุทร [อเมริคานา] หนึ่งในขุนนางทั้งสิบ บุรุษที่มีผมสีฟ้าตัดสั้น
เขาใช้อาวุธคำรามในมือยิงใส่อสูรตัวเมื่อกี้
“ตรงนั้นมีพวกเผ่าตัวจิ๋วอยู่ด้วยหรือ? ”
ก่อนที่จะหันปลายอาวุธคำรามไปทางเผ่าจิ๋ว แล้วสาดกระสุนสังหารใส่อย่างเลือดเย็น
เลือดสีใสของเผ่าตัวจิ๋วกระเด็นสาดกระจายไปทั่วพื้นที่
"นั่นเจ้าทำอะไรนะ! "
"บานา เจ้ายังใจอ่อนเหมือนเคยนะ เจ้าอาจกำลังตามสถานการณ์ไม่ทันเพราะหายตัวไปนาน แต่ตอนนี้ไว้ใจใครไม่ได้แล้ว ทุกเผ่ากำลังสงครามกัน เจ้าไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้หรือ? "
เขาชี้ไปที่มุมหนึ่งของลานกว้าง
ฝูงของอสูรประหลาดที่ข้าต่อสู้เมื่อกี้กำลังมุ่งหน้าตรงไปทางโดมขนาดใหญ่ตรงหน้า
"แล้วดูตรงนั้น"
อีกมุมหนึ่งมีเผ่าตัวเขี้ยวพร้อมอาวุธครบมือที่กำลังมุ่งตรงไปทางโดมนั้นเช่นกัน
"พวกต่างเผ่ามันเปิดสงครามกันแล้ว เพื่อปกป้องเผ่าของเรา ตอนนี้จึงควรพาทุกคนไปรวมตัวกันหน้าโดมเพื่อยึดคริสตัลมาซะ"
"ยึด? ไม่ใช่ปกป้องหรือ…"
"ดูบนฟ้าซะบานา เห็นแสงสีรุ้งวิ่งกระจายไปทั่วโดมมั้ย? ถึงไม่รู้ว่าคืออะไร แต่มันฆ่าพวกที่อยู่นอกเมืองไปหมดแล้ว และพวกเราไม่รู้วิธีหยุดสิ่งนั้นด้วย ทางรอดเดียวคือทำลายคริสตัลแล้วขึ้นเป็นผู้ชนะซะ ถ้าเทพเจ้าในวันแรกพูดความจริง พวกเราก็จะรอดไปได้! ไม่คิดหรือว่านี่คือโอกาสเดียวที่เผ่าของเราจะชนะสงครามนี้ได้! "
" นี่เป็นคำสั่งจากท่านกษัตริย์ดูเรียนหรือ? "
" ชั้นเห็นมากับตา… ราชาดูเรียนกับนักปราชญ์แอปเปิลโดนระเบิดตายในศาลไปแล้ว ขุนนางมาเรียม พลัม เชอร์รี่ กับ คอร์น ที่เข้าไปร่วมในศาลเองก็ไม่รอด ส่วนคนอื่นยังไม่รู้ชะตากรรม"
"จะบอกว่าการตัดสินใจนี้คิดเองเออเองของเจ้าสินะ"
"แล้วมันจะยังมีทางอื่นอีกหรือบานา! "
เขาพูดเช่นนั้นพร้อมกับหันอาวุธคำรามลั่นกระสุนออกไป
รังเพลิงขนาดใหญ่ได้ลั่นกระสุนปืนใหญ่พุ่งตรงออกไปใส่ฝูงชนต่างเผ่าที่กำลังวิ่งหนีออกจากลานกว้างใจกลางเมือง
ระเบิดและควันได้พวยพุ่ง พร้อมกับกวาดเอาดินและพื้นของลานกว้างขึ้นสูง
"หยุดเดียวนี้! ปลายปืนที่เจ้าหันไปมิใช่ศัตรูหรือนักรบนะ! "
"เรื่องของแกสิ! ทุกคนของเผ่ายักษาจงฟังชั้น! "
เขาตะโกนเสียงดังด้วยภาษาของพวกเรา
"นี่คือคำสั่งจากราชาดูเรียน ขอให้เผ่ายักษาทุกคนจับอาวุธแล้วลุกขึ้นสู้! เพื่อเผ่าของเรา! "
ด้วยคำพูดโกหกของเขา จึงทำให้เผ่าของข้าบางส่วนเริ่มโจมตีใส่เผ่าอื่นที่อยู่ด้านข้าง
"นี่เจ้า! "
"แล้วจะให้ทำยังไง! เผ่าของเรานะจบสิ้นแล้ว! ผู้นำตาย กองทัพอสูรล่มสลาย แถมอาวุธยังก็ด้อยกว่าเผ่าอื่นอย่างเห็นได้ชัด หรือว่าเจ้าจะบอกให้พวกเรานั่งรอคอยความตายเช่นนั้นหรือ! "
"เรื่องนั้นมัน…"
"เป้าหมายคือโดมคริสตัล ตามชั้นมา! "
ว่าแล้วมันก็นำทัพตีฝ่าฝูงชนตรงไปทางอาคารทรงโดม และทิ้งข้าให้อยู่ตรงนี้เพียงคนเดียว
ข้ายืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว
หัวสมองนั้นว่างเปล่า
ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหินเกือบสิบนาที เพราะไม่รู้ว่าควรเดินไปทางไหนต่อไป
ข้า… สับสนมาก
"นั่นบานานี่! "
"ลุงบานา~! "
"เจ้าตัวผมส้มนี่ดอง"
และพอรู้สึกตัวอีกที ข้าก็ถูกพบโดยเหล่าสหายต่างเผ่าของข้าในอีกครั้งหนึ่ง
ถูกพบโดยเหล่านางฟ้าตัวน้อยที่น่ารักในอีกครั้งหนึ่ง
"เรื่องมันก็เป็นแบบนี้…"
ข้ากำลังเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้พวกนางฟ้าตัวน้อยฟัง
พวกเราหามุมปลอดภัยแล้ววิ่งมาหลบอยู่ตรงช่องว่างระหว่างตึกแห่งหนึ่งที่อยู่ติดกับลานกว้าง
และเนื่องจากระหว่างทางที่วิ่งมา ได้พบคนที่ชื่อแอร์บาส์รกับอสูรปีกวัยรุ่นที่เห็นเมื่อกี้ พวกเราเลยยกโขยงมาหลบตรงนี้พร้อมกัน
"ข้าควรทำยังไงดี? ข้าไม่รู้เลย และไม่รู้แล้วว่าตอนนี้ควรเดินไปทางไหน"
ข้าระบายทุกอย่างให้กับพวกเธอฟัง
"ข้าไม่เข้าใจ"
“บานา...”
เอรีสทำท่าจะพูดบางอย่าง แต่นางก็ไม่พูดออกมาในท้ายที่สุด
หลังจากเงียบมาได้ราวหนึ่งนาที ในที่สุดก็มีคนหนึ่งทำลายความสงบนั้นลง
"ไม่เห็นจะต้องไปเข้าใจ ฉันเองยังไม่เข้าใจคนในเผ่าตัวเองเลยดอง ดูโกเลมตรงนั้นสิ ใครเป็นคนสั่งให้อาละวาดก็ไม่รู้ แถมยังฆ่าทุกคนที่ขวางแบบไม่เลือกเผ่าด้วย จะใส่คำสั่งใหม่ก็ไม่รับฟังอีกดอง ฉันว่าตอนนี้อย่าคิดให้ปวดหัวเลยดอง"
"...แล้วพวกเจ้าคิดจะทำอะไรต่อ? "
"ทำตามใจตัวเองนะดอง"
"ทำตามใจตัวเอง? แล้วคริสตัล--"
“ไปไม่ได้นะ! "
ในตอนนั้นเองที่เปอร์ไซด์พูดแทรกขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก
"ก็… อย่างที่เห็นดอง แม่นี่ตื่นตระหนกมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วดอง เลยตกลงไปหาทางหยุดความวุ่นวายด้วยวิธีอื่นแทนนะดอง"
ข้าหันไปมองแม่นกตัวน้อย
เธอส่ายหัวไปมาอย่างร้อนรน ราวกับจะบอกว่าให้รีบหนีไปจากลานกว้างแห่งนี้ให้เร็วที่สุด
“แล้วพวกเจ้าคิดจะทำอะไรต่อ? ”
“ก่อนอื่นคงหาทางจัดการกับเจ้าดาบแห่งพระเจ้านะ”
“ดาบแห่งพระเจ้า? ”
“รังสีที่กำลังยิงลงมาจากท้องฟ้าในตอนนี้ยังไงละ”
เอรีสชี้ขึ้นบนท้องฟ้า
ลำแสงสีรุ้งที่ปะทะกับบาเรียของเมืองนั้น กำลังส่องประกายแสงสีรุ้งอันน่ากลัวเจิดจ้ามากขึ้น และหากสังเหตุให้ดี ก็จะพบว่ามีควันไอร้อนกำลังพวยพุ่งขึ้นอยู่ตามมุมของเมืองเป็นจำนวนมาก
“อย่างน้อยถ้าหยุดแสงนั้นได้ ทุกคนก็น่าจะสงบใจและตั้งสติได้นะ”
ข้า… ควรทำยังไงดี
จากที่แลกเรื่องราวกับพวกเอรีส เห็นว่าความวุ่นวายที่เห็นอยู่ ณ ปัจจุบัน มันเกิดจากฝีมือของคนที่ชื่อว่าดีอ้อน
ถ้าหากว่าหยุดอันตรายจากบนฟ้าได้ ทุกคนน่าจะสงบจิตใจลง แล้วหันมาพูดคุยได้อีกครั้ง
“แต่ถ้าหากว่าความวุ่นวายไม่หยุดลงละ…”
“ถึงตอนนั้นปล่อยให้เป็นไปตามชะตากรรมดอง พวกเราจะทำตามเป้าหมายเดิม หยุดความวุ่นวาย แล้วหาทางหยุดเงามืดที่ทำลายโลก ต่อให้คริสตัลถูกทำลาย ต่อให้ถูกตราหน้าว่าเป็นเผ่าที่แพ้หรือทรยศ แต่ถ้ามีชีวิตอยู่ต่อไป มันก็น่าจะมีทางออกดอง ฉันไม่เชื่อเรื่อง [แดนสุขาวดี] ที่พวกอวดอ้างว่าเป็นเทพเจ้าพูดให้สัญญาเอาไว้ในวันแรกหรอกนะดอง”
“นี่พวกเจ้า…”
“พวกเราแค่ทำตามที่หัวใจปราถนาดอง ฉันตาสว่างตั้งแต่ที่เริ่มสร้างเมืองนี้แล้วดอง อีกอย่าง ฉันเชื่อในสัญชาตญาณของเปอร์ไซด์ดอง ถ้าหากว่ากำลังจะมีเรื่องอันตรายเกิดขึ้นที่โดมคริสตัล พวกเราก็จะไม่ไปที่นั่นกันดอง”
ข้ารู้สึกทึ่งกับความแน่วแน่ของพวกเขา
ทำตามที่หัวใจปราถนามากกว่าสิ่งอื่นใด
ใช่แล้ว ไม่เห็นต้องมานั่งสับสนคิดอะไรมากมาย
ถึงจะสับสนกับสถานการณ์ ถึงจะกลัวจะเป็นการทรยศต่อเผ่าตัวเอง แต่สิ่งที่ข้าต้องทำ มันก็แค่ทำตามหัวใจเองในสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง มันก็พอแล้ว
ทำแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว…
“ขอบคุณมากที่เสียเวลาฟังข้าบ่น งั้นข้าขอตัวก่อน”
“จะไปที่ไหนหรือบานา? ”
“เปอร์ไซด์บอกว่าที่โดมคริสตัลกำลังจะเกิดเหตุอันตรายรุนแรงใช่มั้ยละ? ”
“ใช่ค่ะลุงบานา มันอันตราย หนูไม่รู้ว่าคืออะไร แต่รู้สึกได้ว่ามันอันตรายยิ่งกว่ารังสีจากบนฟ้าอีกค่ะ มันรู้สึกเหมือนกัน… ตอนที่คนของเผ่าหนู… จะถูกลอบวางระเบิด… ในตอนนั้น..”
ว่ากันว่าสัญชาตญาณของเผ่าตัวปีกนั้นเฉียบคมมาก
ถ้าหากว่ามีอันตรายกำลังจะเกิดขึ้น แม่นางแครอทที่กำลังตามหาข้าอยู่ในฝูงชนตรงนั้นก็อาจโดนลูกหลงไปด้วย
ไม่ใช่แค่แครอท แต่ข้าห่วงคนอื่นในเผ่าด้วยเช่นกัน
มันจริงอย่างที่เอสเทอพูด ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ แต่ถ้าหากมีชีวิตรอด มันย่อมมีหนทางให้พวกเราเดินต่อไปได้
ชีวิตไม่สิ้นก็จงดิ้นรนต่อไป
“ข้าจะไปช่วยพวกเขา”
ดังนั้นจึงต้องมีคนไปหยุดความบ้าคลั่งของพวกเขา หยุดก่อนที่พวกเขาจะพาคนในเผ่าไปตายอย่างไร้ค่า
ถึงจะยังกลัวที่ต้องกลับไปเผชิญหน้ากับแครอทในตอนนี้ แต่ข้าไม่คิดที่จะปล่อยให้คนสำคัญของข้าต้องตาย รวมไปถึงคนอื่นในเผ่าด้วย
“ผมไปด้วย”
ชายเผ่ายักษาน้อยที่ชื่อแอร์บาส์รลุกขึ้นยืนเพื่อเสนอตัวว่าจะมาพร้อมกับข้า
“แอร์บาส์ร? ”
“นอกจากเผ่ายักษ์แล้ว ยังมีเผ่าของพวกเรา กับเผ่าอื่น ๆ ที่กำลังโดนลูกหลงจากความวุ่นวายนี้รวมอยู่ด้วย พวกเอรีสกับมิลเลอร์ไปหาทางหยุดดาบแห่งพระเจ้าเถอะ ส่วนผมกับบานาจะไปหาทางหยุดความวุ่นวายที่ลานกว้างนี้เอง”
“ขอบคุณเจ้ามาก! ”
ถึงจะไม่ค่อยรู้จักชายที่ชื่อว่าแอร์บาส์รมากเท่าไหร แต่ข้ารู้สึกว่าสามารถฝากหลังเอาไว้กับชายคนนี้ได้
“งั้นตกลงตามนี้ มาหาทางหยุดความวุ่นวายนี้กันเถอะทุกคน! ดอง~”
“โอ๊ว! ”
ในเวลานั้นข้ารู้สึกบางอย่าง
ว่านี่แหละคืองานของ [ผู้กล้า] ที่ควรทำอย่างแท้จริง