Age of war

    ตอนที่ 114 บานากับเผ่ายักษา

    ***ว่าที่ผู้กล้าเผ่ายักษาในอนาคต [บานา]

    ยาของแม่นางแครอทใกล้จะหมดฤทธิ์

    หรือต้องบอกว่าร่างกายของข้าเริ่มที่จะต้านทานฤทธิ์ยาของแม่นางได้แล้วต่างหาก

    ข้ารู้สึกได้เลยว่าสามารถขยับแขนขาได้แล้ว

    แต่จะให้นางรู้ตัวตอนนี้ไม่ได้ ข้าจึงต้องทำเป็นแกล้งว่าถูกมอมยาอยู่

    ให้ตายเถอะพระแม่ไกอา ไม่เคยคิดฝันว่าแม่นางแครอทจะรักข้าถึงขนาดมอมยาแล้วจับไป *จุบุ* *จุบุ* แล้วก็ *ตรูด* *ตรูด* ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

    พูดตามตรงว่าติดใจ--- เอ้ยไม่ใช่ มันน่ากลัวขนลุกมากฟะ

    น่ากลัวมาก ไม่เคยคิดเลยว่าสหายรักของข้าจะน่ากลัวได้ขนาดนี้

    ดังนั้นพอสบโอกาส ข้าเลยรีบเผ่นหนีออกมา

    แต่พอเผ่นหนีออกมา กลับพบว่าเมืองได้กลายเป็นสนามรบไปแล้ว

    ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็มีแต่ความสับสน

    และไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากตรงไหนก่อน

    หากให้ย้อนความไปไกลอีกนิด ก็คงเป็นเรื่องราวของเมื่อตอนเช้า

    ในตอนที่ถูกพากลับมาสู่ความเจริญ ข้ากับแครอทก็รีบไปเข้าพบกับองค์ราชาดูเรียนที่พักอยู่สวนเหนือของเมืองเพื่อรายงานเรื่อง [อสูรแห่งการกลืนกิน] ในตำนานที่นางฝึกจนเชื่องแล้วพากลับมาที่นี่

    เพราะความสามารถในการควบคุมอสูรในตำนาน ทุกคนเลยพร้อมใจกันมอบตำแหน่ง [ผู้กล้า] ให้กับแครอทอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

    แต่หากปล่อยเจ้าสัตว์ยักษ์นี้ไปเดินเล่นในเมืองคงได้วุ่นวาย พวกเขาเลยจับมันไปซ่อนในโดมเลี้ยงสัตว์ขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่ในทางเหนือติดกับกำแพงเมือง

    ส่วนเมืองนี้ถูกเรียกว่า [เมืองแห่งการเริ่มต้น คริสตัลซิตี้] เป็นเมืองที่คนทั้งห้าเผ่าร่วมมือกันสร้างขึ้นมา

    ข้าแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้พวกเขาจะสร้างเมืองแบบนี้ขึ้นมาได้

    รู้สึกเสียใจมากที่ตัวเองถูกแครอทลักพาตัวไปจนไม่อาจเห็นการเติบโตของเมืองนี้ด้วยตาของตัวเอง

    แต่ยังไม่ทันจะได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดีพอ ตัวข้ากับแครอทก็ถูกจับมาเข้าในอาคารที่เรียกว่า [ศาล] เพื่อดำเนินคดีบางอย่าง

    เห็นว่าเผ่าตัวมีปีกถูกสังหารยกเผ่าด้วยฝีมือของเผ่าตัวเขี้ยว และตอนนี้พวกเขากำลังไต่สวนความผิดกันอยู่

    แล้วสถานการณ์ก็เริ่มวุ่นวาย นางฟ้าเอรีส นางฟ้าเปอร์ไซด์ กับนางฟ้าเอสเทอ บุกเข้ามาในศาล ก่อนจะมีเสียงระเบิด แล้วตามมาด้วยความวุ่นวาย

    แล้วข้าก็สบโอกาสที่จะหนีในตอนนั้น



    “บานา~ เจ้าอยู่ไหน~”

    “... จะมัวยืนอยู่ตรงนี้ไม่ได้แล้ว”

    ข้ามิอาจกลับไปหาแม่นางแครอทในตอนนี้ได้

    ข้าไม่ใช่คนโง่ ความรู้สึกของนาง ความรักของนาง และความตั้งใจของนาง ข้าได้รับรู้แล้ว

    ข้ามักมองว่านางเป็นสหายเสมอมา เลยไม่เคยมองว่าเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง

    ข้ารักนาง รักในฐานะสหายคนสำคัญ รักเหมือนกับคนในครอบครัว เป็นพี่น้อง เป็นญาติมิตร

    และเมื่อถูกนางลักพาตัว มอมยา แล้ว *จุบุ* *จุบุ* แล้ว *ตรูด* *ตรูด* ข้าก็ทราบถึงความตั้งใจของนาง รวมไปถึงความรู้สึกของตัวเอง

    ว่าแท้จริงแล้วลึก ๆ แล้วข้าชอบนางที่เป็นแบบนี้เช่นกัน

    สรุปคือติดใจ--- เอ้ยไม่ใช่สิ

    โอเค ยอมก็ได้ เอาเป็นว่าข้ารักนาง แพ้อำนาจนมของนางเข้าไปเต็ม ๆ

    แต่อะไรที่เกินไปมันก็คือเกินไป การถูกมอมยากักขังแบบนั้นมันทำกันเกินไปจริง ๆ

    ดังนั้นตอนนี้ขอหนีไปก่อน แล้วค่อยกลับไปคุยดี ๆ อีกสักรอบในตอนที่นางสงบใจลงมาได้บ้างแล้ว

    “นั่นมัน… อสูรปีกของใครกันหว่า? ”

    ข้ากำลังมองเห็นอสูรปีกวัยรุ่นสองตัวกำลังพ่นไฟโจมตีใส่อะไรบางอย่าง อยู่ตรงมุมหนึ่งของลานกว้างหน้าศาล ท่ามกลางฝูงชนที่วุ่นวายนี้

    “มิล#% &*@ไซด์ เจอ--#$@เอรีส-@! #%-เปอร์ไซด์! @#หรือยัง? ”

    “ปี้~! ”

    “ปิ~! ”

    เนื่องจากเสียงมันดังมาก ข้าเลยฟังใจความนั้นได้ไม่ชัดเจน

    แต่ข้าว่าได้ยินเสียงนั้นกำลังพูดถึงเอรีสกับเปอร์ไซด์อยู่

    “ (เอรีสอย่างงั้นหรือ… ตามไปสบทบพวกนั้นน่าจะดี) ”

    ถ้ากลับไปอยู่กับสหายเผ่าเดียวกันอย่างพวกแคนตาลูปหรือแมงโก เดียวก็ได้เจอกับแครอทอีก

    ดังนั้นตอนนี้หนีไปซ่อนตัวอยู่กับพรรคพวกต่างเผ่าน่าจะปลอดภัยกว่ามาก

    ในตอนนั้นเองที่มีเผ่าตัวจิ๋วสองคนบินผ่านด้านหน้าไป

    พวกตัวจิ๋วเหล่านั้นกำลังถูกสิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาดวิ่งไล่ตาม

    พวกมันสูงสามเมตร หน้าตาบ้องแบ๊วดูโง่เขลา แต่กลับมีดวงตาสีแดงพร้อมกรงเล็บที่น่ากลัว

    “หยุดเดียวนี้! ”

    ข้าวิ่งเข้าไปช่วยเจ้าพวกตัวจิ๋วโดยไม่มีความลังเล

    ส่งหมัดขวาตรงอันรุนแรงไปที่ใบหน้าของเจ้าอสูรยักษ์

    “ฮืม? อะไรเนี่ย!? ”

    หมัดขวาของข้าทะลุใบหน้าของมันจนไปโผล่อีกด้านของศรีษะ

    แต่ทว่ากลับไม่มีเลือดหรืออะไรไหลออกมาจากร่างกายของมัน

    แถมสัมผัสยังเหมือนกับว่าตัวเองกำลังชกใส่ดินอยู่

    “เหวอ! ”

    แล้วมันยังไม่ตาย

    มันใช้กรงเล็บในมือข่วนกลับใส่ข้า

    ข้ารีบใช้มือซ้ายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ วาดเป็นมือดาบฟันแขนของมันก่อนที่กรงเล็บของมันจะได้ทันฟันใส่ข้า

    ต่อให้หนึ่งเดือนนี้ถูกจับมัดมอมยาอย่างเดียว แต่กล้ามเนื้อของข้าก็มิได้ฝ่อลงมาแต่อย่างใด

    ซึ่งนั่นเป็นปกติของพวกเราเผ่ายักษา ที่จะสามารถคงรูปกล้ามเนื้อเอาไว้ได้นานนับปีโดยไม่ต้องออกกำลังกายใด ๆ

    แขนของมันถูกมือดาบของข้าฟันขาดลงมาเป็นสองท่อน

    “ยังไม่ตายอีก! ”

    ข้าใช้ขาถีบใส่มันเต็มแรงจนกระเด็นออกไป

    แขนขาด หัวแยกเป็นสองส่วน แต่เจ้าอสูรตรงหน้ากลับยังไม่ตาย

    ซ้ำร้ายมันยังสามารถดูดเอาพื้นปูนขึ้นมาปะส่วนที่ขาดหายไป จนกลายเป็นร่างเนื้อชดเชยได้อีกด้วย

    “ชิ! ”

    ข้าชกหมัดขวาตรงใส่ไปที่ใบหน้าของมันอีกครั้ง

    แข็ง…

    เนื้อปูนที่มันดูดขึ้นมาเสริมศรีษะของมันนั้น ทำให้ร่างกายของมันเริ่มแข็งแกร่งมากขึ้น

    “หน่อย! ”

    ข้ารีบยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาตั้งการ์ดเพื่อรับกรงเล็บที่กำลังข่วนเข้ามา

    กรงเล็บอันแหลมคมได้เฉือนเนื้อส่วนแขนจนมีเลือดสีดำไหลออกมาเป็นเส้นยาวแปดเส้น

    ตอนนี้ละ!

    ข้าพุ่งเข้าไปในจังหวะที่มันกำลังยกแขนกลับเพื่อเตรียมโจมตีระลอกสอง

    ร่างอันใหญ่โตกว่าสามเมตรของข้าได้กระแทกใส่มันเต็มแรงจนปลิวกระเด็นไปชนกับเก้าอี้เหล็กข้างทาง

    ร่างของมันหักครึ่งท่อนอย่างน่ากลัว

    คราวนี้เจ้าอสูรคงตาย---

    ไม่สิ… มันกำลังคืนสภาพอยู่

    เจ้าอสูรตัวนั้นยังไม่ตาย และกำลังดูดกลืนเก้าอี้เหล็กให้เข้าไปรวมเป็นเนื้อเดียวกับร่างกายของมันอยู่

    จากอสูรผิวน้ำตาล ตอนนี้ได้กลายเป็นอสูรผิวสีดำมันวาวที่มีเนื้อโลหะผสมอยู่ไปแล้ว

    ดูก็รู้ว่าค่อย ๆ แข็งแกร่งมากขึ้น

    นี่มันตัวบ้าอะไรกันเนี่ย?

    ข้าตั้งหมัดขึ้นสูงเพื่อเตรียมต่อสู้อีกครั้ง

    แต่ในตอนนั้นเอง

    “จะฆ่าอสูรพวกนี้ ต้องเล็งที่แกนของมัน ชั้นเจอโดยบังเอิญเมื่อกี้เอง และถ้าไม่ทำแบบนั้น พวกมันจะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการรวมตัว”

    *เปรี๊ยง! *

    เสียงอาวุธคำรามก็ได้ดังขึ้นมา

    ร่างของอสูรตรงหน้าถูกยิงทะลุหน้าอกพร้อมกับที่มีแก้วคริสตัลแตกทะลุออกมา

    แล้วร่างของอสูรก็หยุดนิ่งพร้อมกับล้มลงนอนไปกองอยู่บนพื้น

    มันตายแล้ว

    “ขอบคุณมากอเมริคานา”

    คนที่ช่วยข้าเอาไว้คือยักษาแห่งวารีสมุทร [อเมริคานา] หนึ่งในขุนนางทั้งสิบ บุรุษที่มีผมสีฟ้าตัดสั้น

    เขาใช้อาวุธคำรามในมือยิงใส่อสูรตัวเมื่อกี้

    “ตรงนั้นมีพวกเผ่าตัวจิ๋วอยู่ด้วยหรือ? ”

    ก่อนที่จะหันปลายอาวุธคำรามไปทางเผ่าจิ๋ว แล้วสาดกระสุนสังหารใส่อย่างเลือดเย็น

    เลือดสีใสของเผ่าตัวจิ๋วกระเด็นสาดกระจายไปทั่วพื้นที่

    "นั่นเจ้าทำอะไรนะ! "

    "บานา เจ้ายังใจอ่อนเหมือนเคยนะ เจ้าอาจกำลังตามสถานการณ์ไม่ทันเพราะหายตัวไปนาน แต่ตอนนี้ไว้ใจใครไม่ได้แล้ว ทุกเผ่ากำลังสงครามกัน เจ้าไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้หรือ? "

    เขาชี้ไปที่มุมหนึ่งของลานกว้าง



    ฝูงของอสูรประหลาดที่ข้าต่อสู้เมื่อกี้กำลังมุ่งหน้าตรงไปทางโดมขนาดใหญ่ตรงหน้า

    "แล้วดูตรงนั้น"

    อีกมุมหนึ่งมีเผ่าตัวเขี้ยวพร้อมอาวุธครบมือที่กำลังมุ่งตรงไปทางโดมนั้นเช่นกัน

    "พวกต่างเผ่ามันเปิดสงครามกันแล้ว เพื่อปกป้องเผ่าของเรา ตอนนี้จึงควรพาทุกคนไปรวมตัวกันหน้าโดมเพื่อยึดคริสตัลมาซะ"

    "ยึด? ไม่ใช่ปกป้องหรือ…"

    "ดูบนฟ้าซะบานา เห็นแสงสีรุ้งวิ่งกระจายไปทั่วโดมมั้ย? ถึงไม่รู้ว่าคืออะไร แต่มันฆ่าพวกที่อยู่นอกเมืองไปหมดแล้ว และพวกเราไม่รู้วิธีหยุดสิ่งนั้นด้วย ทางรอดเดียวคือทำลายคริสตัลแล้วขึ้นเป็นผู้ชนะซะ ถ้าเทพเจ้าในวันแรกพูดความจริง พวกเราก็จะรอดไปได้! ไม่คิดหรือว่านี่คือโอกาสเดียวที่เผ่าของเราจะชนะสงครามนี้ได้! "

    " นี่เป็นคำสั่งจากท่านกษัตริย์ดูเรียนหรือ? "

    " ชั้นเห็นมากับตา… ราชาดูเรียนกับนักปราชญ์แอปเปิลโดนระเบิดตายในศาลไปแล้ว ขุนนางมาเรียม พลัม เชอร์รี่ กับ คอร์น ที่เข้าไปร่วมในศาลเองก็ไม่รอด ส่วนคนอื่นยังไม่รู้ชะตากรรม"

    "จะบอกว่าการตัดสินใจนี้คิดเองเออเองของเจ้าสินะ"

    "แล้วมันจะยังมีทางอื่นอีกหรือบานา! "

    เขาพูดเช่นนั้นพร้อมกับหันอาวุธคำรามลั่นกระสุนออกไป

    รังเพลิงขนาดใหญ่ได้ลั่นกระสุนปืนใหญ่พุ่งตรงออกไปใส่ฝูงชนต่างเผ่าที่กำลังวิ่งหนีออกจากลานกว้างใจกลางเมือง

    ระเบิดและควันได้พวยพุ่ง พร้อมกับกวาดเอาดินและพื้นของลานกว้างขึ้นสูง

    "หยุดเดียวนี้! ปลายปืนที่เจ้าหันไปมิใช่ศัตรูหรือนักรบนะ! "

    "เรื่องของแกสิ! ทุกคนของเผ่ายักษาจงฟังชั้น! "

    เขาตะโกนเสียงดังด้วยภาษาของพวกเรา

    "นี่คือคำสั่งจากราชาดูเรียน ขอให้เผ่ายักษาทุกคนจับอาวุธแล้วลุกขึ้นสู้! เพื่อเผ่าของเรา! "

    ด้วยคำพูดโกหกของเขา จึงทำให้เผ่าของข้าบางส่วนเริ่มโจมตีใส่เผ่าอื่นที่อยู่ด้านข้าง

    "นี่เจ้า! "

    "แล้วจะให้ทำยังไง! เผ่าของเรานะจบสิ้นแล้ว! ผู้นำตาย กองทัพอสูรล่มสลาย แถมอาวุธยังก็ด้อยกว่าเผ่าอื่นอย่างเห็นได้ชัด หรือว่าเจ้าจะบอกให้พวกเรานั่งรอคอยความตายเช่นนั้นหรือ! "

    "เรื่องนั้นมัน…"

    "เป้าหมายคือโดมคริสตัล ตามชั้นมา! "

    ว่าแล้วมันก็นำทัพตีฝ่าฝูงชนตรงไปทางอาคารทรงโดม และทิ้งข้าให้อยู่ตรงนี้เพียงคนเดียว

    ข้ายืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว

    หัวสมองนั้นว่างเปล่า

    ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหินเกือบสิบนาที เพราะไม่รู้ว่าควรเดินไปทางไหนต่อไป

    ข้า… สับสนมาก

    "นั่นบานานี่! "

    "ลุงบานา~! "

    "เจ้าตัวผมส้มนี่ดอง"

    และพอรู้สึกตัวอีกที ข้าก็ถูกพบโดยเหล่าสหายต่างเผ่าของข้าในอีกครั้งหนึ่ง

    ถูกพบโดยเหล่านางฟ้าตัวน้อยที่น่ารักในอีกครั้งหนึ่ง



    "เรื่องมันก็เป็นแบบนี้…"

    ข้ากำลังเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้พวกนางฟ้าตัวน้อยฟัง

    พวกเราหามุมปลอดภัยแล้ววิ่งมาหลบอยู่ตรงช่องว่างระหว่างตึกแห่งหนึ่งที่อยู่ติดกับลานกว้าง

    และเนื่องจากระหว่างทางที่วิ่งมา ได้พบคนที่ชื่อแอร์บาส์รกับอสูรปีกวัยรุ่นที่เห็นเมื่อกี้ พวกเราเลยยกโขยงมาหลบตรงนี้พร้อมกัน

    "ข้าควรทำยังไงดี? ข้าไม่รู้เลย และไม่รู้แล้วว่าตอนนี้ควรเดินไปทางไหน"

    ข้าระบายทุกอย่างให้กับพวกเธอฟัง

    "ข้าไม่เข้าใจ"

    “บานา...”

    เอรีสทำท่าจะพูดบางอย่าง แต่นางก็ไม่พูดออกมาในท้ายที่สุด

    หลังจากเงียบมาได้ราวหนึ่งนาที ในที่สุดก็มีคนหนึ่งทำลายความสงบนั้นลง

    "ไม่เห็นจะต้องไปเข้าใจ ฉันเองยังไม่เข้าใจคนในเผ่าตัวเองเลยดอง ดูโกเลมตรงนั้นสิ ใครเป็นคนสั่งให้อาละวาดก็ไม่รู้ แถมยังฆ่าทุกคนที่ขวางแบบไม่เลือกเผ่าด้วย จะใส่คำสั่งใหม่ก็ไม่รับฟังอีกดอง ฉันว่าตอนนี้อย่าคิดให้ปวดหัวเลยดอง"

    "...แล้วพวกเจ้าคิดจะทำอะไรต่อ? "

    "ทำตามใจตัวเองนะดอง"

    "ทำตามใจตัวเอง? แล้วคริสตัล--"

    “ไปไม่ได้นะ! "

    ในตอนนั้นเองที่เปอร์ไซด์พูดแทรกขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก

    "ก็… อย่างที่เห็นดอง แม่นี่ตื่นตระหนกมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วดอง เลยตกลงไปหาทางหยุดความวุ่นวายด้วยวิธีอื่นแทนนะดอง"

    ข้าหันไปมองแม่นกตัวน้อย

    เธอส่ายหัวไปมาอย่างร้อนรน ราวกับจะบอกว่าให้รีบหนีไปจากลานกว้างแห่งนี้ให้เร็วที่สุด

    “แล้วพวกเจ้าคิดจะทำอะไรต่อ? ”

    “ก่อนอื่นคงหาทางจัดการกับเจ้าดาบแห่งพระเจ้านะ”

    “ดาบแห่งพระเจ้า? ”

    “รังสีที่กำลังยิงลงมาจากท้องฟ้าในตอนนี้ยังไงละ”

    เอรีสชี้ขึ้นบนท้องฟ้า

    ลำแสงสีรุ้งที่ปะทะกับบาเรียของเมืองนั้น กำลังส่องประกายแสงสีรุ้งอันน่ากลัวเจิดจ้ามากขึ้น และหากสังเหตุให้ดี ก็จะพบว่ามีควันไอร้อนกำลังพวยพุ่งขึ้นอยู่ตามมุมของเมืองเป็นจำนวนมาก

    “อย่างน้อยถ้าหยุดแสงนั้นได้ ทุกคนก็น่าจะสงบใจและตั้งสติได้นะ”

    ข้า… ควรทำยังไงดี

    จากที่แลกเรื่องราวกับพวกเอรีส เห็นว่าความวุ่นวายที่เห็นอยู่ ณ ปัจจุบัน มันเกิดจากฝีมือของคนที่ชื่อว่าดีอ้อน

    ถ้าหากว่าหยุดอันตรายจากบนฟ้าได้ ทุกคนน่าจะสงบจิตใจลง แล้วหันมาพูดคุยได้อีกครั้ง

    “แต่ถ้าหากว่าความวุ่นวายไม่หยุดลงละ…”

    “ถึงตอนนั้นปล่อยให้เป็นไปตามชะตากรรมดอง พวกเราจะทำตามเป้าหมายเดิม หยุดความวุ่นวาย แล้วหาทางหยุดเงามืดที่ทำลายโลก ต่อให้คริสตัลถูกทำลาย ต่อให้ถูกตราหน้าว่าเป็นเผ่าที่แพ้หรือทรยศ แต่ถ้ามีชีวิตอยู่ต่อไป มันก็น่าจะมีทางออกดอง ฉันไม่เชื่อเรื่อง [แดนสุขาวดี] ที่พวกอวดอ้างว่าเป็นเทพเจ้าพูดให้สัญญาเอาไว้ในวันแรกหรอกนะดอง”

    “นี่พวกเจ้า…”

    “พวกเราแค่ทำตามที่หัวใจปราถนาดอง ฉันตาสว่างตั้งแต่ที่เริ่มสร้างเมืองนี้แล้วดอง อีกอย่าง ฉันเชื่อในสัญชาตญาณของเปอร์ไซด์ดอง ถ้าหากว่ากำลังจะมีเรื่องอันตรายเกิดขึ้นที่โดมคริสตัล พวกเราก็จะไม่ไปที่นั่นกันดอง”

    ข้ารู้สึกทึ่งกับความแน่วแน่ของพวกเขา

    ทำตามที่หัวใจปราถนามากกว่าสิ่งอื่นใด

    ใช่แล้ว ไม่เห็นต้องมานั่งสับสนคิดอะไรมากมาย

    ถึงจะสับสนกับสถานการณ์ ถึงจะกลัวจะเป็นการทรยศต่อเผ่าตัวเอง แต่สิ่งที่ข้าต้องทำ มันก็แค่ทำตามหัวใจเองในสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง มันก็พอแล้ว

    ทำแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว…

    “ขอบคุณมากที่เสียเวลาฟังข้าบ่น งั้นข้าขอตัวก่อน”

    “จะไปที่ไหนหรือบานา? ”

    “เปอร์ไซด์บอกว่าที่โดมคริสตัลกำลังจะเกิดเหตุอันตรายรุนแรงใช่มั้ยละ? ”

    “ใช่ค่ะลุงบานา มันอันตราย หนูไม่รู้ว่าคืออะไร แต่รู้สึกได้ว่ามันอันตรายยิ่งกว่ารังสีจากบนฟ้าอีกค่ะ มันรู้สึกเหมือนกัน… ตอนที่คนของเผ่าหนู… จะถูกลอบวางระเบิด… ในตอนนั้น..”

    ว่ากันว่าสัญชาตญาณของเผ่าตัวปีกนั้นเฉียบคมมาก

    ถ้าหากว่ามีอันตรายกำลังจะเกิดขึ้น แม่นางแครอทที่กำลังตามหาข้าอยู่ในฝูงชนตรงนั้นก็อาจโดนลูกหลงไปด้วย

    ไม่ใช่แค่แครอท แต่ข้าห่วงคนอื่นในเผ่าด้วยเช่นกัน

    มันจริงอย่างที่เอสเทอพูด ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ แต่ถ้าหากมีชีวิตรอด มันย่อมมีหนทางให้พวกเราเดินต่อไปได้

    ชีวิตไม่สิ้นก็จงดิ้นรนต่อไป

    “ข้าจะไปช่วยพวกเขา”

    ดังนั้นจึงต้องมีคนไปหยุดความบ้าคลั่งของพวกเขา หยุดก่อนที่พวกเขาจะพาคนในเผ่าไปตายอย่างไร้ค่า

    ถึงจะยังกลัวที่ต้องกลับไปเผชิญหน้ากับแครอทในตอนนี้ แต่ข้าไม่คิดที่จะปล่อยให้คนสำคัญของข้าต้องตาย รวมไปถึงคนอื่นในเผ่าด้วย

    “ผมไปด้วย”

    ชายเผ่ายักษาน้อยที่ชื่อแอร์บาส์รลุกขึ้นยืนเพื่อเสนอตัวว่าจะมาพร้อมกับข้า

    “แอร์บาส์ร? ”

    “นอกจากเผ่ายักษ์แล้ว ยังมีเผ่าของพวกเรา กับเผ่าอื่น ๆ ที่กำลังโดนลูกหลงจากความวุ่นวายนี้รวมอยู่ด้วย พวกเอรีสกับมิลเลอร์ไปหาทางหยุดดาบแห่งพระเจ้าเถอะ ส่วนผมกับบานาจะไปหาทางหยุดความวุ่นวายที่ลานกว้างนี้เอง”

    “ขอบคุณเจ้ามาก! ”

    ถึงจะไม่ค่อยรู้จักชายที่ชื่อว่าแอร์บาส์รมากเท่าไหร แต่ข้ารู้สึกว่าสามารถฝากหลังเอาไว้กับชายคนนี้ได้

    “งั้นตกลงตามนี้ มาหาทางหยุดความวุ่นวายนี้กันเถอะทุกคน! ดอง~”

    “โอ๊ว! ”

    ในเวลานั้นข้ารู้สึกบางอย่าง

    ว่านี่แหละคืองานของ [ผู้กล้า] ที่ควรทำอย่างแท้จริง

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน