“เหมือนว่าจะร้องแล้วนะ”เซี่ยเจิงพูดขึ้น “นายไม่เห็นไหล่เขาสั่นขึ้นมาเหรอ? ”
“ให้ตายสิ? ” ชวีเสี่ยวปอมองสำรวจอย่างละเอียด“ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ ด้วย! พวกเราพูดอะไรสักหน่อยเถอะ?ถ้าเขาร้องไห้แบบนี้ไปตลอดทาง...”
“ฉันผู้ที่รอแต่ไม่ได้รับความรัก! ! ! ”
ชวีเสี่ยวปอยังพูดไม่ทันจบ จู่ๆ เจียงอี้หยางก็ระเบิดเสียงก้องดังขึ้นมาแม้แต่ซือจวิ้นที่หลับอยู่ในรถมาตลอดก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที
ชวีเสี่ยวปอมีปฏิกิริยาตอบโต้ขึ้นมาอยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งเจียงอี้หยางตะโกนประโยคที่สองขึ้นมา “ได้แต่มองมันลอยผ่านไปตาละห้อย !” ในตอนนั้นเองเขาจึงเข้าใจขึ้นมาแล้วว่าเจียงอี้หยางกำลังร้องเพลงอยู่
“ให้ตายเถอะ” ซือจวิ้นหันศีรษะไปมองเขาทั้งสองคนด้วยความตกตะลึงทั้งยังแฝงไปด้วยอารมณ์ที่ว่า “พวกนายได้ยินเหมือนกันไหม? หูฉันไม่ได้มีปัญหาใช่หรือเปล่า?”
“ให้เขาร้องไปเถอะ” เซี่ยเจิงส่ายหน้าไปมา“ระบายออกมาจะได้รู้สึกดีขึ้นหน่อย”
“คนที่มีความสุขบนโลกใบนี้
มีอยู่ทั่วทุกทีแล้วทำไมถึงไม่รวมฉันเข้าไปด้วยอีกสักคน
ฉันต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวเพียงเพราะรัก
และเคยลิ้มลองความเจ็บปวดเพราะรักมามากพอแล้ว
คนที่ผิดหวังในความรัก
มีอยู่ถมไปและฉันก็เป็นหนึ่งคนในนั้น
ความรักถ้ายิ่งผิดพลาดก็ต้องยิ่งกล้าหาญ
ความรักต้องยืนหยัดและมั่นคง
คนโสดทุกคนโปรดจงรับรู้และเข้าใจเอาไว้
อยากจะรักต้องอย่างกลัวที่จะเจ็บปวด !”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาร้องไห้ด้วยหรือเปล่าเจียงอี้หยางที่แผดเสียงร้องเพลงนี้ขึ้นมาจนจบล้วนไม่มีสักประโยคเลยที่ตรงคีย์ทั้งในระหว่างร้องยังมีเสียงสะอื้นไห้อย่างควบคุมไม่ได้ผสมปนเข้ามาด้วยเล็กน้อยซือจวิ้นอยากจะส่งทิชชูไปให้เขาอยู่หลายครั้งแต่ก็ล้วนถูกเจียงอี้หยางตะโกนใส่กลับมาทุกครั้งหลังจากรถแล่นออกมาได้ครึ่งชั่วโมง และแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องลงจากรถเจียงอี้หยางเองก็สงบลงได้ในที่สุด
“โอ้โห” ชวีเสี่ยวปอขยับเข้าไปใกล้เพื่อมองดูดวงตาที่บวมเปล่งและจมูกอันแดงก่ำของเจียงอี้หยาง“ทำไมนายถึงร้องไห้จนเป็นแบบนี้เลยเนี่ย”
“ตอนนี้ฉันไม่ได้เป็นไรแล้ว !”เจียงอี้หยางกระทืบเท้าอย่างแรง พร้อมทั้งโบกมือไปมายกใหญ่“ฉันก้าวผ่านสมรภูมิของการอกหักมาได้สำเร็จแล้ว! ฉันเป็นทหารกล้า! เป็นนักรบผู้เก่งกล้า! เป็นคนที่สามารถตีตัวออกหากจากความสนุกสนานชั้นต่ำนี้ได้แล้ว! ”
“......” ชวีเสี่ยวปอมองเขาอย่างหมดคำพูด แล้วจึงทำปากพูดขึ้นมาว่า“ทำยังไงดี สมองของเขาน่าจะได้รับการกระทบกระเทือนเข้าแล้ว”
เซี่ยเจิงดึงกระเป๋าเป้ออกมาจากช่องเก็บของท้ายรถแล้วจึงยื่นกระดาษทิชชูส่งไปให้ “เช็ดหน้าเช็ดตาหน่อย”
“พวกนายดีที่สุดเลย !”แต่ทันใดนั้นเจียงอี้หยางกลับกางแขนออกไปกอดชวีเสี่ยวปอและเซี่ยเจิงเอาไว้เขาสองคนหลบไม่ทัน จึงทำให้หน้าผากของพวกเขาชนเข้าด้วยกัน จากนั้นเจียงอี้หยางจึงพูดขึ้นชัดถ้อยชัดคำและใส่อารมณ์เป็นอย่างมากว่า : “ความรักคืออะไรที่เพ้อเจ้อบ้าบอที่สุด !”
ชวีเสี่ยวปอลูบหน้าผาก พลางกัดฟันพูดขึ้นอย่างร้อนตัวว่า : “ที่จริงไม่ต้องพูดถึงขนาดนี้ก็ได้...”เพราะถึงยังไงความรักของเขาและเซี่ยเจิงก็หวานชื่นมากเลยทีเดียว
“นาย !” เจียงอี้หยางจ้องเขาตาเขม็ง“นายมันเป็นคนทรยศ !”
“โอเคๆ เพ้อเจ้อบ้าบอก็ได้! นายว่าเพ้อเจ้อบ้าบอก็คือเพ้อเจ้อบ้าบอ”เซี่ยเจิงดึงชวีเสี่ยวปอเอาไว้เพื่อสื่อว่าตอนนี้อย่าไปเถียงกับเขาในเรื่องที่ไร้สาระเช่นนี้เลยแล้วจึงชี้ไปยังด้านข้าง “ไปจัดของดีกว่าไหม แบ่งน้ำที่อยู่ในกระเป๋าใหญ่นั่นออกมายังจะไปปีนเขากันอยู่ไหมเนี่ย”
ชวีเสี่ยวปอมองตามไปยังทางที่นิ้วมือของเซี่ยเจิงชี้ไป ที่พูดว่าปีนเขาความจริงแล้วภูเขาลูกนี้ไม่ได้ถือว่าสูงสักเท่าไหร่แต่ชวีเสี่ยวปอกลับไม่คาดคิดว่าจะถึงช่วงเวลานี้เป็นที่เรียบร้อยแล้วใบเมเปิลบนภูเขาเป็นสีแดงประกายไปทั่วทุกพื้นที่ มองจากไกลๆเช่นนี้ราวกับเป็นมวลเมฆที่ตกกระทบกับแสงดวงอาทิตย์จนเรืองรองงดงาม ทั้งยังเรียงรายขึ้นไปเป็นชั้นสูงตระการตา
ในที่สุดอารณ์ของเจียงอี้หยางก็กลับมาเป็นปกติแล้ว เด็กหนุ่มเหล่านี้แบกกระเป๋าใหญ่ไปคนละใบซึ่งด้านในบรรจุน้ำและอาหารเอาไว้ นอกจากพวกเขาแล้ว เส้นทางเล็กๆที่เอาไว้เดินขึ้นภูเขานี้ก็ล้วนมีแต่คนสูงอายุ เมื่อเห็นท่าทางแบกกระเป๋าใบใหญ่ของพวกเขาที่ดูไม่ได้ใช้แรงเท่าไหร่นักจึงอดไม่ได้ที่จะตะโกนขึ้นมาว่า : “วัยรุ่นนี่ดีจริงๆเลยนะ”
“ฉันลืมไปแล้วนะเนี่ยว่ามาปีนเขาครั้งล่าสุดเมื่อไหร่”ชวีเสี่ยวปอเดินขนาบข้างเซี่ยเจิง อีกทั้งยังมักจะหันหลังไปดูว่าพวกเขาเดินมาไกลแค่ไหนแล้วอยู่บ่อยๆทางเดินบนภูเขาไม่ได้ขรุขระ บวกกับมีเจียงอี้หยางนำทางอยู่ด้านหน้าชวีเสี่ยวปอจึงไม่ได้รู้สึกลำบากสักเท่าไหร่ทว่าเขาก็ยังจับแขนของเซี่ยเจิงเอาไว้อย่างกล้าหาญและเปิดเผยมาก
ต่อให้คนอื่นเห็นเข้า เขาก็สามารถพูดได้ว่า “ฉันเหนื่อยแล้ว ฉันจะให้เซี่ยเจิงช่วยดึงขึ้นไป”
“แล้วนายล่ะ? ” ชวีเสี่ยวปอถามขึ้นมา
เซี่ยเจิงขยับกระเป๋าเป้ขึ้นมาเล็กน้อย นึกดูอย่างละเอียด แล้วจึงพูดว่า : “นายอยากฟังจริงๆ เหรอ”
“อ๋า” ชวีเสี่ยวปอเหมือนว่าจะเข้าใจอะไรขึ้นมานิดนึงแล้ว
“น่าจะเป็นตอนเด็กที่ออกมาเที่ยวด้วยกัน”เซี่ยเจิงจ้องมองบันไดหินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา “ไม่ได้มีความทรงจำที่น่าประทับใจสักเท่าไหร่เซี่ยรุ่ยเซินพาพวกเรามาปีนภูเขาไท่ซาน”
“ยังเคยไปเที่ยวด้วยกันด้วยเหรอ? ” ชวีเสี่ยวปอไม่อาจจินตนาการออกมาได้เลยเซี่ยรุ่ยเซินพาเซี่ยเจิงมาปีนเขา? เขาจะไม่โยนเซี่ยเจิงลงจากภูเขาไปหรอกเหรอ?
“ตอนนั้นแม่ฉันกับเขาน่าจะยังดีกันอยู่เลย” เซี่ยเจิงเอ่ยขึ้นพลางยิ้มออกมา“การแต่งงานกันมันไม่ได้แย่ตั้งแต่เริ่มต้นนี่ จริงไหม”
“ประโยคนี้มันเป็นปรัชญาชัดๆ ” ชวีเสี่ยวปอทำเสียงจิ๊ปาก
“เมื่อก่อนฉันยังมีรูปครอบครัวด้วยนะเป็นรูปที่ระลึกที่ถ่ายบนยอดเขาอะไรทำนองนั้น” เซี่ยเจิงเล่าต่อ“เหมือนว่าฉันจะใส่กางเกงเปิดเป้า [1] อยู่ด้วย...”
“ให้ตายเถอะ? ตอนนี้ไม่มีรูปนั้นแล้วใช่ไหม? ”ชวีเสี่ยวปอรู้สึกเสียดายขึ้นมาชั่วขณะเมื่อนึกถึงเซี่ยเจิงตัวน้อยที่ใส่กางเกงเปิดเป้าปีนภูเขาอย่างสนุกสนานเขาตั้งตารอดูภาพนั้นมากเลยทีเดียว
“ไม่มีแล้ว” เซี่ยเจิงมองเขา แล้วทันใดนั้นก็ลดเสียงให้เบาลง“ทำเป็นไม่เคยเห็นไปได้? ยังจะมาอยากดูกางเกงเปิดเป้าอีก?”
บ้า...เอ๊ย !
ชวีเสี่ยวปอมองไปยังด้านหน้าด้วยความตื่นตระหนกแต่โชคดีที่ซือจวิ้นและเจียงอี้หยางอยู่ห่างจากพวกเขาทั้งคู่ไปอย่างน้อยประมาณห้าหกขั้นบันไดได้จึงไม่ได้ยินว่าพวกเขาพูดอะไรกัน
เซี่ยเจิงที่มักจะพูดเรื่องสิบแปดบวกเช่นนี้ขึ้นมาบ่อยๆดูท่าแล้วเขาคงจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวอยู่อีกพักใหญ่เลยละ
“เฮ้ !” ซือจวิ้นหันหลังมาตะโกนเรียก“ข้างหน้ามีศาลาเล็กๆ อยู่ เดี๋ยวพวกเราพักสักแป๊บนะ !”
ภูเขาลูกนี้ดูเหมือนจะไม่สูง แต่เมื่อปีนขึ้นมาจริงๆแล้วกลับรู้สึกเหนื่อยอยู่ไม่น้อยเลยชวีเสี่ยวปอหอบหายใจพลางโยนกระเป๋าเป้ลงมาไว้ข้างๆ เท้าจากนั้นจึงนั่งลงไปบนม้าหินที่วางไว้อยู่ในศาลา พร้อมทั้งกระดกน้ำเข้าปากไปหลายอึก
“อีกไกลไหมเนี่ยกว่าจะถึงยอดเขา? ” ซือจวิ้นฉีกซองช็อกโกแลตออกมาแบ่งให้พวกเขาแล้วตัวเองจึงค่อยกัดลงไปคำใหญ่ “เหนื่อยกว่าตอนซ้อมอีกนะเนี่ย”
“ใกล้แล้วละ” เจียงอี้หยางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา“ตอนนี้พวกเราอยู่ประมาณครึ่งทางได้ ขึ้นไปอีกหน่อยก็จะมีวัดเล็กๆ ด้วย”
“วัด? ”
ชวีเสี่ยวปอและเซี่ยเจิงพูดออกมาพร้อมกัน
“อืม” เจียงอี้หยางปัดบนหน้าจอมือถือไปมา“ดูเหมือนจะเอาไว้...ขอพรเรื่องความรัก ให้ตายเถอะ !”
“ใจเย็น !” ซือจวิ้นยืนห่างออกไปราวกับกลัวว่าเจียงอี้หยางจะวู่วามขว้างโทรศัพท์ออกไปด้วยความโมโห “นายรู้ได้ยังว่าเอาไว้ขอเรื่องความรัก?”
“วัดก็มีไว้ขอพรเรื่องความรักไม่ใช่หรือไง !”เจียงอี้หยางยัดโทรศัทพ์เข้ากระเป๋าไปด้วยความโมโห แล้วจึงตะโกนขึ้นมาว่า“ยังไงฉันก็ไม่ไป พวกนายจะไปก็ไปกันเลย !”
“อาจจะไม่ได้เอาไว้ขอเรื่องความรักก็ได้นะ” ชวีเสี่ยวปอมองขึ้นไปด้านบนดูเหมือนว่าจะมีศาลเจ้าอยู่จริงๆ มองไกลออกไปก็จะสามารถเห็นกำแพงสีแดงที่ซ้อนตัวอยู่ในป่าได้อย่างรางๆ“ขอให้ราบรื่นปลอดภัยก็มีเยอะแยะไป”
“ยังไงซะฉันก็ไม่ไป” เจียงอี้หยางเอ่ยขึ้นอย่างดื้อรั้น
“ได้ งั้นฉันอยู่เป็นเพื่อนก็แล้วกัน” ซือจวิ้นเดินไปตบบ่าของเจียงอี้หยางจากนั้นจึงนั่งลงข้างๆ ชวีเสี่ยวปอ แล้วกระซิบไปว่า : “ถ้าขอเรื่องความรักจริง นายสองคนไปก็เหมาะมากเลยไม่ใช่หรือไง”
.............................
เชิงอรรถ
[1] กางเกงเปิดเป้าเป็นกางเกงสำหรับเด็กเล็ก คนจีนนิยมใส่ให้เด็กเพื่อให้สะดวกในการทำธุระส่วนตัว