“มอ...”
เสียงคำรามยาวดังก้องอีกครั้งสั่นสะเทือนไปทั่วชั้นบรรยากาศแม้แต่ม่านหมอกที่แผ่คลุมเทือกเขาทั้งลูกยังหยุดชะงักไปชั่วขณะ
ยามนี้ ภายในม่านหมอกที่เห็นทุกสิ่งปรากฏโครงร่างที่เลือนรางร่างหนึ่ง
ขนาดของมันไม่ได้ใหญ่โตนัก
หากเทียบกับเสือขาวที่สูงสามสี่เมตรหรือจระเข้จักรพรรดิที่ยาวกว่าสี่สิบเมตรเงาร่างเบื้องหน้าสูงเพียงสองเมตรเศษเท่านั้น
ทว่าสิ่งที่ดูโดดเด่นคือเขาที่โค้งมนดุจจันทร์เสี้ยวซึ่งต่อให้ม่านหมอกจะบดบังเพียงใด ก็มิอาจซ่อนความคมเข้มของมันได้
มันมีสีดำขลับเจือครามจนดูโปร่งแสง
เพียงแค่มองแวบเดียวให้ความรู้สึกเหมือนมีคมดาบซ่อนอยู่ในหมอก ทิ่มแทงจนนัยน์ตารู้สึกเจ็บปวด
“เขาคู่นั้นดูจะสง่างามและน่าเกรงขามขึ้นกว่าเดิมนะ”
เสียงของอวี๋จื่ออวี๋ดังสะท้อนผ่านม่านหมอกด้วยถ้อยคำชื่นชม
ทว่าในวินาทีถัดมา
เสียง “ตูม!”ดังสนั่น ขาหน้าทั้งสองข้างพลันทรุดลงหมอบกับพื้นราวกับคุกเข่าเงาร่างที่เลือนรางในหมอกน้อมกายลงสู่พื้น
“คารวะท่านเทพต้นไม้”
สิ้นเสียงรอยแยกสองสายพลันแผ่กระจายออกจากจุดที่มันหมอบอยู่ประหนึ่งว่าผืนปฐพีมิอาจรองรับพลังที่แผ่ออกมาจากตัวมันได้
“ลุกขึ้นเถอะ”
อวี๋จื่ออวี๋แย้มยิ้มพลางสะบัดกิ่งก้านเพื่อสลายม่านหมอกที่ปกคลุมหุบเขาเป่ยอวี่ให้มลายหายไป
ชั่วอึดใจท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความฉงนของสัตว์ร้าย รวมถึงเหลิ่งเฟิง เชียนฉินและคนอื่นๆ
เจ้ากระทิงสีดำมีร่างกายกำยำล่ำสันยิ่งนักปรากฏแก่สายตาของทุกคน
มันมีขนสีดำเงางามราวไหมสีดำชั้นดีกีบเท้าทั้งสี่ดูแข็งแรงราวกับเสาค้ำยันร่างกายขนาดยักษ์
ทว่าสิ่งที่สร้างความตกตะลึงที่สุด คือหางที่ด้านหลังของมันซึ่งมีลักษณะราวกับแส้เหล็กเพียงแค่ขยับเพียงนิดก็เกิดเสียงฉีกกระชากอากาศอย่างรุนแรง
“พี่รอง... ทะลวงระดับได้แล้วเหรอขอรับ?”
มดทองคำเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือด้วยความตกใจ
เจ้ากระทิงกวาดสายตามองไปรอบๆอย่างเชื่องช้า
ในที่สุดสายตาที่แฝงไว้ด้วยอำนาจก็หยุดอยู่ที่มดทองคำ
“ทะลวงระดับสำเร็จแล้ว”
มันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นยืนอย่างสง่าผ่าเผย
ในเวลาเดียวกันกลิ่นอายพลังที่หนาแน่นมหาศาลก็แผ่ซ่านออกมาในพริบตา
หนัก...
มันหนักหน่วงจนน่าเหลือเชื่อ
ประหนึ่งว่ามวลอากาศกำลังจะถูกบดอัดจนหายใจไม่ออก
ก่อนหน้าที่มันจะก้าวออกมาจากหมอกสัมผัสแห่งพลังยังไม่ชัดแจ้งเพียงนี้
ทว่ายามนี้เมื่อมองดูปีศาจกระทิงทมิฬที่เหยียบยืนบนผืนดินและกำลังจะกู่ร้องสู่ดวงตะวันทุกคนถึงได้ประจักษ์ว่าแรงกดดันที่มันแผ่ออกมานั้นอยู่ในระดับที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด
เชียนฉินถึงกับใบหน้าซีดเผือดเธอใช้มือกดหน้าอกแน่นเพราะรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบหายไป
เหลิ่งเฟิงเองก็กระชับกริชในมือแน่นม่านตาหดเล็กลงจนเป็นจุดด้วยความตื่นตัวระดับสูงสุด
ส่วนสัตว์ป่าตนอื่นอย่างเสือขาวหรือมดทองคำพวกมันมีสภาพไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก
เสือขาวรีบหมอบกายลงกับพื้นพลางส่งสายตาที่ระแวดระวังอย่างถึงที่สุด
มดทองคำเองก็ต้องใช้สี่ขาไขว้กันเพื่อพยายามต้านทานแรงกดดันบางอย่างไว้
“ปีศาจกระทิงตนนี้.....”
อวี๋จื่ออวี๋จ้องมองปีศาจกระทิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความทึ่ง
เขาคาดไม่ถึงว่าปีศาจกระทิงจะตื่นรู้ความสามารถที่น่าหวาดหวั่นเช่นนี้
[ขอบเขตแรงโน้มถ่วง -อาศัยอำนาจในการควบคุมผืนดินเพื่อแทรกแซงแรงโน้มถ่วงในพื้นที่โดยรอบอย่างรุนแรงและเมื่อมีการสิ้นเปลืองพลังวิญญาณเพิ่มขึ้นแรงโน้มถ่วงในเขตแดนก็จะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง...]
นี่คือหนึ่งในความสามารถที่น่าหวาดหวั่นที่สุดอย่างหนึ่ง
แรงโน้มถ่วงย่อมเป็นหนึ่งในขุมพลังที่ทรงอำนาจที่สุดในโลกเสมอมา
แม้ว่ายามนี้ความสามารถของมันจะเป็นเพียงการเพิ่มแรงโน้มถ่วงในระดับพื้นฐานแต่หากใช้ได้อย่างช่ำชอง มันจะสร้างผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
และที่น่ากลัวกว่านั้นคือเมื่อระดับพลังเพิ่มสูงขึ้นใครจะการันตีได้ว่ามันจะไม่สามารถควบคุมแรงโน้มถ่วงได้อย่างสมบูรณ์แบบในอนาคต
แต่นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
พลังแห่งแรงโน้มถ่วงยังสามารถใช้ขัดเกลาร่างเนื้อได้เป็นอย่างดีหากปีศาจกระทิงอาศัยอยู่ในขอบเขตแรงโน้มถ่วงที่ผิดปกติเช่นนี้เป็นเวลานานร่างกายของมันย่อมจะแข็งแกร่งขึ้นอีกมหาศาล
ไม่ใช่เพียงกล้ามเนื้อภายนอกแต่มันยังรวมถึงอวัยวะภายในทุกส่วน นี่คือการขัดเกลาในทุกมิติอย่างแท้จริง
เมื่อนึกถึงจุดนี้ อวี๋จื่ออวี๋จึงเอ่ยปากชม
“ปีศาจกระทิงความสามารถใหม่ที่เจ้าได้รับมานี้ นับว่ายอดเยี่ยมยิ่งนัก”
“มอ...”
เมื่อได้รับคำชมจากนายท่านปีศาจกระทิงก็ส่งเสียงคำรามยาวด้วยความภาคภูมิใจ
มันสลายขอบเขตแรงโน้มถ่วงลงก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไว้ด้วยความกังวลเล็กน้อย
“นายท่านความสามารถนี้ในยามนี้ของข้าครอบคลุมรัศมีเพียงหนึ่งร้อยเมตรเท่านั้นและโดยปกติข้าเพิ่มแรงโน้มถ่วงได้เพียงสี่ถึงห้าเท่าขอรับ”
“สี่ถึงห้าเท่ารึ?”
อวี๋จื่ออวี๋เดาะลิ้นเบาๆเขาเห็นท่าทีผิดหวังของมันแล้วก็ได้แต่หัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู
“ปีศาจกระทิงในเมื่อเจ้ารู้ว่าพลังของตนเกี่ยวข้องกับแรงโน้มถ่วงเจ้าตระหนักบ้างหรือไม่ว่ารัศมีหนึ่งร้อยเมตรและพลังสี่ห้าเท่านั้นหมายถึงสิ่งใด?”
“นี่คือ...?”
ปีศาจกระทิงมีสีหน้าที่มึนงงและไม่เข้าใจในสิ่งที่นายท่านสื่อ
ทันใดนั้นเสียงของอวี๋จื่ออวี๋ก็ดังขึ้นในใจของมันอย่างหนักแน่น
“แรงโน้มถ่วง...แม้ข้าจะไม่ได้เข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง แต่มันคือหนึ่งในพลังระดับสูงสุดของโลกใบนี้ทรงอำนาจยิ่งกว่าพลังธาตุทั่วไปหลายเท่าตัวนัก”
“และในยามนี้เจ้าได้กุมกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูสู่โลกแห่ง ‘แรงโน้มถ่วง’แล้ว ความแข็งแกร่งในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่สิ่งที่สำคัญคือการพัฒนาของเจ้าในวันหน้า”
อวี๋จื่ออวี๋จ้องมองปีศาจกระทิงอย่างลึกซึ้งก่อนจะเอ่ยเสริม
“อีกอย่างเจ้าคิดว่าแรงโน้มถ่วงสี่ห้าเท่ามันอ่อนแอจริงรึ?”
“เอ่อ...?”
ปีศาจกระทิงชะงักไปมันยังคงมีความสับสนอยู่มาก
แรงโน้มถ่วงสี่ห้าเท่า... มันอ่อนแอจริงหรือ?
มันไม่สามารถเข้าใจได้เลย
ความจริงแล้วหากท่านเทพต้นไม้ไม่ได้เอ่ยถึงคำว่า ‘แรงโน้มถ่วง’มันคงไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนใช้อยู่เรียกว่าอะไรด้วยซ้ำ
มันเพียงแค่รับรู้ว่าพลังนี้ส่งผลต่อทุกสรรพชีวิตบนโลกนี้อยู่ตลอดเวลา
ส่วนเรื่องทางทฤษฎีอื่นนั้นมันไม่รับรู้เลยสักนิด
เมื่อเห็นท่าทีงงงวยของมันอวี๋จื่ออวี๋ก็เบนสายตาไปที่เจ้าหัวราบซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนัก
เจ้าหมอนั่นมีนิสัยใจร้อนและบุ่มบ่ามอยู่เสมอ
ประกายสายฟ้าที่ปะทุขึ้นบนขนสีขาวเป็นระยะบ่งบอกได้ดีว่ามันกำลังตื่นเต้นสุดขีด
“เจ้าหัวราบเจ้าไปช่วยทดสอบความสามารถใหม่ของปีศาจกระทิงดูหน่อยสิ”
เมื่อได้ยินคำสั่งเจ้าหัวราบก็ดีใจจนเนื้อเต้น มันพยักหน้ารับทันที
โดยไม่ต้องรอให้ปีศาจกระทิงตั้งตัวมันเริ่มลับกรงเล็บและฟันพลางแยกเขี้ยวด้วยความคึกคะนอง
หลังจากเตรียมพร้อมได้ครู่หนึ่ง
เจ้าหัวราบหรี่ตาลงทั่วทั้งร่างอาบไปด้วยประกายสายฟ้าสีเงินเจิดจ้า
จากการฝึกฝนที่ผ่านมามันสามารถควบคุมพลังสายฟ้าได้ดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น
มันใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นร่างกายเพื่อเพิ่มความเร็วและการตอบสนองอย่างสุดกำลังเพื่อหวังจะแสดงท่า ‘เคลื่อนย้ายพริบตา’ ที่แท้จริงออกมา
“เปรี๊ยะ!”
สายฟ้าสีเงินวูบหายไปในอากาศเจ้าหัวราบพุ่งตัวเข้าใส่ปีศาจกระทิงที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าทันที
ในยามนั้นปีศาจกระทิงนึกถึงคำกล่าวของนายท่านขึ้นมาได้ ใจของมันพลันเต้นรัว
“แรงโน้มถ่วงรึ...”
มันพึมพำในใจพลางกระตุ้นพลังวิญญาณตามสัญชาตญาณออกมาทันที
ชั่วพริบตา…
เสียง “ตูม!”ดังสนั่น มวลอากาศหนักอึ้งขึ้นฉับพลัน
ละอองฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศถูกกดให้พุ่งลงสู่พื้นดินในทันควัน
ทันใดนั้นเสียงร้องแหลมที่แฝงไว้ด้วยความตื่นตระหนกก็ดังสะท้อนขึ้นมา
ทุกคนต่างต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นว่าเจ้าหัวราบเสียสมดุลไปโดยสิ้นเชิง
เสียง “ตูม!”ดังสนั่นขึ้นอีกครั้งเมื่อร่างของมันพุ่งเข้าชนโขดหินยักษ์ข้างกายปีศาจกระทิงอย่างแรง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน?”
ปีศาจกระทิงเบิกตากว้างจ้องมองเจ้าหัวราบที่จู่ๆ ก็ล้มคว่ำไปด้วยความมึนงง
“แรงโน้มถ่วงคือการกดดันในทุกมิติต่อให้ร่างกายบางส่วนจะต้านทานไหวแต่กระดูกสันหลังที่เปราะบางย่อมมิอาจทนได้เสมอไปและสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงของแรงโน้มถ่วงที่กะทันหันซึ่งสัตว์ร้ายเกือบร้อยละเก้าสิบเก้าไม่ทางจะปรับตัวได้ทัน”
“เจ้าต้องเข้าใจว่าการต่อสู้ของผู้แข็งแกร่งตัดสินกันเพียงชั่วพริบตาขอเพียงเจ้าคว้าโอกาสจากช่องโหว่นี้ไว้ได้เขาเสี้ยวจันทร์ที่ได้รับการเสริมแกร่งของเจ้าจะกลายเป็นคมดาบที่ฉีกกระชากศัตรูให้เป็นชิ้นๆ ได้โดยง่าย”