Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 5 บทที่ 149 ขอบเขตแรงโน้มถ่วง

            “มอ...”

            เสียงคำรามยาวดังก้องอีกครั้งสั่นสะเทือนไปทั่วชั้นบรรยากาศแม้แต่ม่านหมอกที่แผ่คลุมเทือกเขาทั้งลูกยังหยุดชะงักไปชั่วขณะ

            ยามนี้ ภายในม่านหมอกที่เห็นทุกสิ่งปรากฏโครงร่างที่เลือนรางร่างหนึ่ง

            ขนาดของมันไม่ได้ใหญ่โตนัก

            หากเทียบกับเสือขาวที่สูงสามสี่เมตรหรือจระเข้จักรพรรดิที่ยาวกว่าสี่สิบเมตรเงาร่างเบื้องหน้าสูงเพียงสองเมตรเศษเท่านั้น

            ทว่าสิ่งที่ดูโดดเด่นคือเขาที่โค้งมนดุจจันทร์เสี้ยวซึ่งต่อให้ม่านหมอกจะบดบังเพียงใด ก็มิอาจซ่อนความคมเข้มของมันได้

            มันมีสีดำขลับเจือครามจนดูโปร่งแสง

            เพียงแค่มองแวบเดียวให้ความรู้สึกเหมือนมีคมดาบซ่อนอยู่ในหมอก ทิ่มแทงจนนัยน์ตารู้สึกเจ็บปวด

            “เขาคู่นั้นดูจะสง่างามและน่าเกรงขามขึ้นกว่าเดิมนะ”

            เสียงของอวี๋จื่ออวี๋ดังสะท้อนผ่านม่านหมอกด้วยถ้อยคำชื่นชม

            ทว่าในวินาทีถัดมา

            เสียง “ตูม!”ดังสนั่น ขาหน้าทั้งสองข้างพลันทรุดลงหมอบกับพื้นราวกับคุกเข่าเงาร่างที่เลือนรางในหมอกน้อมกายลงสู่พื้น

            “คารวะท่านเทพต้นไม้”

            สิ้นเสียงรอยแยกสองสายพลันแผ่กระจายออกจากจุดที่มันหมอบอยู่ประหนึ่งว่าผืนปฐพีมิอาจรองรับพลังที่แผ่ออกมาจากตัวมันได้

            “ลุกขึ้นเถอะ”

            อวี๋จื่ออวี๋แย้มยิ้มพลางสะบัดกิ่งก้านเพื่อสลายม่านหมอกที่ปกคลุมหุบเขาเป่ยอวี่ให้มลายหายไป

            ชั่วอึดใจท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความฉงนของสัตว์ร้าย รวมถึงเหลิ่งเฟิง เชียนฉินและคนอื่นๆ

            เจ้ากระทิงสีดำมีร่างกายกำยำล่ำสันยิ่งนักปรากฏแก่สายตาของทุกคน

            มันมีขนสีดำเงางามราวไหมสีดำชั้นดีกีบเท้าทั้งสี่ดูแข็งแรงราวกับเสาค้ำยันร่างกายขนาดยักษ์

            ทว่าสิ่งที่สร้างความตกตะลึงที่สุด คือหางที่ด้านหลังของมันซึ่งมีลักษณะราวกับแส้เหล็กเพียงแค่ขยับเพียงนิดก็เกิดเสียงฉีกกระชากอากาศอย่างรุนแรง

            “พี่รอง... ทะลวงระดับได้แล้วเหรอขอรับ?”

            มดทองคำเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือด้วยความตกใจ

            เจ้ากระทิงกวาดสายตามองไปรอบๆอย่างเชื่องช้า

            ในที่สุดสายตาที่แฝงไว้ด้วยอำนาจก็หยุดอยู่ที่มดทองคำ

            “ทะลวงระดับสำเร็จแล้ว”

            มันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นยืนอย่างสง่าผ่าเผย

            ในเวลาเดียวกันกลิ่นอายพลังที่หนาแน่นมหาศาลก็แผ่ซ่านออกมาในพริบตา

            หนัก...

            มันหนักหน่วงจนน่าเหลือเชื่อ

            ประหนึ่งว่ามวลอากาศกำลังจะถูกบดอัดจนหายใจไม่ออก

            ก่อนหน้าที่มันจะก้าวออกมาจากหมอกสัมผัสแห่งพลังยังไม่ชัดแจ้งเพียงนี้

            ทว่ายามนี้เมื่อมองดูปีศาจกระทิงทมิฬที่เหยียบยืนบนผืนดินและกำลังจะกู่ร้องสู่ดวงตะวันทุกคนถึงได้ประจักษ์ว่าแรงกดดันที่มันแผ่ออกมานั้นอยู่ในระดับที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด

            เชียนฉินถึงกับใบหน้าซีดเผือดเธอใช้มือกดหน้าอกแน่นเพราะรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบหายไป

            เหลิ่งเฟิงเองก็กระชับกริชในมือแน่นม่านตาหดเล็กลงจนเป็นจุดด้วยความตื่นตัวระดับสูงสุด

            ส่วนสัตว์ป่าตนอื่นอย่างเสือขาวหรือมดทองคำพวกมันมีสภาพไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก

            เสือขาวรีบหมอบกายลงกับพื้นพลางส่งสายตาที่ระแวดระวังอย่างถึงที่สุด

            มดทองคำเองก็ต้องใช้สี่ขาไขว้กันเพื่อพยายามต้านทานแรงกดดันบางอย่างไว้

            “ปีศาจกระทิงตนนี้.....”

            อวี๋จื่ออวี๋จ้องมองปีศาจกระทิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความทึ่ง

            เขาคาดไม่ถึงว่าปีศาจกระทิงจะตื่นรู้ความสามารถที่น่าหวาดหวั่นเช่นนี้

             [ขอบเขตแรงโน้มถ่วง -อาศัยอำนาจในการควบคุมผืนดินเพื่อแทรกแซงแรงโน้มถ่วงในพื้นที่โดยรอบอย่างรุนแรงและเมื่อมีการสิ้นเปลืองพลังวิญญาณเพิ่มขึ้นแรงโน้มถ่วงในเขตแดนก็จะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง...]

            นี่คือหนึ่งในความสามารถที่น่าหวาดหวั่นที่สุดอย่างหนึ่ง

            แรงโน้มถ่วงย่อมเป็นหนึ่งในขุมพลังที่ทรงอำนาจที่สุดในโลกเสมอมา

            แม้ว่ายามนี้ความสามารถของมันจะเป็นเพียงการเพิ่มแรงโน้มถ่วงในระดับพื้นฐานแต่หากใช้ได้อย่างช่ำชอง มันจะสร้างผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

            และที่น่ากลัวกว่านั้นคือเมื่อระดับพลังเพิ่มสูงขึ้นใครจะการันตีได้ว่ามันจะไม่สามารถควบคุมแรงโน้มถ่วงได้อย่างสมบูรณ์แบบในอนาคต

            แต่นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น

            พลังแห่งแรงโน้มถ่วงยังสามารถใช้ขัดเกลาร่างเนื้อได้เป็นอย่างดีหากปีศาจกระทิงอาศัยอยู่ในขอบเขตแรงโน้มถ่วงที่ผิดปกติเช่นนี้เป็นเวลานานร่างกายของมันย่อมจะแข็งแกร่งขึ้นอีกมหาศาล

            ไม่ใช่เพียงกล้ามเนื้อภายนอกแต่มันยังรวมถึงอวัยวะภายในทุกส่วน นี่คือการขัดเกลาในทุกมิติอย่างแท้จริง

            เมื่อนึกถึงจุดนี้ อวี๋จื่ออวี๋จึงเอ่ยปากชม

            “ปีศาจกระทิงความสามารถใหม่ที่เจ้าได้รับมานี้ นับว่ายอดเยี่ยมยิ่งนัก”

            “มอ...”

            เมื่อได้รับคำชมจากนายท่านปีศาจกระทิงก็ส่งเสียงคำรามยาวด้วยความภาคภูมิใจ

            มันสลายขอบเขตแรงโน้มถ่วงลงก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไว้ด้วยความกังวลเล็กน้อย

            “นายท่านความสามารถนี้ในยามนี้ของข้าครอบคลุมรัศมีเพียงหนึ่งร้อยเมตรเท่านั้นและโดยปกติข้าเพิ่มแรงโน้มถ่วงได้เพียงสี่ถึงห้าเท่าขอรับ”

            “สี่ถึงห้าเท่ารึ?”

            อวี๋จื่ออวี๋เดาะลิ้นเบาๆเขาเห็นท่าทีผิดหวังของมันแล้วก็ได้แต่หัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู

            “ปีศาจกระทิงในเมื่อเจ้ารู้ว่าพลังของตนเกี่ยวข้องกับแรงโน้มถ่วงเจ้าตระหนักบ้างหรือไม่ว่ารัศมีหนึ่งร้อยเมตรและพลังสี่ห้าเท่านั้นหมายถึงสิ่งใด?”

            “นี่คือ...?”

            ปีศาจกระทิงมีสีหน้าที่มึนงงและไม่เข้าใจในสิ่งที่นายท่านสื่อ

            ทันใดนั้นเสียงของอวี๋จื่ออวี๋ก็ดังขึ้นในใจของมันอย่างหนักแน่น

            “แรงโน้มถ่วง...แม้ข้าจะไม่ได้เข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง แต่มันคือหนึ่งในพลังระดับสูงสุดของโลกใบนี้ทรงอำนาจยิ่งกว่าพลังธาตุทั่วไปหลายเท่าตัวนัก”

            “และในยามนี้เจ้าได้กุมกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูสู่โลกแห่ง ‘แรงโน้มถ่วง’แล้ว ความแข็งแกร่งในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่สิ่งที่สำคัญคือการพัฒนาของเจ้าในวันหน้า”

            อวี๋จื่ออวี๋จ้องมองปีศาจกระทิงอย่างลึกซึ้งก่อนจะเอ่ยเสริม

            “อีกอย่างเจ้าคิดว่าแรงโน้มถ่วงสี่ห้าเท่ามันอ่อนแอจริงรึ?”

            “เอ่อ...?”

            ปีศาจกระทิงชะงักไปมันยังคงมีความสับสนอยู่มาก

            แรงโน้มถ่วงสี่ห้าเท่า... มันอ่อนแอจริงหรือ?

            มันไม่สามารถเข้าใจได้เลย

            ความจริงแล้วหากท่านเทพต้นไม้ไม่ได้เอ่ยถึงคำว่า ‘แรงโน้มถ่วง’มันคงไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนใช้อยู่เรียกว่าอะไรด้วยซ้ำ

            มันเพียงแค่รับรู้ว่าพลังนี้ส่งผลต่อทุกสรรพชีวิตบนโลกนี้อยู่ตลอดเวลา

            ส่วนเรื่องทางทฤษฎีอื่นนั้นมันไม่รับรู้เลยสักนิด

            เมื่อเห็นท่าทีงงงวยของมันอวี๋จื่ออวี๋ก็เบนสายตาไปที่เจ้าหัวราบซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนัก

            เจ้าหมอนั่นมีนิสัยใจร้อนและบุ่มบ่ามอยู่เสมอ

            ประกายสายฟ้าที่ปะทุขึ้นบนขนสีขาวเป็นระยะบ่งบอกได้ดีว่ามันกำลังตื่นเต้นสุดขีด

            “เจ้าหัวราบเจ้าไปช่วยทดสอบความสามารถใหม่ของปีศาจกระทิงดูหน่อยสิ”

            เมื่อได้ยินคำสั่งเจ้าหัวราบก็ดีใจจนเนื้อเต้น มันพยักหน้ารับทันที

            โดยไม่ต้องรอให้ปีศาจกระทิงตั้งตัวมันเริ่มลับกรงเล็บและฟันพลางแยกเขี้ยวด้วยความคึกคะนอง

            หลังจากเตรียมพร้อมได้ครู่หนึ่ง

            เจ้าหัวราบหรี่ตาลงทั่วทั้งร่างอาบไปด้วยประกายสายฟ้าสีเงินเจิดจ้า

            จากการฝึกฝนที่ผ่านมามันสามารถควบคุมพลังสายฟ้าได้ดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น

            มันใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นร่างกายเพื่อเพิ่มความเร็วและการตอบสนองอย่างสุดกำลังเพื่อหวังจะแสดงท่า ‘เคลื่อนย้ายพริบตา’ ที่แท้จริงออกมา

            “เปรี๊ยะ!”

            สายฟ้าสีเงินวูบหายไปในอากาศเจ้าหัวราบพุ่งตัวเข้าใส่ปีศาจกระทิงที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าทันที

            ในยามนั้นปีศาจกระทิงนึกถึงคำกล่าวของนายท่านขึ้นมาได้ ใจของมันพลันเต้นรัว

            “แรงโน้มถ่วงรึ...”

            มันพึมพำในใจพลางกระตุ้นพลังวิญญาณตามสัญชาตญาณออกมาทันที

            ชั่วพริบตา…

            เสียง “ตูม!”ดังสนั่น มวลอากาศหนักอึ้งขึ้นฉับพลัน

            ละอองฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศถูกกดให้พุ่งลงสู่พื้นดินในทันควัน

            ทันใดนั้นเสียงร้องแหลมที่แฝงไว้ด้วยความตื่นตระหนกก็ดังสะท้อนขึ้นมา

            ทุกคนต่างต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นว่าเจ้าหัวราบเสียสมดุลไปโดยสิ้นเชิง

            เสียง “ตูม!”ดังสนั่นขึ้นอีกครั้งเมื่อร่างของมันพุ่งเข้าชนโขดหินยักษ์ข้างกายปีศาจกระทิงอย่างแรง

            “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน?”

            ปีศาจกระทิงเบิกตากว้างจ้องมองเจ้าหัวราบที่จู่ๆ ก็ล้มคว่ำไปด้วยความมึนงง

            “แรงโน้มถ่วงคือการกดดันในทุกมิติต่อให้ร่างกายบางส่วนจะต้านทานไหวแต่กระดูกสันหลังที่เปราะบางย่อมมิอาจทนได้เสมอไปและสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงของแรงโน้มถ่วงที่กะทันหันซึ่งสัตว์ร้ายเกือบร้อยละเก้าสิบเก้าไม่ทางจะปรับตัวได้ทัน”

            “เจ้าต้องเข้าใจว่าการต่อสู้ของผู้แข็งแกร่งตัดสินกันเพียงชั่วพริบตาขอเพียงเจ้าคว้าโอกาสจากช่องโหว่นี้ไว้ได้เขาเสี้ยวจันทร์ที่ได้รับการเสริมแกร่งของเจ้าจะกลายเป็นคมดาบที่ฉีกกระชากศัตรูให้เป็นชิ้นๆ ได้โดยง่าย”

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน