จิ้นอินปัดเศษฝุ่นที่อยู่ตามตัวขณะเดินเข้าไปหาเฉินเกอเอามือปัดดาบในมืออีกฝ่ายไปอีกด้าน สีหน้าเต็มไปด้วยความดูถูกถากถาง “เจ้าไม่รู้หรือว่านางคือบุตรสาวคนเดียวของหนิงจื้อหย่วน”
เฉินเกออึ้ง มองจิ้นอินอย่างไม่อยากจะเชื่อ รู้สึกตกใจเป็นอย่างยิ่งขณะที่ริมฝีปากยกเป็นรอยยิ้มน้อยๆ “แล้วอย่างไรก็แค่เรื่องในรุ่นบิดา อย่างไรนางก็ต้องเป็นคนของข้า!”
จิ้นอินยิ้มก่อนจะหันไปส่งสัญญาณสายตากับพี่น้อง “ทุกคน!จัดการ! หากจับมันได้ จะได้เงินร้อยตำลึง!”
ทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็ลุกขึ้นยืน ตรงเข้าไปหาเฉินเกอด้วยแววตาประสงค์ร้ายยกยิ้มมุมปากขณะเอ่ย “เฉินเกอไม่คิดว่าเจ้าจะมีวันนี้เช่นกัน” พูดพร้อมกับหยิบอาวุธประจำกายออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่เฉินเกอ
ชาวบ้านที่นั่งอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ไหนเลยจะเคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนต่างคนต่างร้องอย่างตกใจพลางวิ่งขึ้นไปหลบชั้นบนผู้เป็นภรรยาที่ท้องโตวิ่งขึ้นไปชั้นบนเช่นกัน โดยมีสามีประคองไปตลอดทางทว่าระหว่างทางผู้เป็นภรรยาสะดุดล้ม ทั้งโรงเตี๊ยมดังก้องไปด้วยเสียงร้องอย่างตกใจของผู้เป็นสามี
ที่ขาของภรรยามีเลือดไหลออกมา สามีเห็นเช่นนั้นให้รู้สึกหวาดกลัวยิ่งนักผู้เป็นภรรยาเอามือกุมท้องพลางเอ่ย “เร็วเข้ารีบไปหาหมอเร็ว!”
ผู้เป็นสามีพยักหน้า อุ้มภรรยาวิ่งออกจากโรงเตี๊ยม
เฉินเกอมองพื้นที่เต็มไปด้วยเลือดขณะเอี้ยวตัวหลบมีดสั้นที่พุ่งเข้ามาจากนั้นหันไปแทงดาบใส่ชายที่อยู่ด้านข้างอย่างโหดเหี้ยม
เลือดสดๆ ไหลออกมาจากหน้าอกของชายผู้นั้นเฉินเกอใช้เท้าถีบชายผู้นั้นจนล้มลงไปกับพื้นด้วยใบหน้าดุดัน “คนที่ล่วงเกินข้า จุดจบมีอยู่แค่อย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือตาย!”
ชายผู้หนึ่งร้องตะโกนปลุกกำลังใจให้ตัวเองก่อนจะวิ่งเข้าใส่เฉินเกอทว่ากลับถูกเฉินเกอทุ่มลงบนโต๊ะ เนื้อตัวเปราะเปื้อนไปด้วยน้ำแกงโต๊ะไม้พังกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย
จิ้นอินเอ่ยออกมา “ดีมาก ไม่เจอกันไม่กี่วันดูท่าวิทยายุทธเจ้าจะก้าวหน้าขึ้นไม่น้อย”
เฉินเกอเห็นท่าทางอวดดีของจิ้นอินรู้สึกโมโหยิ่งนัก “สุนัขรับใช้อย่างเจ้าจะมาไม้ไหนอีก!”
เอ่ยจบจิ้นอินใช้วิชาตัวเบาเหาะขึ้นไปบนชั้นสอง เฉินเกอเห็นเช่นนั้นก็ตกใจยิ่งนักรีบใช้วิชาตัวเบาเหาะตามขึ้นไปครั้นเห็นว่าจิ้นอินกำลังจะพังประตูเข้าไปในห้องหนิงมู่ฉือ เขาแทงดาบออกไป
จิ้นอินหลบทัน หนิงมู่ฉือได้ยินเสียงดังเอะอะเช่นกันเพียงแต่ความง่วงที่มีมากกว่า จึงไม่คิดจะสนใจ นางนอนคว่ำหน้าลงบนเตียงทว่าทันใดนั้นเองนางเห็นเงาคนสองคนที่หน้าประตู คนหนึ่งถือดาบ คนหนึ่งเอี้ยวตัวหลบนางรู้สึกประหวั่นยิ่งนัก
เงาของคนที่ถือดาบคล้ายเฉินเกอยิ่ง นางจึงนึกสงสัย เดินไปที่ประตูขณะกำลังจะเปิดประตู พบว่าดาบแทงทะลุเข้ามาเกือบโดนหน้านางเสียก่อนนางตกใจเปิดประตูออกไป
จิ้นอินล้มลง หนิงมู่ฉือมองจิ้นอินอย่างแปลกใจ จิ้นอินลุกขึ้นยืนดึงมีดสั้นออกมาแล้วจับนางเป็นตัวประกัน
เฉินเกอรู้สึกตกใจยิ่งนัก เอ่ยข่มขู่จิ้นอินด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ปล่อยนางเดี๋ยวนี้!”
จิ้นอินหัวเราะออกมา เสียงแหบฟังดูน่าขนลุกเป็นที่สุด “หากข้าปล่อยนางแล้วชีวิตของข้าเล่า” จากนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร“จอมยุทธ์เฉิน ปล่อยข้าไปเถอะ หากเจ้าปล่อยข้าไปข้าจะทำตัวดีๆ จะไม่ทำร้ายใครอีก!”
เฉินเกอมีสีหน้าเย็นชา มองมีดที่จ่ออยู่ที่คอหนิงมู่ฉือด้วยความเคร่งเครียดเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ปล่อยนางไป แล้วข้า…”
จิ้นอินยกยิ้มมุมปาก ขณะที่มือยังคงเอามีดจ่อที่คอหนิงมู่ฉือพลางเอ่ยข่มขู่ “เจ้าน่าจะรู้ว่ามีดสั้นของข้าถูกอาบด้วยยาพิษ”
ใบหน้าหนิงมู่ฉือประหวั่นพรั่นพรึง รู้สึกหวาดกลัวยิ่งนักนางไม่เคยเห็นเฉินเกอมีสีหน้าเช่นนี้มาก่อน นางรู้ว่าเขาก็มีความลำบากใจเช่นกันนางมองเขาด้วยความสงสาร
ครั้นเฉินเกอเห็นว่าที่คอของหนิงมู่ฉือถูกบาดจนมีเลือดซึมเล็กน้อย หลับตาวางดาบลง ส่ายหน้าพร้อมกับเอ่ย “เจ้าไปเถอะ”
หนิงมู่ฉือรับรู้ได้ถึงความเศร้าจากใบหน้าของเฉินเกอและรับรู้ได้ว่ามือที่จับตัวนางเอาไว้ไม่มีอีกแล้ว
จิ้นอินกระตุกยิ้มมุมปากขณะเอ่ย “แม่นางหนิงช่างเหมือนกับฮูหยินหนิงราวกับแกะ”
หนิงมู่ฉือหันกลับไปมองจิ้นอินอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง “เจ้าเป็นใคร เจ้ารู้ได้อย่างไร”
จิ้นอินกลอกตา ก่อนจะกระโดดออกจากโรงเตี๊ยมทางหน้าต่าง เพียงครู่เดียวก็ไม่เห็นแม้แต่เงา
นางมองลงไปชั้นล่าง ซึ่งเต็มไปด้วยซากศพและกองเลือด ก่อนจะหันไปมองเฉินเกอสีหน้าของเขามีแต่ความเย็นชาเรียบเฉย
นางเอ่ยถามด้วยแววตาห่างเหิน “ท่านเป็นใครกันแน่”
เฉินเกอยกยิ้มมุมปาก “ข้าเป็นคนในยุทธภพคนพวกนั้นก็แค่ศัตรูเก่าของข้า” เอ่ยจบริมฝีปากยกเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนทว่าเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “ฉือเอ๋อร์เจ้าไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้าอีก”
หนิงมู่ฉือมองเฉินเกออย่างไม่เชื่อ เข้าไปจับแขนเขาเอาไว้ส่ายหน้าพร้อมกับเอ่ยว่า “ไม่ ท่านหลอกข้าคนพวกนั้นรู้จักข้า บอกข้ามาว่าท่านเป็นใครกันแน่”
เฉินเกอดึงแขนหนิงมู่ฉือออก ยิ้มบางๆ พร้อมกับเอ่ยว่า “ก็แค่เรื่องบังเอิญ ถึงเวลานอนแล้ว ข้าเองก็ง่วงแล้วเช่นกัน”
เฉินเกอใช้ชายแขนเสื้อเช็ดเลือดที่อยู่บนดาบก่อนจะเก็บดาบเข้าฝักแล้วเดินเข้าไปในห้อง
หนิงมู่ฉือมองตามหลังเฉินเกอด้วยความสงสัย ตอนนี้นางไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่ทว่าเมื่อนึกถึงท่าทางห่างเหินของเขาเมื่อครู่ นางก็เดินเข้าห้องด้วยความเจ็บปวดใจ
นางนอนบนเตียง ใช้มือนวดไปตามร่างกายที่เมื่อยล้ากลิ่นของผ้าปูเตียงทำให้นางยากจะข่มตา นางมองออกไปนอกหน้าต่างจนฟ้าเริ่มมีแสงสว่างให้เห็นรำไร
หลังคาที่เห็นอยู่ไกลๆ ปกคลุมด้วยสีขาวของหิมะหนาเตอะ นางลุกขึ้นนั่งเดินไปที่หน้าต่าง หิมะหยุดตกแล้วคนกลุ่มนั้นที่นางเห็นเมื่อคืนก็ไม่อยู่แล้วเช่นกัน