บันทึกตำนานยอดปรมาจารย์

    บทที่ 53 ประกาศิตบุตรศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่

            บทที่ 53 ประกาศิตบุตรศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่


            วันนี้ข่าวที่ว่าฉู่ซิวจะได้เป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่แพร่สะพัดไปทั่ว แดนศักดิ์สิทธิ์ต่างพากันแตกตื่น คิดแล้วช่างน่าตกตะลึงยิ่งนัก เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสต่างพากันตาค้าง


            “ฉู่ซิวจะได้เป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์หรือ? ข่าวนี้จริงหรือไม่?”


            “พี่ชายข้า นามว่าฉางหลงได้ยินข่าวนี้จากปากผู้อาวุโสแห่งยอดเขาเทียนเจี้ยนเชื่อถือได้แน่นอน”


            “ข้าจำได้ว่า ฉู่ซิวเพิ่งจะบรรลุขอบเขตเสินเฉียวได้ไม่นาน ในแดนศักดิ์สิทธิ์มีศิษย์คนอื่นที่มีบ่มเพาะพลังและพรสวรรค์สูงส่งกว่าเขาตั้งมากมาย เหตุใดจึงเลือกเขาเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์?” ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยด้วยความไม่พอใจ


            “เบาเสียงหน่อย ได้ยินมาว่าเป็นท่านจอมเทพแต่งตั้งด้วยตัวเอง ฉู่ซิวคงเข้าตาท่านจอมเทพแล้วล่ะ”


            “การได้เป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์เปรียบเสมือนก้าวขึ้นสู่ฟ้า ราวกับพยัคฆ์ติดปีก  ฐานะต่ำกว่าท่านจอมเทพเพียงผู้เดียว เทียบเคียงได้กับเจ้าสำนักทั้งสามยอดเขา ช่างสูงส่งยิ่งนัก”


            “น่าอิจฉายิ่งนัก ไม่รู้ว่าจะมีศิษย์พี่กี่คนที่เกลียดชังเขาเพราะเรื่องนี้”


            บทสนทนาเช่นนี้ เกิดขึ้นพร้อมกันในทุกหนแห่งของแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่


            ณ ถ้ำแห่งหนึ่ง


            เซียวอี้เฟิงที่มีใบหน้าขาวซีดราวกับไร้เลือดยิ่งเผยให้เห็นถึง ‘ความอ่อนแอ’ เขากระแทกจอกหยกแกะสลักรูปแกะที่เขาโปรดปรานจนแตกละเอียด พลางกัดฟันกรอด “ไอ้สารเลว มันมีสิทธิ์อะไรมาเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์”


            “ข้ายังคงต้องต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งศิษย์เอกแห่งยอดเขาอวิ๋นเซี่ย  แต่เขากลับกลายเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ได้แบบมิมีปี่มีขลุ่ยงั้นรึ?”


            “ทำไมกัน เหตุใดสวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมเช่นนี้!!” เซียวอี้เฟิงดวงตาเบิกกว้าง ร่างกายมีกลิ่นอายแห่งเลือดแผ่ซ่าน


            เขากำลังจะถูกเพลิงโทสะครอบงำ


            โชคดีที่ เหรินหงอิงมาถึงทันเวลา ไม่อย่างนั้นพลังปราณในร่างกายและเส้นชีพจรจะไหลเวียนย้อนกลับ แม้จะไม่ตาย แต่ก็ต้องได้รับบาดเจ็บสาหัส พลังบำเพ็ญลดลงอย่างมาก


            ณ ยอดเขาเทียนเจี้ยน 


            เจียนหลิงอวิ๋นผมเผ้ากระเซิง ปกติห้องหนังสือของเขาจะสะอาดสะอ้าน ปราศจากฝุ่นผง แต่ตอนนี้กลับถูกเขาทุบทำลายจนยับเยิน


            “เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน!”


            “เขาจะเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร!”


            “เขาจะกลายเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร!”


            ร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความโกรธ ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ข้าส่งคนไปฆ่าเขา หากฉู่ซิวได้เป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ การที่เขาจะฆ่าข้า คงง่ายกว่าบี้มดปลวกตายเสียอีก


            “ทำอย่างไรดี! ทำอย่างไรดี!” เขาพึมพำกับตัวเอง ร่างกายเย็นเฉียบ


            --------


            ยอดเขาไท่ซู่  ตำหนักเจ้าขุนเขา


            แสงสีขาวพุ่งมาถึงในพริบตา ผู้มาเยือนคือชายหนุ่มชุดขาว เขายืนกอดอก เท้าเหยียบบนกระบี่โบราณหมิงหวง ใบหน้าหล่อเหลางดงาม ดวงตาเปล่งประกายดุจดวงดาว ราวกับเทพกระบี่จุติลงมาในโลกมนุษย์ ครอบครองสวรรค์และผืนแผ่นดิน ทำให้ผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามอง


            เบื้องล่าง เหล่าศิษย์ที่ติดตามบุตรีไป๋ซู่ซู่ ต่างพากันร้องอุทานด้วยความตกใจเมื่อเห็นผู้มาเยือน


            “ศิษย์เอกอันดับสองแห่งยอดเขาเทียนซิง  เมิ่งเทา...”


            “กายาเทพกระบี่บารมีสูงส่ง บุคลิกโดดเด่น สมกับที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นราชันย์หนุ่ม”


            “เขาแข็งแกร่งยิ่งนัก ว่ากันว่าเขาเพิ่งจะบรรลุขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ระดับสามได้ไม่นาน เห็นทีคงเมื่อเดือนก่อนนี้เอง เขาได้สังหารลิงตาเพชรสัตว์อสูรขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ระดับสี่ในหุบเขา”


            “แข็งแกร่งไร้เทียมทานยิ่งนัก” 


            เมิ่งเทาไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้านล่าง เขาก้มศีรษะเล็กน้อยและพูดเสียงดังฟังชัดว่า “เมิ่งเทาแห่งยอดเขาเทียนซิง ขอเข้าพบบุตรีศักดิ์สิทธิ์” จากในตำหนัก มีเสียงแผ่วเบาและเกียจคร้านดังออกมา


            “เชิญด้านใน”


            เมิ่งเทาโดดลงมา กระบี่โบราณหมิงหวงมีจิตวิญญาณ บินมาหาเขาเองโดยมิต้องเรียกและกลับเข้าฝักที่เอวของเขาเองเรียบร้อยก่อนที่จะเข้าไปในตำหนักของบุตรีศักดิ์สิทธิ์


            เขาได้พบกับบุตรีศักดิ์สิทธิ์ที่เอนกายอยู่บนเตียง


            นางสวมชุดกระโปรงสีขาว รูปร่างอรชร ใบหน้าถูกผ้าคลุมสีขาวปิดบังใบหน้า ดวงตางามคู่หนึ่งดูสดใสและสงบนิ่ง


            “บุตรีศักดิ์สิทธิ์” เมิ่งเทาก้มศีรษะเล็กน้อย


            “ฮ้าว~” ไป๋ซู่ซู่เหยียดตัวอย่างเกียจคร้าน เผยให้เห็นรูปร่างที่สมบูรณ์แบบ


            “เมิ่งเทา เจ้ามาถามเรื่องบุตรศักดิ์สิทธิ์ใช่หรือไม่?” นางถาม เมิ่งเทาได้ยินก็พยักหน้าเล็กน้อย


            “ฉู่ซิว จะได้เป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ ข่าวนี้จริงหรือไม่”


            “จริง” ไป๋ซู่ซู่ ตอบสั้น ๆ ได้ใจความ


            เมื่อเมิ่งเทาได้ยินดังนั้น เขาก็ก้มหัวลา แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสีขาวหายไปเพราะเขาก็เป็นคนที่ไม่ชอบพูดมากเช่นกัน 


            ไม่นาน เฟิงไป๋หลินแห่งยอดเขาเทียนเจี้ยนก็มาเยี่ยมบุตรีศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน หลังจากถามคำถามที่คล้ายกัน เขาก็จากไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง ไป๋ซู่ซู่ส่ายหัวและหาวอีกครั้ง พึมพำกับตัวเองอย่างงึมงำว่า 


            “แดนศักดิ์สิทธิ์กำลังจะมีเรื่องวุ่นวายแล้ว” แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่ กำลังจะเกิดเรื่องวุ่นวาย ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา บางคนก็ไม่เชื่อ บางคนก็เชื่ออย่างสนิทใจจนกระทั่งถึงเวยเวลาเที่ยงวัน ยอดเขาไท่ซู่ก็ปล่อยประกาศิตออกมา


            ประกาศิตของท่านจอมเทพเปล่งประกายสว่างไสว ลอยอยู่เหนือท้องนภาของแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่ เมื่อคลี่ออกก็บดบังแสงของดวงอาทิตย์ราวกับมีเทพเจ้าโบราณเสด็จมา มังกรและเฟิ่งหวงบินเคียงข้างกัน เกิดภาพมายาอันน่าอัศจรรย์ บารมีของเจ้าสำนักทำให้ผู้คนมากมายคุกเข่าลงและแสดงความเคารพอย่างสุดซึ้ง


            ผู้บำเพ็ญที่บำเพ็ญแบบปิดมานานหลายปีก็บินออกมาจากถ้ำ เพื่อรับฟังประกาศิตของท่านจอมเทพ


            “อีกครึ่งเดือนให้หลัง จะจัดพิธีมอบตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์ให้กับฉู่ซิว ศิษย์สายตรงแห่ง ยอดเขาอวิ๋นเซี่ย  และมอบตราประจำตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์ให้ด้วย” น้ำเสียงของนางอ่อนโยนและทรงพลัง ราวกับตัวตนอันสูงส่งที่ยืนอยู่บนสวรรค์ชั้นเก้า ประกาศประกาศิตดังก้องปฐพี สะท้อนไปทั่วทุกซอกทุกมุมของแดนศักดิ์สิทธิ์


            เมื่อสิ้นเสียง ประกาศิตสีทองก็แปรเปลี่ยนเป็นกฎแห่งสวรรค์ กลับคืนสู่สวรรค์และโลกแดนศักดิ์สิทธิ์ตกอยู่ในความเงียบ


            ตูม!


            ในชั่วพริบตา เสียงระเบิดก็ดังขึ้น เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังไม่หยุดหย่อน นั่นคือตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์! และในอนาคตอาจได้เป็นท่านจอมเทพ


            ไม่ต้องพูดถึงความแข็งแกร่ง เพียงแค่ฐานะของท่านจอมเทพแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ ก็ถือว่าเป็นบุคคลระดับสูงสุดของทวีปต้าเทียนฉงแล้ว ในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ฝ่ายนอก ศิษย์ฝ่ายใน ศิษย์สืบทอด ศิษย์สายตรงต่างก็พากันอิจฉาริษยา


            ผู้ที่หลงใหล ฉู่ซิวและคนที่สนิทสนมกับเขาต่างก็รู้สึกยินดีกับเขา


            หลังจากที่ท่านจอมเทพออกประกาศิต เจ้าขุนเขาแต่ละยอดเขา ผู้อาวุโส และศิษย์ของแดนศักดิ์สิทธิ์ได้รับคำสั่ง ชาวแดนศักดิ์สิทธิ์หลายแสนคนก็เริ่มขยับเขยื้อนราวกับเป็นเครื่องจักร ตกแต่งประดับประดาแดนศักดิ์สิทธิ์ ผู้อาวุโสถือบัตรเชิญ เดินทางผ่านข้ามมิติ ไปยังดินแดนต่าง ๆ ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นตระกูลเก่าแก่โบราณ สำนักใหญ่ นิกายใหญ่ และแดนศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ


            แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่ เป็นเพียงมหาอำนาจที่เพิ่งผงาดขึ้นมาหลังยุคโบราณสิ้นสุดลงได้หมื่นปี


            เมื่อหมื่นปีก่อนจักรพรรดิไท่ซู่ ผู้เป็นขอบเขตจักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งยุคนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นในจักรวาลและดวงดาวแห่งนี้ บารมีของท่านแผ่ไพศาลไปทั่วทุกสารทิศ ไร้ผู้ต่อต้าน...


            หมื่นปีต่อมา ท่านจอมเทพแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่อยู่ในขอบเขตราชันย์ศักดิ์สิทธิ์ อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ขอบเขตกึ่งจักรพรรดิ พรสวรรค์ของนางนั้นสูงส่ง ยืนอยู่เหนือเมฆ มองลงมาเห็นสรรพสิ่งทุกอย่าง บารมีของนางเทียบเท่ากับมหาอำนาจอันเก่าแก่หลายแห่ง


            ข่าวการจัดพิธีมอบตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์ของแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่ ได้แพร่กระจายไปทั่วดินแดนของมนุษย์อย่างรวดเร็ว แม้แต่ดินแดนของเผ่ามารและอสูรก็ยังได้ยินข่าวนี้ ชั่วขณะหนึ่งท้องฟ้าก็พลันปั่นป่วน


            ทางตอนเหนือของทวีป ดินแดนของเผ่ามารและอสูรแคว้นเทียนเหยา


            “แค่เลือกบุตรศักดิ์สิทธิ์คนเดียว ต้องทำเรื่องใหญ่โตขนาดนี้เชียวหรือ” ลิงยักษ์ตัวหนึ่งสูงหลายพันจั้ง ตัวใหญ่โตราวกับภูเขาพลันลืมตาขึ้น อ้าปากหัวเราะเยาะเย้ย เผยให้เห็นเขี้ยวที่น่าเกลียดน่ากลัว


            “ให้จักรพรรดินีเผ่าผีเสื้อมาพบข้า”


            “พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”


            ตระกูลเก่าแก่ทั้งสาม  ตระกูลจี ตระกูลเจียง ตระกูลเย่


            ห้าแดนศักดิ์สิทธิ์  ได้แก่แดนศักดิ์สิทธิ์เหยาฉือ แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่อี้ แคว้นกระบี่อนันต์ แดนศักดิ์สิทธิ์เหยากวง


            หลังจากที่มหาอำนาจในแดนศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ได้รับบัตรเชิญ พวกเขาต่างก็มีท่าทีที่แตกต่างกันออกไป พวกเขาสงสัยว่าเหตุใดท่านจอมเทพแห่งแดนสักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่ จึงทำเรื่องใหญ่โตเช่นนี้


            จากนั้นพวกเขาจึงส่งผู้บำเพ็ญระดับสูง และศิษย์รุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์ อีกหนึ่งหรือสองคนเดินทางไปยังเทือกเขาม่านหมื่นลี้ทางตอนใต้ของทวีป


            สำนักและตระกูลใหญ่ ๆ ที่ได้รับบัตรเชิญ ต่างก็ออกเดินทางไปเช่นกัน พวกเขากลัวว่าจะไปสายและทำให้แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่ไม่พอใจ




            ยอดเขาอวิ๋นเซี่ย ตำหนักของเจ้าขุนเขา


            ฉู่ซิวสวมชุดเรียบร้อย บนเตียงเแียวเหมิงเตี๋ยสวมชุดผ้าโปร่งบาง ใบหน้าแดงก่ำ


            “ท่านอาจารย์ โปรดพักผ่อนให้สบายกายเถิด ศิษย์ขอตัวก่อน” หลังจากพูดจบฉู่ซิวก็หันหลังกลับและกำลังจะจากไป


            “เดี๋ยวก่อน…” เฉียวเหมิงเตี๋ยร้องเรียกด้วยเสียงหอบหายใจ เรียกฉู่ซิวให้หยุด เส้นผมสีดำขลับของนางตกลงมา ปกคลุมเนินอกขนาดมหึมา


            “หืม?” ฉู่ซิวหันกลับมาด้วยความสงสัย


            เฉียวเมิ่งเตี๋ยมองเขา ริมฝีปากแดงระเรื่อเผยอขึ้นเล็กน้อย “ท่านจอมเทพสร้างกระแสขนาดนี้ ในพิธีมอบตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์ ต้องมีคนมาท้าประลองเจ้าเป็นแน่”


            “เจ้าจงเเต่เตรียมตัวไว้ให้ดี” นางกล่าวเตือน


            ฉู่ซิวนั้นดวงตาเป็นประกายพลางเอ่ยถามว่า “ต่อสู้ในระดับเดียวกันหรือ?”


            “อื้ม”


            “ข้าทราบแล้ว ขอบคุณท่านอาจารย์ที่เป็นห่วง”


            เพี๊ยะ!


            บริเวณเนินอกอวบอิ่มของเฉียวเมิ่งเตี๋ยรู้สึกชาเล็กน้อย ใบหน้าของนางแดงก่ำยิ่งกว่าดอกท้อเสียอีก นางกัดริมฝีปากสีแดงสดของตัวเองก่อนจะกดเสียงต่ำและพูดเบา ๆ ว่า


            “ไสหัวไป!”

    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานยอดปรมาจารย์ ที่คุณอ่าน