ลั่วหยาง ราชธานีเก่าอันรุ่งเรือง ความรุ่งโรจน์ในอดีตกาล ณ ปัจจุบันก็ยังหาได้ดับมอดลงไม่
ทว่าที่ใดมีสว่าง ล้วนมีมืด
เมืองใหญ่อันเรืองรอง เมื่อมีย่านที่คึกคัก ฟุ่มเฟือยที่สุด ก็ย่อมมีย่านที่อัตคัด ยากจนที่สุดเช่นกัน
ยามนี้เป็ยามเช้าตรู่ แผงหมี่ซอมซ่อในตรอกคับแคบ เวลานี้ก็มีลูกค้าแล้ว เ้าของแผงหมี่เป็ชายชราหลังงองุ้ม ผมเผ้าขาวโพลง ยืนลวกหมี่อยู่หน้าแผง นางเฒ่าชราที่เป็ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของท่านที่มีหลังงองุ้มไม่แพ้กัน ส่งเสียงบ่นอยู่มิขาดปาก บ่นไปพลางก็ยกชามหมี่ไปวางที่โต๊ะพลาง ที่มานั่งที่แผงหมี่ มีสูงมีต่ำ นับได้สี่คน ล้วนแต่เป็คนในละแวกนั้นทั้งสิ้น
พวกมันเมื่อชามหมี่วางลงตรงหน้า ก็ก้มหน้าก้มตากินกันโดยมิสนใจสภาพแวดล้อมรอบข้าง คล้ายมีเื่เร่งรีบอย่างยิ่งที่จะต้องไปกระทำ
บุรุษชุดดำตอนนี้เดินมาถึงแผงหมี่ มันมิได้สวมหมวก เส้นผมดำสนิทร่วงลงมาปิดหน้ากากไม้กะดำกะด่าง ความจริงด้วยสภาพใบหน้าเช่นนี้ของมัน ไม่ว่าไปที่ใดต้องสามารถกระตุ้นความสนใจของผู้คนได้โดยง่าย แต่เพราะที่นี่เป็ย่านเสื่อมโทรมที่สุดของเมือง ผู้พิกลพิการกว่ามันก็มีให้เห็นกันเป็ปกติ ดังนั้นขอเพียงมันไม่เดินชนเข้ากับผู้ใด ก็ไม่มีใครมาสนใจมันเป็อันขาด
บุรุษชุดดำมุดเข้ามาในแผงหมี่ ก็ทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามกับขอทานผู้หนึ่ง นางเฒ่าชรารีบพาร่างงองุ้มของนางมายังมันทันที บุรุษชุดดำไม่กล่าวกระไร ยกนิ้วบอกนางว่า้าหมี่สองชาม นางเฒ่าผงกศีรษะ แล้วเดินคู้หลังออกไป
ที่นี่ขายหมี่เพียงชนิดเดียว เป็หมี่เปล่าใส่ผักเค็ม มิว่าผู้ใดเข้ามาก็ไม่ต้องกล่าววาจากับสองสามีภรรยาเฒ่า เพียงบอกจำนวนพวกท่านด้วยนิ้วเท่านั้น เนื่องเพราะยามนี้หูของพวกท่านทั้งคู่ บางทีบอกหนึ่งก็ได้ยินเป็สามแล้ว
บุรุษชุดดำก็คล้ายมีความคุ้นเคยกับที่นี่ หรือมันก็เป็ผู้อาศัยอยู่ในละแวกนี้เช่นกัน?
รอจนนางเฒ่าผู้นั้นเดินออกไปแล้ว ขอทานที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็เงยหน้าขึ้นจากชามหมี่ แย้มยิ้มกล่าววาจาขึ้น “เดือนนี้ท่านมาช้าไปสองสามวัน ผู้เฒ่าทั้งสองท่านนี้ก็ถามหาท่านกับผู้น้องมิได้หยุดปากเลยทีเดียว”
ขอทานผู้นี้หน้าตาแม้หน้าตาสกปรกมอมแมม คล้ายไม่ได้อาบน้ำมาสามวัน แต่ดวงตากลับแจ่มใส เวลากล่าววาจามุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ดั่งมันกำลังยิ้มอยู่ตลอดเวลา
บุรุษชุดดำคล้ายพยายามยกริมฝีปากขึ้นหน่อยหนึ่ง แต่ได้เพียงเล็กน้อยก็ปล่อยตกไป กล่าวตอบ “เรามาช้าเนื่องจากติดกิจธุระอยู่ ท่านผู้เฒ่าทั้งสองไฉนต้องวุ่นวายใจ”
“เนื่องเพราะพวกท่านต่างรู้สึกว่า เดือนใดที่ท่านมา เดือนนั้นการค้าจะคึกคักเป็อย่างยิ่ง”
“อ้อ...”
“ต้าเกอ (พี่ – คำเรียกยกย่อง) เมื่อวานผู้น้องได้ยินข่าว เพชฌฆาตไร้หน้าอาละวาดสังหารคนอีกแล้ว ครั้งนี้สังหารไปถึงสิบสามคน”
แลเห็นสายตาพิศวงของบุรุษชุดดำ ขอทานผู้นั้นก็หัวร่อฮิฮะแล้วกล่าวสืบต่อ “ที่ผู้น้องทราบ เพราะเมื่อวานนี้ผู้น้องได้ฟังว่ามีกงจื่อผู้หนึ่ง ซื้อโลงในคราวเดียวกันถึงสิบสามโลง”
“เ้าเพียงได้ยินคนผู้หนึ่งซื้อโลงทีเดียวสิบสามโลง ก็สามารถบรรลุได้เลยว่าผู้ที่จะต้องถูกหามร่างใส่โลงเ่าั้ ล้วนถูกเพชฌฆาตไร้หน้าผู้นั้นสังหารตายไป?”
ขอทานผู้นั้นหัวร่ออีก พลางโบกมือ “ผู้น้องตอนแรกไม่แน่ใจ รอจนทราบว่าผู้ซื้อโลงคือไผ่หยก (ยู่หวง) กู้เฉียนซี ก็แน่ใจทันที เนื่องเพราะพวกมันเองก็หาตัวเพชฌฆาตผู้นั้นอยู่ร่วมเดือนแล้ว กอปรกับสองสามวันนี้ ฉือต้าเกอมาถึงลั่วหยาง ไม่แวะมาหาผู้น้องที่แผงหมี่ซอมซ่อ กลับตะกายพาสารรูปเช่นนี้ ขึ้นไปกินดื่มบนเหลาสุราที่แพงที่สุดถึงสามวันติด หากมิใช่้าให้พวกประดานั้นเสาะหาท่านพบ ผู้น้องก็คิดเป็อย่างอื่นมิออกแล้ว”
“เราทราบอยู่แล้วว่าการข่าวของพรรคกระยาจกนั้นรวดเร็วที่สุด แม่นยำที่สุด ว่าแต่นี่มิใช่เื่ที่เรา้าฟัง”
“ผู้น้องก็ทราบว่านี่มิใช่เื่ที่ท่าน้าฟัง แต่ผู้น้องมีข้อสงสัย ไฉนท่านจึงปล่อยให้ยู่หวง (ไผ่หยก) ผู้นั้นกลับมาซื้อโลงเล่า?”
“ในความเห็นเ้า ยู่หวงผู้นั้นก็สมควรตาย?”
“ผู้น้องย่อมไม่สามารถตัดสินได้เองว่าผู้ใดสมควรตาย ผู้น้องเพียงสงสัยไฉนมันมิได้ตายพร้อมผู้อื่น หรือตอนท่านลงมือ มันมิได้อยู่ร่วมด้วย?”
“มันต้องอยู่ร่วมด้วย มันที่จริงชักชวนผู้อื่นไปดักลอบเร้น คิดใช้แผนค่ายกลอยู่แต่แรก เพียงแต่ก่อนลงมือ มันถึงกับสามารถลำเลิกพฤติการณ์ของเราออกมาได้แทบทั้งหมด เราจึงเสวนากับมันอยู่ครึ่งค่อนวัน รู้สึกมันมิใช่คนเ้ายศเ้าอย่างไร้เหตุผลจนเกินไป เพียงแต่ยังคร่ำครึอยู่บ้าง”
“คร่ำครึเื่ใด?”
“เื่เสื้อผ้าของศพ”
ขอทานผู้นั้นถึงกับะโขึ้นจากเก้าอี้ ปรบมือฉาดหนึ่ง แล้วร้อง “ประการนี้น่ากลัวผู้น้องก็ยังต้องเห็นพ้องกับมัน ท่านที่จริงเป็คนดีงาม แต่เื่นี้ท่านกลับดีงามจนสาหัสเกินไปจริงๆ หากมิใช่เห็นท่านซื้อเสื้อผ้าเ่าั้มากับตา ผู้น้องอย่างไรต้องขอปฏิเสธไม่รับเด็ดขาด”
“เฮอะ หรือเ้าคิดว่า เสื้อผ้าที่เ้าไปเก็บมาสวมใส่ เ้าของทั้งหมดล้วนยังมีชีวิตอยู่ดี”
ขอทานผู้นั้นทรุดตัวลงนั่งอีกครั้ง ถอนหายใจกล่าว “ไอ้หยา ต้าเกอ ที่ท่านกล่าวมาก็ไม่ผิด แต่... ให้ผู้น้องสวมใส่เสื้อผ้าที่รู้แน่ว่าถูกถอดออกมาจากศพผู้ตาย ผู้น้องทำใจมิได้จริงๆ”
“เราก็มิเคยมาบังคับให้เ้าใส่ เ้าไฉนต้องเป็เดือดเป็ร้อน”
“ก็ได้ๆ ผู้น้องมิใช่เดือดร้อนแทนพวกมัน เพียงแต่้าบอกท่าน พฤติการณ์นี้ของท่านมิว่าผู้ใดก็ยากจะรับได้จริงๆ”
“เฮอะ”
มันรีบวกกลับมากล่าวเื่เดิมอีกครั้ง “ท่านสนทนากับยู่หวงผู้นั้น พลันรู้สึกว่ามันเป็คนไม่เลว รอจนมันใช้พวกอีกสิบสามคนคุกคามท่าน ท่านก็ยังเห็นว่ามันไม่เลว?”
นางเฒ่าชรายกหมี่ชามใหญ่สองชามมาวางต่อหน้า ขอทานผู้นั้นจึงจำต้องหยุดปากไว้ รอจนฉือต้าเกอกลืนกินไปได้สองสามคำ ก็อดมิได้ต้องถามขึ้นอีก
“นี่... ท่านมิคิดจะตอบคำถามผู้น้องแล้ว”
บุรุษชุดดำกลืนหมี่เข้าไป จ้องหน้ามันแล้วถาม “ตอนนี้เราจึงเริ่มสงสัย เ้าไฉนต้องถามถึงรายละเอียดเื่นี้”
ขอทานผู้นั้นหัวร่อฮาๆ กล่าวตอบ “ฉือต้าเกอของพวกเราที่จริงเป็คนมีเมตตาอันยิ่งใหญ่ ดังนั้นท่านจึงเป็ฉือต้าเกอ (ฉือ – เมตตา) แต่ความเมตตาของท่านแต่ไหนแต่ไรมิเคยใช้ออกพร่ำเพรื่อ มิเช่นนั้นท่านต้องไม่ถูกเรียกเป็เพชฌฆาต ที่ผู้น้องสงสัย ปกติท่านไม่เคยละเว้นบุคคลเช่นกู้กงจื่อมาก่อน ไฉนครานี้ถึงกับละเว้นมันได้เล่า”
บุรุษชุดดำมองมันอึดใจแล้วกล่าว “เนื่องเพราะกู้กงจื่อผู้นั้น เมื่อประมือกันก็แสดงให้เห็นว่าไม่คิดจะสังหารเราแล้ว มันเพียงหาทางถอยให้ตัวเองและพวกสายหนึ่ง เราที่จริงอยากทดลองค่ายกลกระบี่ของพวกมันดูสักครั้ง จึงกล่าววาจากระตุ้นโทสะมันไปหลายคำ หลอกล่อให้ผู้ที่ร่วมทางมากับมันเปิดเผยตัวได้สำเร็จ โดยที่มันยังมิทันได้สั่งการ มันเมื่อถูกกดดันจากพวกประดานี้ ที่คิดจะล่าถอยก็กระทำมิได้เสียแล้ว ดังนั้นมันจึงรวมมือกับพวกประดานั้น ใช้ค่ายกลเล่นงานเรา”
“ดังนั้นดาบของท่านก็สามารถมีตางอกเงยขึ้นมา ถึงกับฟันผู้อื่นล้มตาย เหลือมันไว้เพียงผู้เดียวได้?”
“กล่าวตามตรง ดาบของเราย่อมไม่สามารถมีตางอกเงยขึ้นมา ยามชุลมุนเช่นนั้นไหนเลยจะแยกแยะพวกมันออกได้ เพียงแต่เราคำนวณในใจ ทลายค่ายกลพวกมัน ใช้กำลังเพียงสามส่วน กู้กงจื่อผู้นั้นย่อมมีฝีมือเหนือกว่าผู้อื่นอยู่บ้าง จึงไม่ถูกฟันร่างขาดไป นับว่ามันรอดมาได้ด้วยตัวมันเองดอก เราก็ไม่มีความคิดจะสังหารมันอยู่แต่แรกแล้ว จึงได้ไม่ซ้ำเติมทำร้ายมันอีก”
“อ้อ... ที่แท้ก็เป็เพราะมันมีความสามารถอยู่ส่วนหนึ่ง” ขอทานผู้นั้นผงกศีรษะ แล้วกล่าวสืบต่อ “น่าเสียดาย ฉือต้าเกอลงมือไว้ไมตรีครานี้ คิดว่าพวกมันอย่างไรก็ยังขึ้นบัญชีท่านเป็ศัตรูอันดับหนึ่งอยู่นั่นเอง”
“เราสังหารพวกมันไปนับสิบคน ปล่อยไปเพียงหนึ่ง ย่อมมิได้หวังให้พวกมันสำนึกบุญคุณไม่ไล่ล่าเรา เราแค่คร้านจะสังหารมันก็เท่านั้น”
ขอทานผู้นั้นหัวร่อขึ้นอีก “ท่านถึงเป็ฉือต้าเกอของพวกเราจริงๆ ผู้น้องเสี่ยวเปาคารวะน้ำชาท่านจอกหนึ่ง”
กล่าวจบมันก็คว้าจอกน้ำชาขึ้นมาดื่มเหือดไป ฉือต้าเกอมองแล้วก็ยกริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย กล่าวขึ้นต่อ “เื่ราวที่เราฝากฝังเ้าหาเล่า มีข่าวบ้างหรือไม่?”
ดวงตาของเสี่ยวเปาเป็ประกาย กล่าวขึ้นต่อ “มี ครั้งนี้นับว่าท่านมาไม่เสียเวลาเปล่าแล้ว”
ดวงตาของบุรุษชุดดำก็พลันเป็ประกายขึ้นด้วยเช่นกัน “รีบเล่ามา เ้าได้ข่าวใด”
“คนผู้นั้นที่ต้าเกอตามหา มิแน่อาจมาจากหุบเขาพิทักษ์ทรัพย์”
“หุบเขาพิทักษ์ทรัพย์?” บุรุษชุดดำทวนคำ “เป็สถานที่เช่นไร ไฉนเรามิเคยได้ยินมาก่อน”
“ท่านย่อมมิเคยได้ยินมาก่อน ผู้น้องเองก็เพิ่งเคยได้ยินเช่นกัน ฟังว่าสถานที่นี้เร้นลับเป็อย่างยิ่ง เต็มไปด้วยสมบัติและคัมภีร์โบราณล้ำค่า ผู้ที่อาศัยอยู่ก็ล้วนแต่เป็ยอดฝีมือ เนื่องเพราะพวกมันต้องพิทักษ์รักษาทรัพย์สมบัติในหุบเขา จึงมิค่อยปรากฏตัวสู่โลกภายนอก หากออกมาก็ต้องเก็บงำฝีมืออย่างมิดชิด มิให้กลายเป็ที่แตกตื่นหรือรับรู้แก่ผู้คนทั่วไปโดยเด็ดขาด คนผู้นั้นที่ท่านตามหา ก็มิใช่มีคุณสมบัติเช่นนี้ดอกหรือ? มันปรากฏตัวขึ้นโดยกะทันหัน ทั้งยังมีฝีมือร้ายกาจ แต่กลับไม่คิดแสวงหาชื่อเสียงเลย”
“เ้าไปได้ยินเื่ราวเหล่านี้มาจากที่ใด”
“นี่เป็นิทานในหมู่พวกหัวขโมย”
“นิทาน?” บุรุษชุดดำร้องขึ้น “นิทานก็ถือเป็ข่าวดีได้? ข่าวดีของเ้านับว่าสาหัสจริงๆ เราไม่ฟาดตัวอุบาทว์เช่นเ้าให้หนัก น่ากลัวต้องนอนไม่หลับไปสามวันสามคืน”
เห็นบุรุษชุดดำถลึงตาท่าทางเหมือนตั้งใจลงมือใส่มันจริงๆ เสี่ยวเปาผู้นั้นก็รีบละล่ำละลักกล่าว “ต้าเกอท่านต้องฟังผู้น้องก่อน ผู้น้องไหนเลยจะกล้าหยิบนิทานเหลวไหลเลอะเทอะมาบอกเล่าต่อท่านได้”
“หรือในนิทานของเ้า ก็มีแผนที่ของหุบเขานั้นด้วย”
“หากมีแผนที่ ที่นั่นก็ต้องถูกบรรดาหัวขโมยรุมขุดกันไปนานแล้ว ที่ผู้น้องจะบอกกล่าวกับท่านคือ สถานที่แรกที่ท่านพบกับคนผู้นั้น บางทีอาจมีเบาะแสหลงเหลืออยู่ มิทราบท่านพบกับมันได้อย่างไร?”
บุรุษชุดดำแค่นเสียงขึ้นจมูกคำหนึ่ง กล่าวตอบขึ้น “เราพบมันครั้งแรก เป็ตอนที่เราลงมือปล้นสินค้าจากขบวนคุ้มภัยของสำนักยู่หลานฮวา”
เสี่ยวเปาอ้าปากค้าง “หรือที่ท่านลงมือปล้นขบวนสินค้าของสำนักนี้ติดกันถึงสามครั้ง ก็เพื่อกระตุ้นให้มันโผล่ออกมา”
“ถูกต้อง เราปล้นครั้งแรก ก็ทิ้งจดหมายเรียกตัวมันให้ไปพบ นับว่าสูญเปล่าไปหนึ่งครั้ง”
เสี่ยวเปาโพล่งออกมา “ผู้น้องจำได้ ท่านปล้นครั้งนั้น เพียงเอาฝักดาบทุบบรรดาเปียวชือ (เ้าหน้าที่คุ้มกันสินค้า) พวกนั้นจนสะบักสะบอม แล้วขโมยรถขนเงินพวกมันไปซ่อนเอาไว้ถึงเจ็ดวัน จึงค่อยลำเลียงไปคืนที่สำนักคุ้มภัยของมันอย่างครบถ้วน นับว่าเป็การปล้นที่พิลึกพิลั่นอย่างยิ่ง แต่ผู้น้องกลับเข้าใจว่าท่านเพียง้ารังควาญเ้าสำนักคุ้มภัยนั้นเฉยๆ ดอก”
บุรุษชุดดำแค่นเสียงขึ้นจมูกอีก “เราถึงกับใช้ถ่านเขียนบนหน้าพวกมันทุกผู้ เรียกมันไปพบเราสะสางความแค้นสักคราหนึ่ง เจ็ดวันผ่านไปเราคอยอยู่แทบคลุ้มคลั่ง สุดท้ายก็ต้องยกรถขนเงินพวกนั้นไปคืนสำนักของมัน”
เสี่ยวเปาฟังแล้วก็มิทราบเป็ประการใด อดหัวร่อออกมามิได้ “ท่านไฉนมั่นใจว่ามันต้องมาแน่”
บุรุษชุดดำถลึงตามองมัน “เรามิใช่แน่ใจว่ามันต้องมาแน่ แต่หวังว่ามันอาจโผล่ศีรษะมาก็เท่านั้น”
“พอมันไม่โผล่มาท่านก็ลงมือปล้นครั้งที่สองต่อทันที ฟังว่าเป็การปล้นขบวนเดิม สถานที่เดิมอีกด้วย”
“ถูกต้อง”
“ปล้นครานี้บรรดาเปียวชือพวกนั้นพอเห็นท่าน ก็พากันถอยหนีไปทันที ทิ้งรถพร้อมแท่งเงินขาวไว้ให้ท่านหีบหนึ่ง”
บุรุษชุดดำหรี่ตามองมัน “เ้าก็รู้รายละเอียดไม่น้อยทีเดียว”
เสี่ยวเปาหัวร่อ “ผู้น้องหากไม่รู้เื่พวกนี้ ต้าเกอน่ากลัวต้องพิจารณาไม่ใช้ผู้น้องสืบหาผู้คนให้ท่านแล้ว พวกมันว่าเป็คำสั่งของจ่งเปียวเถา (ประมุขใหญ่สำนักคุ้มภัย) ตอนนั้นพวกมันยังคิดว่าจ่งเปียวเถาของพวกมันกับท่าน มิทราบผู้ใดวิกลจริตกว่ากัน ท่านปล้นของแล้วส่งคืน ส่วนมันกลับน้อมมอบเงินแท่งแก่โจรได้ ที่สำคัญมันรู้ได้อย่างไรว่าท่านจะลงมืออีก ผู้น้องเองก็รู้สึกพิศวงในเื่นี้เช่นกัน”
ไม่รอให้บุรุษชุดดำกล่าวตอบ ก็พลันปั้นสีหน้าเคร่งเครียด กล่าวสืบต่อ “ครั้งนั้นท่านขนหีบเงินไป พวกมันต่างก็เข้าใจว่าท่านรับไมตรีพวกมันแล้ว มิคาด อีกสี่เดือนให้หลัง ท่านกลับลงมืออีก ครั้งนี้ที่จริงไม่อาจเรียกว่าปล้นได้ ต้องเรียกว่าสังหารหมู่จึงถูกต้อง เพราะทรัพย์สินใดมิได้ถูกหยิบฉวยไปเลย หลังสังหารหมู่เปียวชือพวกนั้นแล้ว ท่านถึงกับหอบหีบเงินที่พวกมันเคยทิ้งไว้ให้ท่าน ไปทุ่มไว้ที่หน้าสำนัก แขวนแพรขาวที่เขียนด้วยโลหิตไว้บนป้ายยี่ห้อของมัน ‘รับชำระเป็เหมยโลหิตประการเดียวเท่านั้น’ ”
กล่าวจบก็ถอดถอนหายใจ “จนถึงวันนี้ ผู้น้องจึงค่อยทราบ ที่แท้เหมยโลหิตที่ว่า น่ากลัวหมายถึงปานรูปดอกเหมยสีแดงบนตัวของคนผู้นั้นกระมัง”
“อืม...”
“อย่างนี้ก็นับว่าสาหัสมากแล้วจริงๆ พฤติการณ์ครั้งนั้นของท่านจัดได้ว่าะเืขวัญผู้คนเป็อย่างยิ่ง จ่งเปียวเถาผู้นั้นถึงกับทนความอับอายมิได้ หายตัวไปภายในคืนเดียว สำนักของมันก็ล่มสลาย ตอนนี้ถูกผู้อื่น่ชิงการค้าไปแล้ว เบาะแสที่ผู้น้องว่า น่ากลัวตอนนี้ก็ไม่หลงเหลืออยู่อีก”
“ผายลม! อาศัยเพียงแค่มูลเหตุจากนิทานเื่หนึ่ง เ้าก็คิดจะปฏิเสธสืบหาคนให้เราแล้ว?”
เสี่ยวเปารีบละล่ำละลักกล่าวขึ้นอีก “ผู้น้องมิใช่้าปฏิเสธต้าเกอ แต่เบาะแสของคนผู้นี้เลือนรางอย่างยิ่งจริงๆ ท่านเพียงบอก มันอายุอ่อนกว่าท่านสองปี เป็กงจื่อรุ่มรวย นิยมสะพายกระบี่โบราณสูงค่า ขี่ม้าจากนอกกำแพง ในตัวนอกจากมีจี้หยกล้ำค่าชิ้นหนึ่งห้อยอยู่ ยังมีปานรูปดอกเหมยสีแดงที่หัวไหล่ วิชากระบี่ที่มันใช้เรียกว่ากระบี่สนดอกเหมย ข้อนี้ผู้น้องก็สืบได้ความมาแล้วว่าเป็วิชากระบี่โบราณที่หายสาบสูญไปเนิ่นนาน ผู้ที่บัญญัติขึ้นมาเป็อัจฉริยะนามเทพสหัสศัสตรา (เชียนลี่ฉีเซียนเหริน) ปัจจุบันวิชานี้ไม่มีค่ายสำนักใดสืบทอด ส่วนนามที่ท่านบอก แม้ผู้น้องหาคนชื่อแซ่นี้พบ แต่ก็มิได้มีบุคลิกตรงกับบุคคลที่ต้าเกอตามหาเลยแม้แต่ผู้เดียว”
“.....”
“บุคคลเช่นมันนี้หากมีตัวตนอยู่ในวงสังคมจริง ย่อมหาพบได้มิยาก ต่อให้มิได้ใช้ชื่อเดียวกันก็ตาม แต่จนตอนนี้ผู้น้องไม่สามารถสืบคลำสิ่งใดออกมาได้เลยแม้แต่เส้นด้ายเดียว เว้นแต่เื่เพลงกระบี่ของมัน ต้าเกอท่านลองตรึกดู ในเมื่อมันรุ่มรวยปานนั้น เก่งกาจปานนั้น มันย่อมมิใช่ทายาทผู้ไร้ชื่อเสียง เื่ที่มันอาจมาจากหุบเขาพิทักษ์ทรัพย์จึงมิใช่เลื่อนลอยเด็ดขาด”
“.....”
เห็นบุรุษชุดดำมีสีหน้าครุ่นคิด เสี่ยวเปาจึงค่อยๆ เลียบเคียงถามขึ้น “มีประการหนึ่งที่ผู้น้องมีความสงสัยเกี่ยวกับตัวบุคคลผู้นี้นานแล้ว มิทราบท่านพอจะ... ตอบคำถามได้หรือไม่?”
“เ้าถามมา”
“ท่านที่จริงคล้ายรู้จักบุคคลผู้นี้ละเอียดลอออย่างยิ่ง กระทั่งปานที่หัวไหล่ เื่นี้หากมิใช่สนิทสนมกันมากจริงๆ ต้องมิอาจทราบได้เด็ดขาด หรือท่านกับมันเคยเป็สหายกันมาก่อน?”
บุรุษชุดดำพลันยกมือตบโต๊ะจนน้ำแกงในชามกระฉอกขึ้นมา “ผายลม เราตอนพบหน้ามันก็เป็ศัตรูกับมันทันที”
“แต่...”
“มิต้องกล่าวเื่ใดเกี่ยวกับมันอีกแล้ว” บุรุษชุดดำพลันตัดบท “เดือนหน้าเราจะมาอีก หวังว่านิทานของเ้าจะมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นบ้างก็แล้วกัน”
..................................................