เธอถอนหายใจออกมาเบา ๆ ใช้เข็มขัดรัดรอบถุงนอนที่กลายเป็ผ้าห่มแนบตัวไว้ เมื่อคาดเข็มขัดเสร็จ จิมก็กลบถ่านเถ้าของกองไฟเสร็จลงพร้อมกัน หลังจากที่หันมามองดูว่าเธอเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ขึ้นม้า
ดึงขาข้างซ้ายออกจากโกลน เพื่อให้แบรนดี้ได้ใช้รั้งตัวขึ้นโดยวิธีที่เขาจับต้นแขนของเธอไว้ และช่วยให้เธอเหวี่ยงร่างขึ้นทางเื้ัของเขา
“ผมพอจะรู้อยู่เหมือนกันว่าบ้านของคุณอยู่แถวไหน”
เขาพูดขณะที่เธอขยับตัวนั่งอยู่ในท่าที่สบายที่สุดเท่าที่จะทำได้
“และเราก็คงจะต้องพบกับขบวนของผู้ที่ออกตามหาก่อนที่จะไปถึงบ้านคุณเสียอีก”
แบรนดี้ออกจะเห็นด้วยกับเขา วางมือทั้งสองลงบนตะโพกเพื่อทรงตัวไว้ ขณะที่จิมกระแทกส้นเท้าเข้าทางสีข้างของม้า และเ้าม้าสีน้ำตาลก็เริ่มย่างเท้าก้าวเดินโดยอ้อมแคมป์ไฟมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
เถ้าสีเทาของกองไฟถูกกลบด้วยทรายอย่างระมัดระวัง จะมีก็แต่รอยเท้าเท่านั้นที่พอจะเป็หลักฐานได้ว่าทั้งเขาและเธอได้แวะเวียนเข้ามาที่นั่น และในไม่ช้าสายลมแห่งทะเลทรายก็จะพัดพาร่องรอยทั้งหลายให้เลือนหายไปหมดสิ้น แบรนดี้อดที่จะเศร้าลึก ๆ ในหัวใจไม่ได้และก็บอกไม่ได้ด้วยว่าทำไมจึงต้องรู้สึกเช่นนั้น
ด้วยท่าทางสดชื่นกระตือรือร้น ที่ม้าสีน้ำตาลตัวนั้นพาเขาและเธอเหยาะย่างไปบนพื้นทราย โดยทั่วไปในบริเวณนี้ เป็พุ่มไม้ใบหนาและต้นกระบองเพชร ความเงียบสงัดของบรรยากาศในยามเช้า ทำให้ทั้งเขาและเธอไม่้าจะทำลายลงด้วยการสนทนากัน ภูมิประเทศในบริเวณนี้ออกจะแปลกตาสำหรับแบรนดี้ แม้ว่าภูมิประเทศสองข้างทางที่มีต้นไม้ขึ้นอยู่เป็ทิวแถวนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็จะเหมือน ๆ กัน มันจะแตกต่างก็เพียงจากการมองดูจากมุมต่าง ๆ กันเท่านั้นก็ตาม
ด้วยความอบอุ่นที่ได้รับจากผ้าคลุม และความอบอุ่นที่ได้รับจากเรือนกายของผู้ชายที่นั่งอยู่บนหลังม้าด้านหน้า แบรนดี้มีความรู้สึกว่ามันช่างเป็การเริ่มต้นของวันที่บรรยากาศเต็มไปด้วยความแช่มชื่นนัก อากาศที่เย็นชื่นในยามเช้านั้น คือสัญญาณที่เรียกให้สัตว์ทั้งหลายที่ใช้ชีวิตอยู่ในทะเลทรายออกมาตามล่าหาอาหาร มันเป็การท้าทายอย่างยิ่ง สำหรับการที่จะคอยจับตามองดูมันก่อนที่มันจะลับหายไปจากสายตา
ทั้งเขาและเธอเดินทางมาได้หลายไมล์ ก่อนที่แบรนดี้จะสังเกตเห็นว่าฝีเท้าของมาที่เธอกับเขาอยู่นั้นเริ่มเปลี่ยนไป ความนุ่มนวลลดลง คล้ายกับมันจำใจย่างเท้าก้าวเดิน เนื่องจากสายบังเหียนที่คอยบังคับอยู่เท่านั้น ในตอนแรกเธอคิดว่าบางทีอาจจะเป็เพราะเกือกม้าของมันเกิดหลุดออก ดังนั้นเธอจึงก้มหน้าลงไปดู แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีอาการผิดปกติขึ้นกับกีบเท้าของมัน
และเมื่อเธอมองเลยไหล่ของจิมออกไป ก็ได้เห็นว่าเ้ามากำลังทำหูชันพุ่งไปข้างหน้า ชูคอขึ้นสูงกว่าปกติและส่ายหัวไปทางโน้นทีทางนี้ที คล้ายจะปรับระดับแผ่นเหล็กที่คาดอยู่ในปาก และท่วงท่าในการเดินของมันก็ยังฝืน ๆ อยู่เช่นเดิม
“เอ๊ะ ม้าของคุณเกิดเป็อะไรขึ้นมาคะนี่”
แบรนดี้โน้มร่างไปทาบอยู่กับแผ่นหลังของจิม และเห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาที่เครียดขึ้น
“หรือว่ามันเกิดไม่ชอบใจขึ้นมาที่เราขึ้นมานั่งอยู่บนหลังมันถึงสองคน”
“ไม่ใช่”
เป็เสียงตอบห้วน ๆ
แต่เขาก็ต้องเห็นด้วยกับแบรนดี้ว่ามันมีความผิดปกติเกิดขึ้น เพราะขณะที่เขากระตุกสายบังเหียนเพื่อให้ม้าหยุดเดินลง แต่กระนั้น มันก็ยังย่ำอยู่กับที่อย่างใจคอไม่เป็ปกติ ชันคอสูงขึ้นอย่างผิดสังเกต แบรนดี้ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ กำลังจะอ้าปากถามออกไปอีกครั้งว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“ห่ะ....”
เสียงสบถที่ดังมาจากปากของจิม ทำให้เธอต้องหยุดชะงักไปทันที
และพร้อมกันนั้น สายบังเหียนถูกรั้งจนตึง และเ้าม้าก็ก้าวถอยหลังออกมา แบรนดี้แทบจะตั้งตัวไม่ทันกับการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมาย ขณะที่เ้าม้าออกควบสุดฝีเท้ากลับไปในทิศทางที่เพิ่งผ่านมา เธอต้องกอดเอวจิมไว้แน่น เพื่อที่จะประคองตัวไว้บนหลังม้าได้โดยไม่ตกลงไป
นั่นหมายความว่า ขณะนี้ทั้งเขาและเธอ กำลังวิ่งหนีจากอะไรบางอย่างหรือใครบางคนอย่างแน่นอน แบรนดี้ไม่มีเวลาพอที่จะหันกลับไปมอง แต่เธออยากจะเดาว่าน่าจะเป็ใครบางคนมากกว่า อาจจะเป็กลุ่มของพวกที่ออกติดตามหาเธอ หรือไม่ก็อาจจะเป็เ้าหน้าที่ของทางบ้านเมือง ซึ่งออกตรวจสถานที่ เมื่อได้รับการแจ้งว่ามีการลักขโมยวัวเกิดขึ้น
ขณะที่แบรนดี้ปรับตัวให้เข้ากับจังหวะการโยนตัวบนหลังม้าอยู่นั้น ร่างของมันก็พุ่งถลาเข้าไปใกล้เชิงผาแห่งหนึ่ง มือข้างซ้ายของเธอพยายามกอดเอวจิมไว้แน่นเพื่อช่วยในการทรงตัว แต่เขากลับจับข้อมือเธอไว้ พร้อมกับร้องสั่งด้วยเสียงห้วน ๆ ว่า
“ลง”
เขาแทบจะผลักร่างเธอลงจากหลังม้าขณะที่ออกคำสั่งนั้นด้วยซ้ำ ก่อนที่แบรนดี้จะทันเตรียมตัวทำตามคำสั่ง
เธอะโถอยออกห่างจากกีบเท้าที่เต้นเร่า ๆ อยู่ตลอดเวลา คาดว่าทั้งม้าทั้งคนคงจะต้องกระโจนออกจากตรงนั้น และทิ้งเธอไว้เพียงลำพัง แต่ปรากฏว่าจิมก็ะโจากหลังม้าตามเธอลงมาติด ๆ แบรนดี้ได้แต่ยืนเบิกตาโพลงด้วยความแปลกใจและใระคนกัน ขณะที่เขากระชากสายบังเหียนไว้ด้วยมือหนึ่ง และปลดอานลงจากหลังมันที่กำลังตกอยู่ในสภาพที่ตื่นใไปพร้อม ๆ กัน เขาโยนอานลงบนพื้นทรายอย่างไม่สนใจ ขณะที่เดินไปทางหัวม้า
“เกิดอะไรขึ้นคะนี่”
แบรนดี้ยกมือขึ้นเสยผมด้วยความรู้สึกสับสน
“เกิดพายุทราย”
จิมตอบเสียงกระด้าง
กลายเป็ว่า เขาได้พาเธอหนีมาจากอะไรบางอย่าง มิใช่ใครบางคนเช่นที่แบรนดี้คิดในตอนแรก เมื่อมองไปทางทิศเหนือ แบรนดี้จึงได้เห็นความทึบทะมึนของขอบฟ้า ไม่ไกลจากบริเวณเทือกเขาเบื้องหน้าเท่าไรนักเธอมองเห็นอะไรบางอย่างที่คล้ายกับกลุ่มเมฆ ซึ่งเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ความประหวั่นพรั่นพรึงที่เกิดขึ้น ทำให้เธอถึงกับเครียดเขม็งไปทั้งช่องท้อง
แบรนดี้เคยเห็นความรุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อของพายุทรายมาก่อน แต่ส่วนใหญ่ภาพที่เห็นนั้นหมายถึงเธออยู่ภายใต้ของอาคารบ้านเรือนอย่างปลอดภัย ไม่เคยได้ออกมาเห็นในสถานที่ซึ่งไร้สิ่งกำบังเช่นในครั้งนี้
เธอเลื่อนสายตามองไปทางร่างสูง ๆ ไหล่กว้าง ๆ ของผู้ชายคนที่ยืนอยู่ใกล้ตัวด้วยความใ ขณะนี้เขากำลังวุ่นวายอยู่กับม้าตัวนั้น พยายามจะปลดสายบังเหียนที่ติดอยู่อย่างแ่าออกให้ได้
“คุณคงไม่ปล่อยมันไปใช่ไหมคะ”
เธอถามอย่างตระหนก
ซึ่งก็เป็ขณะเดียวกันกับที่สายบังเหียนส่วนที่รั้งอยู่กับปากม้าหลุดออก และเ้าม้าก็ช่วยด้วยการดึงหัวมันออกเป็อิสระ และกระโจนผึงออกจากที่ทันที
“มันเป็ม้าเืทะเลทราย เพราะฉะนั้นมันย่อมรู้ถึงวิธีการที่จะรักษาชีวิตให้รอดมากกว่าเรา”
เขาอธิบายเสียงเครียด ๆ ก่อนที่จะรีบเดินไปเก็บอานและแผ่นรอง
“เอ้า.... วิ่งไปอยู่ใต้ผาหินนั่นได้แล้ว”
ฝ่ามือที่วางลงบนแนวไหล่นั้น คล้ายกับไม่อยากจะรอเวลาให้เธอต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ดังนั้นแบรนดี้จึงถูกทั้งฉุดทั้งกระชากให้ออกวิ่งไปยังใต้เชิงผา เมื่อวิ่งลึกเข้าไปในช่องทางระหว่างซอกเขาซึ่งมีโพรงอยู่ เขาก็ส่งอานม้าให้เธอ
“เอ้า... เอาไอ้แผ่นอานนี่ใส่เข้าไปตรงช่องนั้นปิดทางลมเสีย”
จิมสั่ง
เธอไม่จำเป็ต้องได้รับคำสั่งให้ลงมือกระทำอย่างรวดเร็ว เพราะบรรยากาศในยามนี้เต็มไปด้วยความเร่งร้อนอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าเขาได้เข้ามาอยู่ทางเื้ัแล้วและใช้ผ้าปูรองพันรอบร่างเธอไว้ พร้อมกับรั้งร่างเธอให้ลงนั่งยอง ๆ หลังพิงอยู่กับผนังหิน