ระหว่างที่ทุกคนกำลังสนุกสนาน เรย์ก็ขอแยกตัวเดินไปยังส่วนของบาร์เพื่อเติมเครื่องดื่มเขาเห็นคุณหมอคัตสึรางินั่งอยู่ที่มุมหนึ่ง เธอมองออกไปยังดวงจันทร์นอกหน้าต่างแล้วถอนหายใจออกมาหนึ่งเฮือกใหญ่
“ต้องการเพื่อนคุยไหมครับ”
เขาเอ่ยทักขึ้น จนคุณหมอคัตสึรางิที่กำลังใจลอยออกอาการสะดุ้งเล็กน้อย
“โถ่ตกใจหมด อาซากุระคุงนี่ล่ะก็...”
“มีอะไรกลุ้มใจงั้นเหรอครับคุณหมอ”
เรย์ยิ้มมุมปากให้อีกฝ่ายก่อนหย่นก้นนั่งลงบนเก้าอี้ว่างข้าง ๆ
“ไม่มีอะไรหรอกฉันก็แค่สะท้อนใจน่ะ”
สีหน้าของเธอดูเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัดบรรยากาศคึกคักสนุกสนานก็จริง แต่เธอยังไม่ค่อยชินกับสถานการณ์ที่สงบสุขเท่าใดนัก
“ก่อนที่ฉันจะมาที่นี่ต้องทนลำบากฝ่าความเป็นความตาย เห็นผู้คนถูกเข่นฆ่าไปมากมาย ทำไมกันนะ... ในช่วงเวลาแบบนี้แทนที่มนุษย์อย่างพวกเราควรร่วมมือกันแต่กลับมีคนฉวยโอกาสทำเรื่องโหดร้ายได้หน้าตาเฉย มันช่าง...”
ประโยคสุดท้ายถึงกับขาดห้วงหายไป
เรย์ไม่รู้จะปลอบเธออย่างไรดีสุดท้ายจึงได้แต่กล่าวกับเธอว่า
“แต่มนุษย์ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเหมือนกันหมดเสียหน่อยนะครับยังมีคนดี ๆ อีกตั้งมากมายที่ยอมเสี่ยงตายเพื่อคนอื่นอยู่เสมออย่างเช่นผู้คนตรงหน้านี้”
ทั้งสองนั่งคุยบริเวณบาร์ตรงริมสระสายตาทั้งสองทอดมองไปยังผู้คนที่กำลังสนุกสนานกับงานปาร์ตี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจจะดูเหมือนเห็นแก่ตัวที่หน่วยสำรวจจัดงานรื่นเริงกันเช่นนี้แต่ผู้อพยพทุกคนล้วนเข้าใจว่าทุกคนที่นี่ต่างต้องออกไปต่อสู้เสี่ยงอันตรายอยู่แนวหน้าเพื่อความอยู่รอดแทนตัวเอง
เมื่อมีคนพยายามทำเรื่องร้าย ๆต่อคนอื่น
ก็จะต้องมีคนที่พยายามทำเรื่องดี ๆกับคนอื่น ควบคู่กันไปเสมอ
“ถึงจะพูดไปแล้วน่าอายอยู่บ้างแต่ผมก็คิดว่าตัวเองก็เป็นคนดีอยู่หน่อยหนึ่งเหมือนกันนะครับ”
เรย์กล่าวพร้อมกับทำหน้าซุกซนน้อย ๆ
“คิกๆ เธอนี่ตลกจังนะ”
คัตสึรางิผิลยิ้มหัวเราะคิกคักต่อคำพูดแฝงความล้อเล่นนั้น ความหม่นหมองบนใบหน้าจางหายไปไม่น้อยโดยไม่รู้ตัว
“—ก่อนอื่น ขอขอบคุณสำหรับภารกิจช่วยเหลือในทุก ๆ วันพวกเธอคงจะเหนื่อยกันมากสินะ”
“ถึงจะเหนื่อยแต่มันก็คุ้มค่าที่ได้ทำครับ”
“โอย ทั้งสองคนตรงนั้นน่ะถ้าว่างมากก็ลงมาว่ายน้ำด้วยกันสิ!”
มัตสึบาระในชุดบิกินี่แหวกว่ายอยู่ในสระน้ำเอ่ยชวนตอนนี้ทุกคนทำตัวผ่อนคลายกันมาก ไม่มีเศษเสี้ยวความดุร้ายยามต่อสู้หลงเหลือ
“เวลาแบบนี้ต้องสนุกให้เต็มที่สิ!ใครไม่เมาจะถือว่าแพ้นะ”
ทาดาชิกวักมือตะโกนเรียกอยู่ในสระเช่นกันใบหน้าของเขานั้นเริ่มแดงก่ำกว่าใคร
“นั่นสินะคะสงสัยคงยอมแพ้ไปทั้งแบบนี้ไม่ได้แล้ว”
คัตสึรางิตอบรับทีเล่นทีจริง
“ใช่แล้ว! มาดื่มกันจนโต้รุ่งกันไปเลย!”
“คนหนุ่มสาวนี่ร่าเริงกันจริงๆ เลยนะให้ตายสิ—”
โทชิโร่บ่นพึมพำจนถูกลูกทีมรอบ ๆ แซวว่าอย่างกับคนแก่
การสนทนาภายใต้บรรยากาศครื้นเครงท่ามกลางอากาศที่เริ่มเย็นลงของยามค่ำคืนช่วยทำให้ทั้งเด็กหนุ่มและหญิงสาวสบายใจขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อยโดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาของโยซึรุแอบมองภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาที่ยากเกินจะคาดเดา
ปาร์ตี้ฉลองวันเกิดของมัตสึบาระเป็นไปอย่างครึกครื้นก่อนจะจบลงอย่างเละเทะสมบูรณ์แบบตามที่ตั้งใจไว้
เสียงสัญญาณเตือนจากนาฬิกาของมัตสึบาระเรียกสติเธอจากห้วงนิทราเธอดันตัวลุกขึ้นมองไปรอบ ๆ อย่างงัวเงีย
“ไหนๆ ก็ตื่นเวลานี้กันแล้ว แล้วตอนนี้ก็หนาวด้วย ไปดื่มเบา ๆ กันต่อเหอะ”
มัตสึบาระสะกิดทาดิชิที่ฟุบหลับไปด้วยความเมาอยู่ใกล้ๆ
“นี่ยังจะดื่มกันอีกเรอะ”
ทาดาชิเงยหน้าถามขึ้นด้วยเสียงอ้อแอ้แสดงถึงความมึนเมาขั้นสุด
“แต่ว่านะ เจ้าพวกนี้จะนอนให้เป็นที่เป็นทางหน่อยไม่ได้หรือไงกันมันเกะกะนะ”
ทุกคนในที่นี้ต่างนอนในตำแหน่งที่ต้องการและหันหน้าในทิศทางตามใจตัวเองราวกับถูกโปรยลงมาจากฟ้าก็ไม่ปานมัตสึบาระจึงแทบเดินเป็นเส้นตรงไม่ได้เลย
“ไหนว่าจะดื่มต่อไงนั่นเธอจะไปไหน”
“ปวดฉี่บ้างไม่ได้รึไงยะ!”
ในขณะที่มัตสึบาระเดินโซซัดโซเซมาจนใกล้ถึงห้องน้ำรวมภายในชั้นเธอได้ยินเสียงบางอย่างลอยแว่วผ่านความสลัวของโถงทางเดินยาวทีแรกก็รู้สึกขนลุกวูบคิดว่านี่อาจเป็นครั้งแรกที่ตนได้เจอสิ่งที่เรียกว่าภูตผีวิญญาณเจ้าที่
ทว่ายิ่งเมื่อเดินเข้าไปใกล้จุดหมายมากขึ้นเสียงที่ได้ยินเริ่มเด่นชัด ทำเอาหัวใจสั่นวูบใบหน้าเริ่มร้อนแดงก่ำจนรู้สึกว่าตนเริ่มสร่างเมาเล็กน้อย
‘แรงอีก แรงกว่านี้’
เธอรีบเดินจากไปทางอื่นอย่างกระอักกระอ่วนใจเพราะเธอจำได้ว่าเสียงร้องครางกระสันที่เล็ดลอดออกมานั่นเป็นของนาคาจิม่าไม่ผิดแน่นอน
“หน็อยเจ้าเคนจิทำไมไม่เลือกสถานที่กันหน่อยนะไอ้พวกเด็กบ้า”
หญิงสาวพึมพำนึกเข่นเขี้ยวในใจรีบจ้ำอ้าวเดินจากไป
ภายในห้องสุขาห้องหนึ่งของห้องน้ำรวมเสียงหอบหายใจดังระรัว เรย์ช้อนขาโยซึรุขึ้นไว้หนึ่งข้างให้เธอเอนหลังพิงประตูทรงตัวไว้กางเกงในลูกไม้สีม่วงห้อยต่องแต่งอยู่ที่ปลายเท้าตามแรงสั่นสะเทือนของเด็กหนุ่มทุกการเคลื่อนกายเข้าออกภายในตัวของรุ่นพี่สาว
“วันนี้รุ่นพี่เป็นอะไรไปครับทำไมถึง—”
หญิงสาวใช้นิ้วชี้ปิดปากเขาไว้เป็นสัญลักษณ์ให้เงียบ ก่อนจะเป็นฝ่ายดันตัวเขานั่งลงบนชักโครกรุ่นพี่สาวก้าวตามลงมาหย่อนสะโพกคร่อมเอวมือบางจับแก่นกายที่กำลังอุ่นร้อนของเขาไว้ก่อนจะสอดมันกลับเข้าไปภายในกายเธออีกครั้ง
ความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นทำเอาทั้งคู่ซี๊ดปากออกมาพร้อมกันเธอเริ่มขยับสะโพกแสดงความต้องการเป็นผู้คุมของเกมนี้ แขนบางโอบรอบคอของเขาสีหน้าปรากฏความเสียวซ่านสะท้านอารมณ์ สายตาทั้งคู่จ้องมองกันและกันจนรุ่นพี่สาวเงยหน้าซู๊ดปากเอนตัวไปด้านหลัง ใช้สองมือค้ำงันที่เข่าของเขาขยับสะโพกเพิ่มความเร็ว
เรย์เอื้อมมือไปปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตด้านบนของอีกฝ่ายลงครึ่งหนึ่งเผยให้เห็นอกอิ่มเต่งตึงกำลังดันสู้บราตัวน้อยนั่นเขาดึงบราลงไว้ใต้อกแล้วใช้นิ้วเรียวขยี้ยอดแข็งที่กำลังชูชันอย่างอดใจไม่ไหวรุ่นพี่สาวพยายามกลั้นเสียงครางอยู่ในลำคอ
เขาเริ่มสัมผัสได้ถึงอาการตอดรัด จึงขยับเอวเด้งสวนสอดรับจังหวะไม่นานนักทั้งคู่ก็ไปถึงที่หมายพร้อมกันเขาโอบกอดเธอไว้แนบแน่นบรรเทาความสั่นสะท้านที่เกิดขึ้นกับร่างกาย
“เดียวผมออกไปดูต้นทางให้ก่อนนะครับ”
เรย์ใส่เสื้อผ้าพร้อมหันไปกล่าวกับโยซึรุที่กำลังหายใจเหนื่อยหอบเขาออกมายืนรอด้านนอกจนหญิงสาวแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วตามมาสมทบ
“ตอนนี้พวกนั้นเมาหลับกันไปหมดแล้วไปต่อกันที่ห้องฉันไหม”
“รุ่นพี่มีอะไรหรือเปล่าครับ”
เขาหันไปจ้องหน้าถามเธอตรงๆ รู้สึกว่าหญิงสาวมีบางอย่างแปลกไป
“ก็ไม่มีอะไรหรอกแค่รู้สึกว่าเดียวนี้เราห่างเหินกันจังเลยนะ”
ดวงตาของหญิงสาวจ้องมองมาอย่างมีนัยเรย์หลบสายตาแสร้งไม่รับรู้
โยซุรึเอ่ยขึ้นเพราะเธอรู้สึกได้ว่าเด็กหนุ่มพยายามหลบหน้าหากไม่ใช่ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ และการเย้ายวนจากเธอ คงไม่เกิดสถานการณ์ในห้องน้ำอย่างเมื่อสักครู่ขึ้น
“รุ่นพี่ก็รู้นี่ครับว่าเรื่องของเรามันไม่ถูกต้องผมอยากให้ความสัมพันธ์ของเราหยุดลงก่อนที่มันจะเลยเถิดไปมากกว่านี้ เคนจิน่ะ—”
ด้วยเสียงที่สัมผัสได้ถึงรอยยิ้มบางอันฝืดเฝื่อนของเด็กหนุ่มตรงหน้าโยซึรุเม้มริมฝีปากมีสีหน้าเปลี่ยนไป
“…นี่มันก็แค่ความคิดเพ้อเจ้อของเด็กไม่รู้ประสีประสานั่นแหละคิดว่าความสัมพันธ์ของเพื่อนสมัยเด็กกับโลกใบแคบ ๆที่เคยใข้ชีวิตอย่างเรียบง่ายจะคงอยู่ตลอดไปงั้นเหรอ”
สีหน้าของสาวงามแข็งยะเยือกมาพร้อมกับน้ำเสียงอันเย็นชาที่แสดงให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของหญิงสาวเป็นครั้งแรกทำให้เรย์ถึงกับนิ่งอึ้งเงียบงันไป บรรยากาศหนักหน่วงคงอยู่เพียงชั่วครู่—
“พวกนาย...มายืนคุยอะไรกัน ...ตรงนี้น่ะ เอิ๊ก!”
บทสนทนาของทั้งคู่ยุติลงเพียงเท่านั้นเกิดอาการอ้ำอึ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงของเคนจิเอ่ยขัดจังหวะขึ้น ทว่าหันไปก็ต้องคลายใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเดินมาในอากัปกิริยาโซซัดโซเซจะล้มแหล่มิล้มแหล่
เขารีบเอื้อมมือมาช่วยพยุงไว้ ก่อนที่หมอนี่จะหน้าคว่ำลงกับพื้น
“นายนั่นแหละเมาขนาดนี้เดินลงมาทำอะไร”
ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่มีสติมากพอที่จะจับผิดอะไรพวกเขาได้ ความละอายใจแผ่ซ่านไปทั่วร่างเหมือนการออกฤทธิ์ของยาพิษชนิดหนึ่ง
“ฉัน...ว่าจะดื่มต่อสักหน่อย แต่ตื่นมา...เอิ๊ก ไม่เห็นนาย ...เลยออกมาตาม—โอยหัวหมุนชะมัด”
รุ่นพี่สาวตรงมาช่วยหิ้วปีกอีกข้าง
“เธอดื่มมากเกินไปแล้วนะเคนจิกลับห้องนอนได้แล้ว เดียวฉันกับเรย์คุงไปส่ง”
เขาที่กำลังหิวปีกเคนจิคนละข้างกับโยซึรุหันมาสบตากันเล็กน้อยเขาพบแววละอายใจปรากฏในดวงตาเธอแล้วจางหายไป
ในค่ำคืนที่กำลังเปลี่ยนผ่านภายในใจของแต่ละคน ยังคงมีความแตกต่างกันอยู่อย่างนั้น ทว่าภายใต้ม่านแห่งรัตติกาลกลับมีบางสิ่งซ่อนอยู่ หายนะกำลังคืนคลานมาอย่างเงียบงัน