จารึกที่ 247 : มรดกปรมาจารย์กงซู : หอตำรากลไกฟ้าและค่าผ่านทางของคนตระหนี่
ฝุ่นผงแห่งกาลเวลาที่ปลิวว่อนเหนือซากปรักหักพัง ค่อยๆ ทอดตัวลงสู่พื้นโลหะวิญญาณอันเย็นเยียบ กลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าและกฎเกณฑ์แห่งการทำลายล้างที่เคยปะทุขึ้นอย่างบ้าคลั่งเมื่อครู่ บัดนี้ได้ถูกความเงียบงันอันเป็นนิรันดร์ของสำนักหัตถ์กล กลืนกินไปจนสิ้น
ซากของพยนต์เทวะอสูรสงครามโบราณที่เคยยืนหยัดท้าทายสวรรค์ บัดนี้เหลือเพียงเศษชิ้นส่วนโลหะที่ไร้ซึ่งเจตจำนง แกนปราณบรรพกาลอันเป็นหัวใจหลักของมันถูกกระชากออกไปอย่างป่าเถื่อน ทิ้งไว้เพียงรูกลวงโบ๋ที่แผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งความพ่ายแพ้
อาเจีย ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาทว่าเปี่ยมไปด้วยสัญชาตญาณของพ่อค้าหน้าเงิน กำลังสาละวนอยู่กับการกอบโกยซากโลหะวิญญาณเหล่านั้นยัดลงในแหวนมิติอย่างบ้าคลั่ง ท่วงท่าของเขารวดเร็วและแม่นยำประหนึ่งโจรขุดสุสานที่ผ่านประสบการณ์มานับไม่ถ้วน ทุกครั้งที่ชิ้นส่วนโลหะระดับสูงถูกดูดกลืนหายไปในแหวน รอยยิ้มที่เคยกว้างอยู่แล้วของเขาก็ยิ่งฉีกกว้างขึ้นไปอีก
"ฮ่าฮ่าฮ่า! โลหะนิลกาลพันปี... ทองแดงสลักวิญญาณ... นี่มันขุมทรัพย์ชัดๆ! ศิลาปราณหนึ่งหมื่นก้อนที่ข้าสูญเสียไปเพื่อกางม่านกักขังบรรพกาล บัดนี้ถือว่าได้ทุนคืนพร้อมกำไรเหนาะๆ แล้ว!" อาเจียพึมพำกับตัวเอง ดวงตาสีเงินยวงทอประกายรูปเหรียญทองอย่างปิดไม่มิด
ยืนอยู่ไม่ไกลจากเขานัก คือ เจ้าสัว พยนต์เทวะในร่างราชันย์อเวจีกึ่งเซียน ร่างสีทองอร่ามของมันบัดนี้มีริ้วรอยอักขระสีม่วงคล้ำแผ่ซ่านออกมาจากแกนกลางหน้าอก มันเพิ่งจะ 'กลืนกิน' แกนปราณบรรพกาลของอสูรสงครามเข้าไป เจตจำนงแห่งโลหะของมันกำลังสั่นพ้องกับกฎเกณฑ์ฟ้าดินอย่างรุนแรง ปีกโลหะทั้งหกแฉกด้านหลังกระพือเบาๆ ทว่ากลับสร้างรอยแยกในมิติอากาศได้อย่างน่าสะพรึงกลัว
"เจ้านาย... ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งมรรคาวิถีที่ไหลเวียนอยู่ในปราณบรรพกาลนี้" กระแสจิตอันโอหังและเย่อหยิ่งของเจ้าสัวดังก้องในห้วงสำนึกของอาเจีย "ทว่าเพียงแค่นี้ยังไม่พอ! เจตจำนงของข้าปรารถนาความแข็งแกร่งที่มากกว่านี้ ข้าต้องการกะโหลกของมังกรวิญญาณ ข้าต้องการปีกที่หล่อหลอมจากอัสนีสวรรค์! หากท่านหามาให้ข้าได้ ข้าผู้เป็นพยนต์เทวะ จะฉีกทึ้งแผ่นฟ้าและเหยียบย่ำสรวงสวรรค์ให้ท่านเอง!"
อาเจียหยุดมือชะงัก หันไปขึงตาใส่ลูกน้องของตน "เพ้ย! ไอ้เศษเหล็กจอมตะกละ! แค่แกนปราณบรรพกาลชิ้นเดียว มูลค่าของมันก็ซื้อเมืองได้ทั้งเมืองแล้ว เจ้ายังจะมาเรียกร้องกะโหลกมังกรอะไรอีก! หุบปากแล้วทำตัวเป็นโล่คุ้มกันที่ดีซะ ข้าไม่อยากเสียศิลาปราณไปมากกว่านี้แล้ว!"
"หึหึ... ความตระหนี่ของท่านช่างเป็นเจตจำนงที่มั่นคงไม่สั่นคลอนเลยจริงๆ ข้าเลื่อมใสยิ่งนัก" เจ้าสัวส่งกระแสจิตตอบกลับด้วยน้ำเสียงกวนประสาท มันประสานมือโลหะเข้าด้วยกันแล้วยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังอาเจียประหนึ่งภูเขาทองคำที่ไม่อาจโค่นล้ม
ในขณะเดียวกัน เจ้าถุงเงิน ราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณ ก็ไต่กลับมาหลอมรวมเข้ากับเงาของอาเจียอย่างเงียบเชียบ ดวงตาทั้งแปดของมันหลับลงเพื่อย่อยสลายกลิ่นอายแห่งกฎเกณฑ์ที่มันเพิ่งใช้ใยโปร่งใสตัดขาดไปเมื่อครู่
ฉินมู่หลาง และ เฟิงอี้หราน ที่ยืนเฝ้าระวังอยู่บนนาวาทะลวงเมฆา ได้แต่ลอบมองหน้ากันแล้วถอนหายใจยาว ศิษย์เอกแห่งสำนักพู่กันเพลิงส่ายหน้าเบาๆ "เจตจำนงแห่งกระบี่ของข้ายังต้องสั่นคลอนเมื่อเผชิญหน้ากับความหน้าเงินของศิษย์น้องอาเจีย... มรรคาวิถีของเขาช่าง... เป็นเอกเทศอย่างแท้จริง"
"วิถีแห่งเต๋ามิได้จำกัดรูปแบบ..." ฉินมู่หลางเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าสายตาของเขากลับจับจ้องไปยังความมืดมิดเบื้องหน้า "แต่ข้าสัมผัสได้ว่า... กฎเกณฑ์ฟ้าดินในซากมหานครแห่งนี้ กำลังนำพาพวกเราไปสู่สิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าอสูรสงครามเมื่อครู่"
คำกล่าวของฉินมู่หลางมิได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย ท่ามกลางความปีติยินดีในการเก็บเกี่ยวทรัพย์สินของอาเจีย เนตรสูญตาขั้นสองของเขาพลันสัมผัสได้ถึงความผันผวนของกฎเกณฑ์ฟ้าดินที่รุนแรงและบิดเบี้ยว ลึกลงไปในความมืดมิดของซากสำนักหัตถ์กล ปรากฏโครงร่างของสิ่งปลูกสร้างขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางหุบเหวใต้พิภพ
อาเจียเก็บกวาดชิ้นส่วนสุดท้ายเสร็จสิ้น เขากระโดดกลับขึ้นมาบนเรือเหาะ "ทุกคน ระวังตัวให้ดี ข้าสัมผัสได้ถึงต้นตอของเจตจำนงทั้งหมดในมหานครแห่งนี้ เดินหน้าต่อไป!"
นาวาทะลวงเมฆาค่อยๆ เคลื่อนตัวลอยต่ำฝ่าม่านหมอกแห่งกาลเวลา ยิ่งเข้าใกล้ศูนย์กลางของสำนัก แรงกดดันจากกฎเกณฑ์ฟ้าดินก็ยิ่งหนักอึ้ง จนแม้แต่หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นต้องโคจรปราณวิญญาณปกป้องจุดตันเถียนของตนเองอย่างสุดกำลัง
จนกระทั่งม่านหมอกสีฟ้าหม่นจางลง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของคณะวิปลาส คือหอคอยโบราณสูงเก้าชั้นที่ถูกสร้างขึ้นจาก 'โลหะนิลกาลสกัดดาว' วัสดุระดับตำนานที่สูญหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ หอคอยแห่งนี้มิได้ถูกสร้างด้วยการก่ออิฐถือปูน ทว่ามันถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากการนำฟันเฟืองฟ้าขนาดยักษ์นับหมื่นชิ้นมาสอดประสานกันอย่างวิจิตรพิสดาร ทุกชิ้นส่วนขยับเขยื้อนอย่างเชื่องช้าทว่าไร้ซึ่งเสียงรบกวนใดๆ ราวกับมันกำลังขับขานบทเพลงแห่งเต๋าที่คนเป็นไม่อาจได้ยิน
เหนือประตูทางเข้าที่ทำจากทองแดงสัมฤทธิ์ มีป้ายชื่อสลักด้วยอักขระบรรพกาลที่ทรงอำนาจจนเพียงแค่มองก็ทำให้จิตวิญญาณสั่นสะท้าน...
'หอตำรากลไกฟ้า'
ภายในมิติพู่กันนิรันดร์ มู่เฉิน ลุกพรวดขึ้นยืนบนแท่นหยก ร่างโปร่งแสงของบรรพชนผู้ยิ่งใหญ่สั่นสะท้านด้วยความเคารพและสะเทือนใจอย่างลึกซึ้ง
"อาเจีย... ที่นี่คือหอตำรากลไกฟ้า! สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของสำนักหัตถ์กล! มันคือสถานที่ซึ่งเก็บรวบรวมมรดกและวิถีเต๋าของ 'ปรมาจารย์กงซู' ยอดคนผู้บุกเบิกการหลอมรวมอักขระวิญญาณเข้ากับศิลาและโลหะ หากเจ้าได้เคล็ดวิชาในหอคอยนี้มา... พยนต์เทวะของเจ้าจะก้าวข้ามขีดจำกัดของสิ่งประดิษฐ์ และกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่แท้จริง!"
เมื่อได้ยินคำว่า 'เคล็ดวิชาระดับตำนาน' และการอัปเกรดพยนต์ ดวงตาของอาเจียก็เบิกกว้างเป็นประกายเจิดจ้า เขารู้ดีว่าหากเจ้าสัวแข็งแกร่งขึ้น เขาก็จะมีมือขวาที่ไร้เทียมทานไว้คอยไถไถงทรัพย์สินจากศัตรูในอนาคต
"เยี่ยมยอด! นี่แหละคือโชคหล่นทับของแท้!" อาเจียเตรียมจะกระโจนลงจากเรือเพื่อพุ่งตัวเข้าไปในหอตำรา
"ช้าก่อนนายท่าน!" เสียงกระแสจิตของเจ้าสัวตวาดลั่น พร้อมกับมือโลหะยักษ์ที่คว้าคอเสื้อของอาเจียไว้แน่นดึงเขากลับมาบนเรือ "เจตจำนงแห่งโลหะของข้าสัมผัสได้... ประตูบานนั้นมิใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแยกวิญญาณอย่างท่านจะเดินผ่านไปได้ง่ายๆ!"
อาเจียชะงัก หันขวับกลับไปมองประตูทองแดงบานนั้นอีกครั้ง คราวนี้เขาเบิกเนตรสูญตาขั้นสองจนถึงขีดสุด วงแหวนอักขระหลิงหมุนวนอย่างบ้าคลั่งเพื่อเจาะทะลุภาพลวงตา
พริบตานั้น ร่างของอาเจียพลันแข็งทื่อ เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มแผ่นหลัง ภาพที่เขาเห็นมิใช่ประตูธรรมดา ทว่ามันคือ 'ค่ายกลสังหารเก้าปราสาทกลืนวิญญาณ' ที่สลับซับซ้อนและโหดเหี้ยมที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอมาในชีวิต!
เส้นสายวิถีปราณนับล้านเส้นถักทอกันเป็นตาข่ายมรณะ ทุกเส้นสายซ่อนเร้นเจตจำนงแห่งการทำลายล้างกฎเกณฑ์ฟ้าดิน หากมีผู้ใดก้าวล่วงเข้าไปแม้เพียงครึ่งก้าวโดยไม่รู้วิถีแก้ค่ายกล ร่างกายและวิญญาณของผู้นั้นจะถูกฟันเฟืองมิติที่มองไม่เห็น บดขยี้จนแหลกสลายกลายเป็นเพียงผุยผงในเสี้ยวลมหายใจ!
"นี่มัน... ค่ายกลระดับกึ่งเซียน!" อาเจียกลืนน้ำลายฝืดคอ "หากข้าจะใช้การผสานจตุรธาตุบรรพกาลเพื่อฝืนทำลายมัน ข้าคงต้องสังเวยศิลาปราณระดับสูงอย่างน้อยห้าแสนก้อน... ห้าแสนก้อนเชียวนะ! ต่อให้ขายกางเกงในข้าทิ้ง ข้าก็มีจ่ายไม่พอ!"
ความโลภปะทะกับความตาย อาเจียยืนตัวสั่นด้วยความอัดอั้นตันใจ ขุมทรัพย์อยู่ห่างออกไปเพียงเอื้อมมือ ทว่าค่าผ่านทางกลับสูงลิบลิ่วจนวิญญาณพ่อค้าของเขาแทบจะแตกสลาย
ในขณะที่ทุกคนกำลังสิ้นหวังและมืดแปดด้าน เสียงถอนหายใจอันแสนเบื่อหน่ายก็ดังขึ้นจากท้ายเรือ
"เฮ้อ... พวกเด็กหนุ่มสมัยนี้ ช่างไร้ซึ่งความรู้และอ่อนหัดเสียจริง เจอค่ายกลกลไกฟ้าของตาเฒ่ากงซูเข้าไปนิดหน่อยก็ยืนขาสั่นเป็นลูกนกตกน้ำเสียแล้ว"
นักพรตหมื่นอีแปะ ยอดคนอิสระผู้ซ่อนเร้นระดับบำเพ็ญเพียรที่แท้จริง (ระดับ 6 หลอมความว่างเปล่า) ค่อยๆ ยืดกายลุกขึ้นจากพื้นเรือ เขาสะบัดแส้ปัดหมื่นนฤมิตในมือเบาๆ แววตาที่เคยปรือปรอยและเกียจคร้าน บัดนี้กลับแฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์และแววตาของจอมรีดไถที่เหนือชั้นกว่าอาเจียนับร้อยเท่า!
"อาจารย์งก... ทะ... ท่านดูค่ายกลนี้ออกงั้นหรือ?" อาเจียหันขวับไปมองชายชราด้วยความหวังที่ริบหรี่
นักพรตเฒ่าเชิดหน้าขึ้น ลูบเคราขาวของตนอย่างเชื่องช้า "เพ้ย! ในใต้หล้านี้ มีค่ายกลใดบ้างที่ข้าผู้เป็นนักพรตพเนจรจะมองไม่ออก? ค่ายกลสังหารเก้าปราสาทกลืนวิญญาณนี้ แม้จะดูน่าสะพรึงกลัว ทว่ามันก็มีช่องโหว่ที่ซ่อนเร้นอยู่ในกฎเกณฑ์การหมุนของฟันเฟืองฟ้า ข้าบังเอิญ... รู้เคล็ดลับในการปลดล็อคมันโดยไม่ต้องเปลืองศิลาปราณแม้แต่ก้อนเดียว"
ตาของอาเจียลุกวาวประหนึ่งเห็นพระโพธิสัตว์มาโปรด (แม้ในใจเขาจะไม่เชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ตาม) "เยี่ยมไปเลย! สมกับเป็นอาจารย์ของข้า! รบกวนท่านผู้อาวุโสโปรดออกโรงเปิดทางให้พวกเราด้วยเถิด!"
นักพรตหมื่นอีแปะแสยะยิ้มกว้าง รอยยิ้มนั้นทำให้อาเจียรู้สึกเสียวสันหลังวาบ "แน่นอน ข้ายินดีเปิดทางให้... ทว่า การจะแทรกแซงค่ายกลระดับกึ่งเซียนนี้ ข้าต้องสูญเสีย 'ปราณแก่นแท้' ที่บำเพ็ญมาอย่างยากลำบาก ดังนั้น... ค่าผ่านทางสำหรับการเปิดประตูบานนี้ ข้าคิดราคาเป็นกันเองสำหรับศิษย์รัก..."
ชายชราชูนิ้วมือขึ้นห้านิ้ว "ศิลาปราณระดับสูง ห้าหมื่นก้อน ถ้วน!"
"ห้าหมื่นก้อน!!" อาเจียแผดเสียงลั่นดาดฟ้าเรือ ประหนึ่งถูกอัสนีสวรรค์ฟาดกลางแสกหน้า "ท่านบ้าไปแล้วหรือ! ข้าเพิ่งเสียไปหมื่นก้อน ข้าแทบจะหมดเนื้อหมดตัวอยู่แล้ว ท่านยังจะมารีดไถข้าอีกตั้งห้าหมื่นก้อน! ทำไมท่านไม่ปล้นข้าไปเลยล่ะตาเฒ่าหน้าเงิน!"
"อ้าวๆ พูดจาให้มันดีๆ หน่อยไอ้เด็กเมื่อวานซืน ข้าบังคับเจ้าหรือ? หากเจ้าไม่อยากจ่าย ก็เชิญเจ้าเอาพยนต์หน้าโง่ของเจ้าไปเดินชนค่ายกลเอาเองเถิด ข้าจะนั่งจิบชารอดูพวกเจ้าถูกบดเป็นเนื้อบดอยู่ตรงนี้แหละ" นักพรตเฒ่าทำท่าจะนั่งลงตามเดิม ไม่แยแสต่อความเดือดร้อนของใครทั้งสิ้น
อาเจียกัดฟันจนได้ยินเสียงกระดูกกรามลั่นกราว เขาจ้องมองหอตำรากลไกฟ้าสลับกับใบหน้ายียวนของชายชรา การต่อสู้ทางจิตใจดำเนินไปอย่างดุเดือด ในที่สุด... ความโลภในเคล็ดวิชาก็เอาชนะความตระหนี่ไปได้อย่างเฉียดฉิว
"ก็ได้! ข้ายอมจ่าย! แต่ยามนี้ข้ามีศิลาปราณไม่ถึงห้าหมื่นก้อนแล้ว! ข้ามีติดตัวอยู่แค่สองหมื่นก้อนเท่านั้น!" อาเจียเค้นเสียงลอดไรฟัน
"ไม่มีปัญหา! ข้าเป็นคนใจกว้าง..." นักพรตหมื่นอีแปะสะบัดมือเบาๆ ปรากฏม้วนคัมภีร์สีทองและพู่กันสีเลือดลอยมาหยุดอยู่ตรงหน้าอาเจีย "ที่เหลืออีกสามหมื่นก้อน ข้าอนุญาตให้เจ้าทำ 'สัญญาหนี้วิญญาณ' ผ่อนชำระพร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบต่อเดือนได้! ลงนามด้วยหยดเลือดและเสี้ยววิญญาณของเจ้าซะ หากเจ้าเบี้ยวหนี้ กฎเกณฑ์ฟ้าดินจะลงทัณฑ์ให้วิญญาณเจ้าแหลกสลาย!"
อาเจียเบิกตากว้าง มือที่จับพู่กันสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ 'นี่ข้า... ราชันผู้เกรียงไกร ต้องมาตกเป็นทาสหนี้สินของตาเฒ่านี่จริงๆ หรือ! บัดซบเอ๊ยยย!'
แม้ในใจจะแช่งชักหักกระดูกนักพรตเฒ่าไปถึงบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตร ทว่านิ้วมือของอาเจียก็จำต้องกรีดเลือดของตนเอง ประทับรอยนิ้วมือและเสี้ยวเจตจำนงลงบนสัญญาหนี้วิญญาณอย่างจำยอม
"เอาล่ะ! สัญญาเสร็จสิ้น! ถือว่าตกลงตามนี้!" นักพรตเฒ่าเก็บม้วนสัญญาเข้าแขนเสื้ออย่างว่องไวด้วยใบหน้าชื่นมื่นประหนึ่งเพิ่งถูกหวยสวรรค์
ร่างของยอดคนบำเพ็ญอิสระลอยตัวขึ้นอย่างช้าๆ ไปหยุดอยู่เบื้องหน้าประตูทองแดงสัมฤทธิ์ แววตาของเขากลับมาคมกริบและแฝงด้วยกลิ่นอายแห่งมรรคาวิถีที่แม้แต่อาเจียยังต้องกลั้นหายใจ
นักพรตหมื่นอีแปะยกแส้ปัดหมื่นนฤมิตขึ้น การเคลื่อนไหวของเขานั้นเชื่องช้าทว่าสอดคล้องกับจังหวะของฟ้าดิน เขาไม่ได้รวบรวมปราณมหาศาลเพื่อทำลายล้าง ทว่าเขาส่ง 'เจตจำนง' เล็ดลอดเข้าไปในจุดตัดของอักขระค่ายกลสังหาร
มันคือการแทรกแซงที่แม่นยำและสมบูรณ์แบบที่สุด... 'ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่อีแปะเดียว'
"คลิก..."
เสียงแผ่วเบาดังขึ้นจากภายในประตูทองแดง พริบตานั้น ค่ายกลสังหารเก้าปราสาทกลืนวิญญาณที่น่าสะพรึงกลัว พลันสูญเสียความสมดุลในกฎเกณฑ์ เส้นสายวิถีปราณคลายตัวและสลายหายไปในอากาศธาตุประหนึ่งหิมะที่ต้องแสงตะวัน
ประตูทองแดงบานยักษ์ค่อยๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นความมืดมิดและกลิ่นอายของกระดาษไม้ไผ่โบราณที่เก็บซ่อนอยู่ภายใน
"เชิญ... ลูกค้าระดับวีไอพีของข้า" นักพรตเฒ่าผายมือด้วยรอยยิ้ม
อาเจียถลึงตาใส่ชายชราเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะกระโดดลงจากเรือ นำคณะวิปลาสเดินก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปในหอตำรากลไกฟ้า ทุกลมหายใจของเขาเข้าออกเป็นคำว่า 'ห้าหมื่นก้อน... ห้าหมื่นก้อน...'
เมื่อก้าวพ้นประตู สิ่งที่รอคอยพวกเขาอยู่ภายในมิใช่ความอลังการของเพชรนิลจินดา ทว่ามันคือชั้นวางที่สลักจากหยกและไม้หอมยาวสุดลูกหูลูกตา บนชั้นเหล่านั้นเรียงรายไปด้วยม้วนคัมภีร์ไม้ไผ่ หยกบันทึกวิญญาณ และแผ่นโลหะสลักอักขระจำนวนมหาศาล!
กลิ่นอายแห่งปัญญาและมรรคาวิถีบรรพกาลอัดแน่นจนแทบจะจับต้องได้
ภายในห้วงจิตของอาเจีย ร่างโปร่งแสงของ มู่เฉิน หลับตาลง ซึมซับเจตจำนงที่หลงเหลืออยู่ในสถานที่แห่งนี้ น้ำตาแห่งวิญญาณสายหนึ่งไหลรินลงมาอาบแก้ม
"กงซู... สหายเก่าของข้า... มรรคาที่เจ้าเพียรพยายามสร้างสรรค์มาตลอดชีวิต มิได้สูญเปล่าเลยจริงๆ เจตจำนงของเจ้ายังคงสถิตอยู่ที่นี่... รอคอยผู้สืบทอดที่แท้จริง" มู่เฉินรำพึงด้วยความอาลัย
อาเจียสัมผัสได้ถึงความเศร้าโศกของอาจารย์ เขาก้าวเดินไปตามทางเดินหยก ท่ามกลางคัมภีร์นับหมื่นเล่ม เนตรสูญตาของเขาพลันถูกดึงดูดด้วยกลิ่นอายที่คุ้นเคย มันเป็นกลิ่นอายที่คล้ายคลึงกับพู่กันนิรันดร์ ทว่าผสานเข้ากับเจตจำนงแห่งโลหะ!
บนแท่นศิลาใจกลางหอคอย มีแผ่นโลหะสีทองแดงที่ถูกสลักด้วยอักขระหลิง 零 สลับกับกลวิธานของฟันเฟืองฟ้า อาเจียเอื้อมมือออกไปสัมผัสมัน พริบตาที่ปลายนิ้วแตะลงบนแผ่นโลหะ ปัญญาบรรพกาลสายหนึ่งก็พุ่งพรวดเข้าสู่ห้วงสำนึกของเขาอย่างรุนแรง!
"มรดกแห่งกงซู : คัมภีร์กลไกสวรรค์ผสานวิญญาณ!"
อาเจียเบิกตากว้าง สมองของเขาซึมซับมรรคาแห่งการสร้างพยนต์เทวะระดับสุดยอด มันมิใช่เพียงการเอาเศษเหล็กมาประกอบกัน ทว่ามันคือการนำ 'อักขระสูญตา' เข้าไปสลักลงบนแก่นวิญญาณของศัสตรา เพื่อมอบชีวิตและเจตจำนงที่สามารถขัดขืนกฎเกณฑ์ฟ้าดินได้โดยสมบูรณ์!
"ฮ่าฮ่าฮ่า!" เสียงหัวเราะอันคลุ้มคลั่งของ เจ้าสัว ดังก้องขึ้นเบื้องหลังอาเจีย มันจ้องมองแผ่นโลหะในมือเจ้านายด้วยความโลภที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด "นายท่าน! ในที่สุดท่านก็ได้มันมา! หากท่านใช้เคล็ดวิชานี้ สลักอักขระลงบนกะโหลกอสูรบรรพกาลให้ข้า ข้าผู้เป็นพยนต์เทวะ จะก้าวขึ้นเป็น 'จอมราชันย์อเวจี' ที่แท้จริง! โลกผู้ฝึกตนนี้จะต้องสั่นสะเทือนเพราะความมั่งคั่งและพลังของพวกเรา!"
อาเจียแสยะยิ้มกว้าง รอยยิ้มของเขาและพยนต์เทวะช่างดูชั่วร้ายและหน้าเงินเข้าขากันอย่างสมบูรณ์แบบ ความเจ็บปวดจากการเสียศิลาปราณห้าหมื่นก้อนมลายหายไปสิ้น บัดนี้ เขามีกุญแจที่จะสร้างขุมกำลังที่ไร้เทียมทานแล้ว!
ทว่า... ในขณะที่พวกเขาชื่นชมกับความสำเร็จอยู่นั้นเอง...
"กัมปนาททททท!!!"
เสียงระเบิดที่ดังกึกก้องยิ่งกว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์ของมหานครใต้ดิน พลันปะทุขึ้นจากเพดานถ้ำเบื้องบน! ม่านกักขังบรรพกาลที่อาเจียสร้างขึ้นด้วยศิลาปราณหมื่นก้อน บัดนี้เกิดรอยร้าวขนาดมหึมา ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีเงินร่วงหล่นลงมาดุจหิมะสีเลือด!
แสงสว่างวาบจากลาวาเบื้องบนสาดส่องลงมา พร้อมกับเงาร่างอันน่าสะพรึงกลัวนับพันที่พุ่งหลาวลงมาจากรอยแยกของเพดาน!
"บัดซบ! ม่านกักขังของข้าแตกแล้ว!" อาเจียตวาดลั่น
เผ่าอสูรศิลาที่คลุ้มคลั่ง ทะลวงกำแพงป้องกันลงมาได้สำเร็จ ทว่านั่นยังไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด เพราะแรงสั่นสะเทือนจากการพังทลาย ได้ปลุกกลไกป้องกันขั้นสูงสุดของซากมหานครแห่งนี้ให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลอย่างสมบูรณ์!
ดวงตาสีทับทิมนับหมื่นคู่ของ 'กองทัพพยนต์เทวะสำนักหัตถ์กล' สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด บัดนี้ สามขั้วอำนาจกำลังจะปะทะกันอย่างดุเดือดใต้พิภพ มหาสงครามแห่งการนองเลือดและแย่งชิงกฎเกณฑ์ฟ้าดิน กำลังจะอุบัติขึ้น!