บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 35 | วิหารแห่งก็อปลิน อูโบโบ 3

            “พักกันก่อนแล้วค่อยไปต่อก็แล้วกันครับ”

            เซลฟิสกล่าวหลังการต่อสู้จบลง เมื่อนั้นเขาจึงเดินจากไปในระยะห่างราวห้าสิบเมตร 

            แม้จะแลดูสนิทสนมกันดี กระนั้นทั้งสองฝ่ายกลับมีท่าทีที่ห่างเหิน กวีตัดสินใจอยู่กับแมรี่ ในขณะที่กลุ่มของเซลฟิสกลับอยู่ห่างไกลออกไปจากจุดที่พวกเขายืนอยู่ 

            ในขณะที่กำลังนั่งพักผ่อน เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานดังก้องกังวานมาจากกลุ่มของเซลฟิส พวกเขากำลังคุยถึงเรื่องใดกันอยู่? กวีมิอาจคาดเดาได้ กระนั้นเขากลับสังหรณ์ใจไม่ดียิ่งนักทุกครั้งที่จดจ้องไปยังคนเหล่านั้น

            หันกลับมายังแมรี่และพวกพ้อง ทางด้านนี้กลับมีสีหน้าแจ่มใสราวกับเด็กได้ขนมชิ้นโปรด คงเพราะเป็นการท้าทายดันเจี้ยนครั้งแรก ทำให้บนใบหน้าจึงมีเพียงความตื่นเต้นต่อการผจญภัยครั้งใหม่

            “ทำไมพวกคุณถึงมาเป็นนักบุกเบิกกันครับ พวกคุณไม่กลัวตายเหรอครับ ?” กวีกล่าวถามออกไป เขาเองก็ผ่านความเป็นความตายมาหลายครั้ง ตั้งแต่คุกใต้ดินอันมืดมิด จนกระทั่งตนนั้นได้หักหลังพวกพ้องในยามที่ต้องเลือกบางสิ่ง ซึ่งทั้งหมดล้วนมีจุดประสงค์คือการเอาชีวิตรอด

            แมรี่เอื้อนเอ่ยออกมาแทนความในใจของทุกคน “แน่นอนค่ะว่าพวกเราทุกคนล้วนกลัวตาย แต่สำหรับตัวชั้น นับตั้งแต่ที่ฝ่าเท้ายังเล็กเท่าฝาหอย ชั้นฝันมาตั้งนานแล้ว อยากจะเห็นโลกทั้งใบที่กว้างไกลออกไปจนสุดลูกหูลูกตา ใหญ่มากพอที่เพียงหน้าต่างไม่อาจสร้างทิวทัศน์ที่งดงามเปรียบได้ดังภาพพจน์ในจินตนาการเช่นนั้นได้ เพราะแบบนั้น ชั้นจึงตัดสินใจเป็นนักบุกเบิก แต่เพราะชั้นเป็นพวกทึ่ม เรเชลก็เลยยินดีจะติดตามมาด้วยค่ะ”

            เธอกล่าวด้วยวาจาเบ่งบานแจ่มใสราวไม้ดอกที่ผลิบานอย่างงดงามเมื่อกลางฤดูใบไม้ผลิ มันคือความฝัน ทุกคนล้วนมีมันอยู่ 

            “ใช่แล้ว ชั้นจำต้องติดตามท่านพี่มาด้วย เพราะขืนให้ท่านพี่เดินทางไปไหนมาไหนคนเดียว เดี๋ยวคงมีคนอย่างหมอนี่เข้ามาตามรังควานอีก” เรเชลกล่าวเสริมพลางพูดเสียงฮึขึ้นคอ 

            กวีรู้สึกไม่ชอบใจเป็นอย่างยิ่ง 

            .

            < อะไรของยัยนี่กันนะ >

            .

            เขาครุ่นคิด พลางจ้องมองหญิงสาวที่แม้จะงดงามทว่ากลับมีฝีปากร้ายกาจด้วยแววตาขุ่นเคือง

            เมื่อรู้สึกไม่สบอารมณ์กับการถามเหล่าหญิงงาม เมื่อนั้นกวีจึงเหลียวมองกลับไปหาฝ่ายชายที่นั่งอยู่ด้านขวา “แล้วพวกคุณล่ะครับ ?” พลันได้ยินคำถามจากเขา สีหน้าของจอสกลับแปรเปลี่ยนสีไป จากใบหน้าของชายผู้เป็นมิตรกลับกลายเป็นเงียบขรึมประหนึ่งมีเรื่องทุกข์ใจ

            กวีมิใช่คนโง่ เขาย่อมรู้ได้ในทันที

            “ถ้าไม่อยากก็ไม่ต้องพูดก็ได้นะครับ” เขาเร่งตัดบทสนทนาในฉับพลัน ทว่าจอสกลับยกมือขึ้นและเริ่มต้นบอกเล่า

            “ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง”

            พลันนิทานเริ่มต้นบทแรก ไม่มีเสียงเล็ดลอดจากผู้ใดถูกกล่าวขึ้นเพื่อเอ่ยขัด

            “ชั้นมีลูกสาวและเมียอยู่ หรือหากจะให้พูด คงต้องบอกว่าครั้งหนึ่งเคยมีคงจะถูกต้องมากกว่า..”

            ย้อนกลับไปเมื่อราวสามปีก่อน..

            เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นในช่วงบ่ายของปลายฤดูฝน ในวันนั้นท้องนภาถูกปกคลุมด้วยความมืดดำ ฝนกระหน่ำลงมามากยิ่งกว่าวันอื่นใด ทั่วทุกหนแห่งมีเพียงเสียงฝนซัดสาด รวมไปถึงลึกเข้าไปภายในจิตใจของจอส

            ในวันนั้น เป็นวันที่จอสจำต้องเดินทางออกไปทำงาน ณ ต่างแดน มีเพียงภรรยาที่จำต้องเลี้ยงลูกของตนเพียงลำพัง

            “ก๊อก ๆ ๆ” เสียงเคาะประตูดังก้องกังวานในขณะที่เสียงฝนฟ้าคะนองยังคงดังรำไรอยู่ภายนอก

            “เวนดี้ ลูกไปดูหน่อยสิว่าใครมา” เสียงของภรรยาของจอสกล่าวออกไปในขณะที่ตนทำอาหารอยู่ในห้องครัว 

            “ได้ค๊าาา” เด็กสาวตอบรับด้วยน้ำเสียงอันใสซื่อบริสุทธิ์ เธอวิ่งไปที่ประตูหน้าบ้านพร้อมสีหน้าอันเบิกบาน 

            “แก๊ก-” เด็กสาวเอื้อมมือเพื่อเปิดประตู พบกับชายวัยแตกหนุ่มราวห้าคนรอคอยอยู่หน้าบ้าน

            “พวกคุณเป็นใครคะ ?” เด็กสาวเอื้อนเอ่ยถามกลับไปด้วยความสงสัย เพราะหนูน้อยไม่เคยพบเห็นคนเหล่านี้มาก่อนเลยในช่วงชีวิตนี้ 

            เมื่อนั้นหนึ่งในชายทั้งห้าจึงเริ่มต้นปริปาก รอยยิ้มปรากฏขึ้นอย่างมีเลศนัย ราวกับว่ากำลังวางแผนการอันใดสักอย่างอยู่ในหัว

            “สวัสดีหนูน้อย พวกเราก็คือ..”

            ‘สามีของหนูกับแม่หนูในอนาคตยังไงล่ะ’ 

            พวกมันทั้งหมดคือกลุ่มโจรระดับล่าง เฝ้ามองบ้านของจอสมาแล้วนานนับเดือน จนกระทั่งสบโอกาสเมื่อจอสจำต้องเดินทางไปยังต่างแดน จึงลงมือปล้นทรัพย์สมบัติทั้งหมดและข่มขืนลูกและเมียของเขาจนสมใจอยาก

            เมื่อจอสกลับมาถึงบ้านอีกครั้ง สิ่งที่ตนได้พบเห็นช่างเป็นทิวทัศน์อันแสนน่าเศร้า เด็กสาวที่อีกสามวันข้างหน้าจะมีอายุครบสิบสามปี ยามนี้กลับถูกพบในสภาพเปลือยปลาย เมือกสีขาวขุ่นเคอะไปทั่วกายและริมฝีปาก ในขณะเดียวกัน ผู้เป็นแม่กลับอยู่ในสภาพเลือดท่ามกาย คอของเธอปรากฏบาดแผลถูกใบมีดเชือดเฉือน เสียชีวิตเพราะเสียเลือดมากจนเกินไป

            กลับคืนสู่ปัจจุบัน เรื่องราวของจอสเปี่ยมไปด้วยหลากหลายอารมณ์ เพื่อก้าวข้ามความโศกเศร้าทั้งหมด ต้องทำเช่นไรจึงทำให้แก้วที่แตกร้าวกลับมาเป็นสภาพเดิมได้อีกครั้ง

            “ภรรยาของชั้นเสียชีวิต แต่ลูกของชั้นยังมีชีวิตอยู่ หมอบอกว่าเธอตกอยู่ในสภาพหมดสติเพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเพราะมานาในตัวของเธอเกิดการแปรปรวนไปตามอารมณ์ที่ขึ้นและลงอย่างฉับพลัน หลังจากนั้น เรื่องนี้ก็ถึงมือของตำรวจ ชั้นตัดสินใจร่วมมือในการสืบสวน จนกระทั่งได้เจอแหล่งกบดานของพวกมัน ชั้นแทบไม่สนใจความเห็นของใคร ชั้นมุ่งหน้าไปเพียงลำพัง ชั้นอัดพวกมันทั้งห้าคนจนปางตาย กระทั่งตำรวจมาถึงและห้ามปรามไม่ให้ชั้นฆ่าพวกมันเสียก่อน” ในขณะที่กล่าว จอสนั่งกอดเข่าพลางจิกเล็บเข้าสู่ผิวหนัง ร่างกายของเขาสั่นเทาพร้อมความโกรธแค้นอันมากล้นยากเกินพรรณนาได้ปรากฏอยู่ในแววตา 

            กวียื่นมือเข้าแตะไหล่ของจอสอย่างบางเบา “พอเถอะครับ ผมคิดว่า.. ผมรู้มากเกินพอแล้ว” เขากล่าว

            พลันได้ยินเสียงของกวี สติของจอสจึงกลับคืนมาเป็นปกติ “ขอโทษที..”

            ทุกคนย่อมรู้ว่าการที่บรรยากาศแปรเปลี่ยนไปหาใช่ความผิดของจอส 

            “ส่วนชั้นไม่ได้อดีตอันแสนน่าเศร้าเหมือนจอสหรอกนะ ก็แค่อยากจะสนุกไปกับการผจญภัยเท่านั้น” กามูกล่าวเพื่อเปลี่ยนเรื่องในเร็วพลัน 

            กระนั้นบรรยากาศอันน่าอึดอัดกลับมิได้แปรเปลี่ยนไป ไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยอะไรต่อจากนั้น จนกระทั่งเซลฟิสพร้อมพวกพ้องได้ก้าวเดินเข้ามา พวกเขาบอกอย่างเถรตรงว่าได้เวลาเดินหน้าต่อ เมื่อนั้นทุกคนจึงลุกขึ้นยืน ก้าวเดินตามหลังไปพลางทำทีเงียบเฉยราวกับเรื่องเมื่อครู่มิได้ถูกเอ่ยขึ้น 

            วันเวลาล่วงเลยผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง เส้นทางข้างหน้ามีเพียงความว่างเปล่า ไร้ซึ่งอสูรชนิดใดเฝ้ารออยู่ จนกระทั่งสิ้นสุดเส้นทาง เบื้องหน้าปรากฏทางแยกออกเป็นสามสาย แต่ละสายล้วนมิอาจคาดเดาว่ามันจะไปบรรจบ ณ ที่แห่งใด

            “เอาแบบนี้ดีไหมครับ ผมขอเสนอพวกเราทั้งสิบห้าคนแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม โดยผมจะให้คุณเรเชลกับคุณแมรี่มาอยู่ฝั่งผม และจะมอบหมายให้บารากะไปอยู่กับกลุ่มคุณแทนที่” เซลฟิสยื่นข้อเสนอพลางเผยยิ้มเป็นมิตร ทว่าในขณะเดียวกัน บารากะกลับจ้องมาที่กวีด้วยรอยยิ้มแฝงความนึกคิดอันลี้ลับ ราวกับตนนั้นกำลังสนุก หรือไม่ก็กำลังวางแผนการร้ายตลบหลังอยู่

            กวีสัมผัสได้ถึงภยันตรายชั่วร้ายที่แฝงอยู่ภายใต้รอยยิ้มเหล่านั้น ครั้งนี้กระทั่งเรเชลและแมรี่กลับรู้สึกเช่นเดียวกัน

            “ผมไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของคุณครับ แมรี่และเรเชลเคยทำงานร่วมกันกับกลุ่มของเธอ ย่อมรู้ดีว่าต่างฝ่ายควรสนับสนุนกันเช่นไร คนรู้ใจย่อมทำงานร่วมกันได้ดีกว่า มิเช่นนั้นจะขัดขากันให้เสียจังหวะเปล่าๆ” กวีกล่าว

            เขาและเซลฟิสจดจ้องมองหน้ากัน ในขณะที่กวียังคงเยือกเย็น ทว่าสีหน้าของเซลฟิสกลับแลดูนิ่งสงบยิ่งกว่า ภายใต้รอยยิ้มของเขาปราศจากจุดประสงค์ร้ายอย่างแท้จริง กระนั้นในใจของเขากำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใด คงไม่มีใครนอกจากตัวเขาเองจึงจะสามารถตรัสรู้ได้อย่างแท้จริง

            ทันใดนั้น บารากะได้ก้าวเดินออกมาพร้อมสีหน้าหุนหัน “แกมีปัญหาอะไรกับการตัดสินใจของพวกเราวะ ถ้าไม่ชอบก็ไสหัวไปซะ !!” 

            เสียงของบารากะดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ กระนั้นกวีกลับตัดสินใจไม่ตอบโต้กลับไป เขานิ่งเฉย ราวกับอีกฝ่ายไร้ซึ่งตัวตนประหนึ่งดวงวิญญาณหนึ่งดวง 

            “ทำหน้าแบบนั้นมันหมายความว่าไงวะ แกคงอยากจะตายจริง ๆ สินะ” บารากะเปล่งเสียงออกมาอีกครั้งพลางแผ่ขยายจิตสังหารเข้าหาอีกฝ่าย มือขวาวางลงเตรียมชักดาบออกจากฝัก กวีไม่น้อยหน้า หยดเลือดถูกตระเตรียมเพื่อใช้งานปรสิตเลือดอำพันในทุกสถานการณ์

            จนกระทั่งเซลฟิสได้ยื่นมือเข้าห้ามปรามอีกครั้ง ทั้งสองจึงหยุดการกระทำของตน “เจ้าหนู อย่าบอกนะว่านายกำลังสงสัยพวกเรา ?” เขากล่าวพลางจดจ้องไปยังนัยน์ตาของกวีเพื่อหยั่งเชิงกันและกัน

            ในสิบวินาทีราวกับล่วงผ่านไปราวครึ่งค่อนวัน 

            “ไม่เลยครับ ผมไม่ได้คิดจะหาเรื่องหรือสงสัยอะไร ก็เพียงพูดความจริงเท่านั้น”  กวีแสดงออกถึงเจตนารมณ์ของตนอย่างแน่วแน่ ทั้งสองคนยังจดจ้องไปยังแววตาของอีกฝ่าย กวีในยามนี้สูงถึงร้อยแปดสิบเซนติเมตร กระนั้นกลับต้องแหงนขึ้นไปจึงจะเห็นนัยน์ของเซลฟิส แสดงว่าเขาและบารากะคงมีความสูงอยู่ที่ราวร้อยเก้าสิบต้น ๆ 

            ทันใดนั้น บางสิ่งได้เข้ากระทบไหล่ของกวีอย่างบางเบา มันคือมือของจอส เขาก้าวเดินมาหาเพื่อยุติเรื่องทั้งหมด “ดูเหมือนพ่อรูปหล่อของเราจะยังคงระแวงพวกคุณอยู่ แต่มันก็ไม่ผิด บางทีการระมัดระวังตัวให้ดีก็อาจสำคัญต่อการมีชีวิตรอดกลับไปจากดันเจี้ยนก็ได้ เพราะฉะนั้น เพื่อความแน่ใจของทั้งสองฝ่าย ผมจะไปอยู่ฝั่งคุณเพื่อจับตามองพฤติกรรม แต่ในขณะเดียวกัน คุณไม่จำเป็นต้องส่งใครมายังกลุ่มของผม” จอสกล่าวด้วยแววตาเปี่ยมความเชื่อมั่น 

            “คุณแน่ใจนะ ?” เป็นใครย่อมมีข้อสงสัย เซลฟิสจ้องมองมาพลางกล่าวถาม

            ทว่าในแววตาของจอสกลับไร้ซึ่งความลังเล “เชื่อผมสิ พวกเขาแข็งแกร่ง” เพียงหนึ่งวาจาสยบทุกสิ่ง หากเจ้าตัวยืนกรานถึงเพียงนั้น ผู้ใดก็มิอาจเห็นต่าง “ก็ดี งั้นก็เอาตามที่คุณบอก” เซลฟิสกล่าวพลางส่งยิ้มกลับมา

            การแบ่งทีมเสร็จในช่วงเวลาอันน้อยนิด กลุ่มเซลฟิสจะถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกประกอบไปด้วยเขา บารากะ จอส รวมไปถึงพวกพ้องอีกสาม รวมแล้วเป็นหกคนในหนึ่งกลุ่ม เส้นทางที่พวกเขาจะมุ่งไปคือเส้นทางด้านขวาสุด 

            กลุ่มต่อมาคือเหล่าพลพรรคที่เหลือของเซลฟิส พลดาบสองและพลแม่นปืนสาม พวกเขาจะมุ่งตรงไปยังเส้นทาง ณ ใจกลางระหว่างสาม

            และกลุ่มสุดท้าย ประกอบไปด้วยแมรี่ เรเชล กามู รวมไปถึงกวีในฐานะผู้เยี่ยมชม เส้นทางที่ได้รับเลือกคือเส้นทางสุดท้ายซึ่งนับจากขวา

            ทั้งสามกลุ่มแยกกันไปเมื่อเสร็จสิ้นการจัดสรร จอสส่งยิ้มกลับมาบ่งบอกว่าตนจะไม่เป็นอะไร และแล้วในท้ายที่สุด ทั้งสามกลุ่มจึงมุ่งตรงเข้าสู่เส้นทางที่ได้รับเลือกในทันที 

            กระนั้นแล้ว หลากหลายความคิดกลับขัดแย้งกันคนละทิศคนละทาง กวีนั้นตัดสินใจถูกแน่หรือ? การส่งจอสไปให้อีกฝ่ายจะส่งผลร้ายต่อผลลัพธ์ในอนาคตรึเปล่า? เขาสังหรณ์ใจไม่ดีเท่าใดนัก 

    คล้ายกับเรื่องบันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer ที่คุณอ่าน