วิถีศัสตราไร้ลักษณ์ : The Formless Immortal Blade

    ตอนที่ 27: ผู้คุมกฎแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์และเบาะแสสู่ชิ้นส่วนสุดท้าย

    สายลมแห้งแล้งพัดกรรโชกผ่านหน้าผาสูงชันที่ตั้งตระหง่านอยู่สุดขอบทวีปตะวันออก พัดพาเอาเศษฝุ่นทรายสีเทาให้ปลิวว่อนไปในอากาศธาตุเบื้องหน้า รอยแยกมิติขนาดยักษ์ที่เคยบิดเบี้ยวและส่งเสียงคำรามดุจสัตว์ร้าย บัดนี้ได้ปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์แบบ ทิ้งไว้เพียงรอยแผลเป็นจางๆ บนผืนฟ้าที่กำลังถูกธรรมชาติซ่อมแซม ร่างของเด็กหนุ่มในชุดเกราะอ่อนสีดำขลับยืนตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยวริมหน้าผา สายลมพัดชายเสื้อคลุมของเขาให้สะบัดพลิ้ว นัยน์ตาสีแดงอมม่วงทมิฬของหลินเฟยทอดมองไปยังเส้นขอบฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล แววตาของเขาในยามนี้ลึกล้ำ เยือกเย็น และแฝงไปด้วยอำนาจที่อยู่เหนือการหยั่งรู้ของมนุษย์ปุถุชนทั่วไป


    การเดินทางทะลวงเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์บรรพกาล และการช่วงชิง 'โกร่งกระบี่มาร' ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่สี่ของศาสตราไร้ลักษณ์ ได้เปลี่ยนแปลกตัวตนของเขาไปอย่างสิ้นเชิง พลังมารบริสุทธิ์ของจักรพรรดิมารในยุคโบราณที่ถูกดูดซับและชำระล้างด้วยเจตจำนงกระบี่ ได้ยกระดับการฝึกตนของเขาให้พุ่งทะยานสู่ 'ขอบเขตแก่นแท้ขั้นปลาย' อย่างสมบูรณ์ รากฐานพลังปราณในจุดตันเถียนของเขาบัดนี้ไม่ได้เป็นเพียงสีทองแดงหรือสีเลือดอีกต่อไป แต่มันถูกเคลือบแฝงด้วยประกายสีม่วงทมิฬที่ดูลี้ลับและอันตราย ทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้าออก มิติรอบกายของเขาจะเกิดการบิดเบี้ยวเล็กน้อย ราวกับว่าโลกใบนี้ไม่สามารถรองรับการมีอยู่ของพลังงานที่หนาแน่นระดับนี้ได้อีกต่อไป


    หลินเฟยยกมือขวาขึ้นมาเบื้องหน้า เขาไม่ได้ควบแน่นพลังปราณให้เป็นรูปดาบอย่างที่เคยทำ แต่เขาเพียงแค่ส่งกระแสจิตเรียกหาศาสตราวุธที่สถิตอยู่ในแก่นแท้ของวิญญาณ ทันใดนั้น แสงสีแดงอมม่วงก็วาบขึ้นที่ฝ่ามือ ดาบโลหิตสีดำสนิทปรากฏขึ้นอย่างเงียบกริบ ไร้ซึ่งเสียงครางหึ่งๆ ของพลังงานที่ควบคุมไม่ได้เหมือนในอดีต บัดนี้มันดูสงบนิ่งและสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ใบดาบสีดำขลับมีเส้นริ้วสีแดงคล้ำวิ่งผ่านประดุจเส้นเลือด โกร่งกระบี่ที่เพิ่งหลอมรวมเข้ามาใหม่มีลวดลายของอสูรบรรพกาลที่สยายปีกดูดกลืนสวรรค์ เพียงแค่มันปรากฏตัว อุณหภูมิโดยรอบก็ลดต่ำลงจนหินผาเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็งสีดำ


    "สี่ชิ้นส่วนหลอมรวม... พลังอำนาจของมันช่างหอมหวานและบ้าคลั่งยิ่งนัก" หลินเฟยพึมพำกับตนเอง นิ้วมือเรียวยาวลูบไล้ไปตามสันดาบอย่างแผ่วเบา "ทว่ามันยังขาดความสมบูรณ์แบบ ขาดจุดศูนย์รวมแห่งการเจาะทะลวงที่แท้จริง"


    'ถูกต้องแล้ว เด็กน้อย...' เสียงกระซิบโบราณของจิตวิญญาณศาสตราดังก้องขึ้นในห้วงความคิดของหลินเฟย น้ำเสียงของมันในยามนี้ไม่ได้แหบพร่าอีกต่อไป แต่ฟังดูทรงอำนาจและชัดเจนยิ่งขึ้น 'ชิ้นส่วนทั้งสี่ที่เจ้าครอบครอง คือ แกนกลาง คมดาบ ด้ามจับ และโกร่งกระบี่ พวกมันมอบพลังทำลายล้างและการปกป้องที่สมบูรณ์แบบ ทว่าชิ้นส่วนสุดท้าย ชิ้นส่วนที่ห้า... คือ ปลายกระบี่ (ยอดศัสตรา) มันคือส่วนที่แหลมคมที่สุด ทรงอำนาจที่สุด และเป็นตัวแทนแห่งเจตจำนงของสวรรค์เบื้องบน ชิ้นส่วนที่สี่เป็นตัวแทนของความมืดมิดและพลังมารสุดขั้ว ชิ้นส่วนที่ห้าจึงเป็นตัวแทนของแสงสว่างและพลังศักดิ์สิทธิ์สุดขั้ว เพื่อสร้างสมดุลหยินหยางให้แก่ตัวข้า'


    "แสงสว่างและพลังศักดิ์สิทธิ์สุดขั้วงั้นรึ?" หลินเฟยหรี่ตาลง "ในเก้าสวรรค์สิบดินแดน ขุมอำนาจใดที่อวดอ้างตนว่าเป็นตัวแทนแห่งแสงสว่างมากที่สุด?"


    'คำตอบนั้น เจ้าอจจะรู้ดีกว่าใคร...' จิตวิญญาณโบราณหัวเราะในลำคอ 'รังสีมารสีม่วงดำที่เจ้าระเบิดออกมาตอนทะลวงมิติกลับสู่โลกมนุษย์ รุนแรงเกินกว่าที่พวกมดปลวกบนสวรรค์จะนิ่งเฉยได้ ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพวกสุนัขรับใช้ที่น่ารำคาญกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้... จงเตรียมตัวรับแขกเถอะ'


    สิ้นคำเตือนของจิตวิญญาณศาสตรา ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมระดับแก่นแท้ขั้นปลายของหลินเฟยก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติบนท้องฟ้าทางทิศตะวันตก หมู่เมฆสีเทาหม่นถูกแหวกออกอย่างรุนแรง แสงสว่างสีทองเจิดจ้าบาดตาสาดส่องทะลุเมฆหมอกลงมาราวกับดวงอาทิตย์ดวงที่สอง เสียงแตรสังข์และเสียงบทสวดสรรเสริญที่ฟังก้องกังวานและศักดิ์สิทธิ์ดังกึกก้องไปทั่วสารทิศ ขับไล่กลิ่นอายความตายรอบๆ หน้าผาให้จางหายไป


    จากใจกลางของแสงสีทองนั้น ปรากฏเรือรบเหาะวิญญาณขนาดยักษ์สามลำที่สร้างขึ้นจาก 'หยกขาวสุริยัน' และประดับประดาด้วยทองคำบริสุทธิ์ ลำเรือสลักลวดลายทวยเทพและปีกนกสวรรค์ ใบเรือสีทองสว่างไสวสะบัดพลิ้วตามแรงลม บนยอดเสากระโดงเรือมีธงรูป 'ดวงอาทิตย์แปดแฉก' ปักตระหง่านอยู่ มันคือตราสัญลักษณ์ของขุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในดินแดนภาคกลาง 'จักรวรรดิแสงศักดิ์สิทธิ์' และวิหารเทพสุริยัน!


    หลินเฟยยืนนิ่งอยู่ริมหน้าผา นัยน์ตาสีแดงอมม่วงทมิฬจ้องมองกองเรือรบเหาะที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ด้วยแววตาที่เรียบเฉย ไร้ซึ่งความประหลาดใจหรือหวาดกลัว เขาค่อยๆ เก็บดาบโลหิตสีดำเข้าสู่จุดตันเถียน ยืนเอามือไพล่หลัง รอคอยการมาถึงของผู้มาเยือนอย่างใจเย็น


    เรือรบเหาะทั้งสามลำมาลอยลำหยุดนิ่งอยู่เหนือหน้าผา ห่างจากหลินเฟยไปเพียงร้อยจั้ง รังสีความกดดันระดับศักดิ์สิทธิ์แผ่ซ่านลงมากดทับทั่วบริเวณ บนดาดฟ้าเรือลำกลาง ปรากฏกองทหารในชุดเกราะสีทองคำขาวและผ้าคลุมสีแดงสดนับร้อยนาย ยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ พวกเขาคือ 'ผู้คุมกฎศักดิ์สิทธิ์' (Inquisitors) กองกำลังรบชั้นยอดของวิหารเทพสุริยัน ที่มีหน้าที่ล่าสังหารผู้ฝึกวิชามารและผู้ที่ขัดขืนคำสอนของสวรรค์ ทุกนายล้วนมีระดับพลังไม่ต่ำกว่าสร้างฐานขั้นสูงสุด!


    ตรงกลางกลุ่มผู้คุมกฎ ร่างของชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ก้าวเดินออกมายืนที่หัวเรือ เขาสวมชุดเกราะเต็มยศที่ส่องแสงสีทองเจิดจ้า ในมือถือหอกยาวที่ปลดปล่อยประกายอัสนีสีทองออกมาเป็นระยะ รังสีพลังของชายผู้นี้แข็งแกร่งและหนาแน่นอย่างยิ่ง มันคือระดับ 'แก่นแท้ขั้นปลาย' ที่เทียบเท่ากับหลินเฟย! เขาคือ 'อูเธอร์' แม่ทัพผู้พิทักษ์แห่งแสง หนึ่งในยอดฝีมือที่น่าเกรงขามที่สุดของจักรวรรดิแสงศักดิ์สิทธิ์


    "กลิ่นอายมารที่ชั่วร้ายและสกปรกโสมม... มาจากตัวเจ้าจริงๆ สินะ!" อูเธอร์ชี้ปลายหอกทองคำลงมาที่หลินเฟย น้ำเสียงของเขาดังกังวานและเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งดุจเทพเจ้าที่กำลังพิพากษาคนบาป "ข้าคือแม่ทัพอูเธอร์ แห่งวิหารเทพสุริยัน! เข็มทิศพิพากษาของพวกข้าตรวจพบการฉีกขาดของมิติและการปะทุของพลังมารระดับภัยพิบัติที่หน้าผาแห่งนี้ ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเพียงเด็กหนุ่มตัวเหม็นคาวเลือดคนหนึ่ง... เจ้าไปเอาชิ้นส่วนสมบัติมารมาจากรอยแยกบรรพกาลใช่หรือไม่! จงคุกเข่าลง! ส่งมอบสมบัติมารชิ้นนั้นมาให้วิหารแสงศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำไปชำระล้าง และยอมรับการเผาผลาญวิญญาณเพื่อไถ่บาปซะ!"


    หลินเฟยเงยหน้ามองกลุ่มคนบนเรือเหาะด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นไม่ได้แฝงความโกรธ แต่เต็มไปด้วยความสมเพชอย่างหาที่สุดไม่ได้ "ชำระล้างเพื่อไถ่บาปงั้นรึ? พวกสุนัขรับใช้ที่ชอบเอาคำว่า 'ศักดิ์สิทธิ์' มาบังหน้าเพื่อปล้นชิงสมบัติของผู้อื่นนี่ มันมีอยู่ทุกยุคทุกสมัยจริงๆ สินะ"


    "สามหาว! ไอ้เดรัจฉานมาร แกกล้าจาบจ้วงวิหารเทพสุริยัน!" อูเธอร์เบิกตากว้างด้วยความโกรธเกรี้ยว ไม่เคยมีผู้ใดในดินแดนนี้กล้าพูดจาดูหมิ่นกองกำลังของพวกเขามาก่อน "ผู้คุมกฎศักดิ์สิทธิ์! ตั้งค่ายกลทัณฑ์สวรรค์! บดขยี้ร่างของมันให้กลายเป็นเถ้าถ่าน และกระชากวิญญาณของมันออกมาเค้นความจริง!"


    "รับบัญชา!"


    สิ้นคำสั่งของผู้เป็นแม่ทัพ ผู้คุมกฎศักดิ์สิทธิ์นับร้อยนายบนเรือทั้งสามลำ ก็ประสานอินและร่ายคาถาพร้อมกัน พลังปราณธาตุแสงสีทองสว่างจ้าพุ่งทะยานออกจากร่างของพวกเขา ลอยขึ้นไปรวมตัวกันกลางอากาศเหนือหน้าผา ภายในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ พลังงานเหล่านั้นก็ควบแน่นกลายเป็น 'ดาบกางเขนแสงศักดิ์สิทธิ์' ขนาดยักษ์ที่มีความยาวกว่าสองร้อยจั้ง มันแผ่รังสีความร้อนแรงและการชำระล้างที่สามารถหลอมละลายได้แม้กระทั่งวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุด มิติรอบๆ ดาบกางเขนแสงบิดเบี้ยวด้วยความร้อน


    "ตายซะ! ไอ้เศษสวะแห่งความมืด!" อูเธอร์ตวัดหอกลงมา ดาบกางเขนแสงขนาดยักษ์ก็ทิ้งตัวลงมาฟาดฟันใส่ร่างของหลินเฟยด้วยความเร็วและน้ำหนักอันมหาศาล แรงกดดันของค่ายกลนี้รุนแรงพอที่จะทำลายยอดเขาให้หายไปจากแผนที่


    ทว่า หลินเฟยกลับยืนเอามือไพล่หลังอย่างผ่อนคลาย เขาเงยหน้ามองความพินาศสีทองที่กำลังพุ่งลงมาด้วยแววตาที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี "พวกเจ้าอวดอ้างว่าเป็นแสงสว่างที่พิพากษาความมืด... เช่นนั้นข้าก็จะให้พวกเจ้าได้เห็น ว่าเมื่อความมืดที่แท้จริงกลืนกินแสงสว่าง... มันจะเป็นเช่นไร!"


    วินาทีที่ดาบกางเขนแสงยักษ์พุ่งลงมาห่างจากศีรษะเพียงสิบจั้ง หลินเฟยก็ขยับตัว มือขวาของเขาตวัดขึ้นสู่อากาศ ดาบโลหิตสีดำสนิทที่มีโกร่งกระบี่อสูรมารปรากฏขึ้นในมือ เจตจำนงกระบี่ขั้นที่สอง 'สะบั้นไร้ลักษณ์' ผสานเข้ากับพลังมารสีม่วงทมิฬจากชิ้นส่วนที่สี่ ระเบิดออกอย่างบ้าคลั่ง 


    "วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์! เคล็ดวิชาที่สี่... เงาทมิฬกลืนสวรรค์!"


    หลินเฟยฟาดฟันดาบโลหิตสีดำสวนขึ้นไปเบื้องบน คลื่นกระบี่ที่ถูกปลดปล่อยออกมาไม่ได้เป็นสีเลือดหรือสีทองแดง แต่มันคือคลื่นพลังงานสีดำสนิทที่แฝงด้วยประกายสีม่วงทมิฬ มันไม่ได้บางเฉียบเหมือนการสะบั้นปกติ แต่มันขยายตัวออกราวกับปากของอสูรยักษ์ที่อ้ากว้าง พุ่งเข้ากลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า


    ไม่มีเสียงปะทะที่ดังสนั่นหวั่นไหว มีเพียงเสียงคล้ายกับไฟที่ถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด!


    ดาบกางเขนแสงศักดิ์สิทธิ์ขนาดยักษ์ที่ดูไร้เทียมทาน เมื่อปะทะเข้ากับคลื่นกระบี่เงาทมิฬของหลินเฟย กลับไม่อาจต้านทานได้แม้แต่เสี้ยววินาที พลังงานแสงสีทองถูกกลืนกินและย่อยสลายกลายเป็นความว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว คลื่นกระบี่สีดำทมิฬพุ่งทะลวงผ่ากลางค่ายกลแสงศักดิ์สิทธิ์จนขาดสะบั้นเป็นสองท่อน ก่อนจะพุ่งทะยานลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า 


    "อะไรกัน! เป็นไปไม่ได้! ค่ายกลทัณฑ์สวรรค์ถูกทำลายด้วยดาบเดียว!" อูเธอร์และเหล่าผู้คุมกฎบนเรือเหาะเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด ความมั่นใจที่เคยมีมลายหายไปในพริบตา


    "ถึงตาข้าบ้างล่ะ" เสียงเย็นเยียบของหลินเฟยดังขึ้นที่ข้างหูของอูเธอร์!


    อูเธอร์สะดุ้งสุดตัว เขาหันขวับไปมอง ร่างของเด็กหนุ่มในชุดเกราะสีดำที่เคยยืนอยู่เบื้องล่าง บัดนี้ได้ใช้วิชาก้าวพริบตาอสรพิษ ทะลวงผ่านมิติขึ้นมาปรากฏตัวอยู่บนดาดฟ้าเรือรบลำกลาง ท่ามกลางวงล้อมของผู้คุมกฎนับร้อยนายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว! ความเร็วของหลินเฟยในระดับแก่นแท้ขั้นปลายนั้น เหนือกว่าที่สายตาของพวกมันจะมองตามทัน


    "บังอาจ! ฆ่ามัน!" อูเธอร์คำรามลั่น แทงหอกทองคำเข้าใส่หลินเฟยด้วยพลังเต็มพิกัด


    แต่หลินเฟยไม่แม้แต่จะปรายตามองหอกที่พุ่งเข้ามา เขาเพียงแค่สะบัดมือซ้ายเบาๆ รังสีพลังสีแดงอมม่วงกระแทกเข้าที่ก้านหอกอย่างจัง หอกทองคำระดับสวรรค์งอโค้งผิดรูปและกระเด็นหลุดจากมือของแม่ทัพผู้พิทักษ์ทันที วินาทีต่อมา ร่างของหลินเฟยก็กลายเป็นเงาสีดำวูบวาบไปมาระหว่างผู้คุมกฎนับร้อยนายบนดาดฟ้าเรือ


    ฉับ! ฉับ! ฉับ! ฉับ! ฉับ!


    การเข่นฆ่าฝ่ายเดียวได้เริ่มต้นขึ้น คมดาบโลหิตสีดำไม่ได้เพียงแค่ตัดผ่านชุดเกราะหยกขาวและเนื้อหนังของพวกมัน แต่มันยังดูดกลืนพลังชีวิตและแสงสว่างในตัวของพวกมันไปจนหมดสิ้น ร่างของผู้คุมกฎศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกฟัน ไม่ได้มีเลือดสาดกระเซ็น แต่มันเหี่ยวแห้งและกลายเป็นเถ้าธุลีสีดำร่วงหล่นลงพื้นดาดฟ้าเรือ เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังระงมไปทั่วกองเรือ ภายในเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ ผู้คุมกฎนับร้อยนายที่เคยหยิ่งยโส ก็ถูกกวาดล้างจนเหลือเพียงซากขี้เถ้า!


    อูเธอร์ยืนตัวสั่นงันงก ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบจะก้าวไม่ออก เขามองดูปีศาจชุดดำที่กำลังเดินเข้ามาหาตนเองด้วยรอยยิ้มอำมหิต ดาบในมือของเด็กหนุ่มผู้นั้นแผ่กลิ่นอายที่ทำให้วิญญาณของเขาหนาวสั่นอย่างที่ไม่ได้สัมผัสมานานนับร้อยปี


    "อย่า... อย่าเข้ามา! ข้าคือแม่ทัพแห่งวิหารเทพสุริยัน! หากแกฆ่าข้า องค์พระสันตะปาปาและจักรวรรดิแสงศักดิ์สิทธิ์จะตามล่าแกไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว!" อูเธอร์ละล่ำละลักถอยหลัง พยายามแผ่ปราณแก่นแท้ขั้นปลายออกมาป้องกันตัว


    หลินเฟยก้าวประชิดตัวในพริบตา มือซ้ายของเขายื่นออกไปบีบลำคอของอูเธอร์และยกกระชากร่างที่ใหญ่โตนั้นลอยขึ้นจากพื้นดาดฟ้าเรือ พลังปราณสีม่วงทมิฬไหลทะลักเข้าไปสกัดกั้นเส้นชีพจรทั้งหมดของแม่ทัพผู้พิทักษ์ ทำให้มันกลายเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไร้เรี่ยวแรง


    "ข้าชอบการถูกตามล่า เพราะมันทำให้ข้าไม่ต้องเสียเวลาไปตามหาพวกมันเอง" หลินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา นัยน์ตาสีเลือดจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความกลัวของอูเธอร์ "ก่อนที่เจ้าจะลงนรก บอกข้ามา... วิหารเทพสุริยันของพวกเจ้า เก็บซ่อนสมบัติชิ้นใดเอาไว้? สิ่งที่แผ่กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในจักรวรรดิของพวกเจ้า คืออะไร?"


    อูเธอร์หายใจไม่ออก ใบหน้าเขียวคล้ำ เขาพยายามดิ้นรน แต่เมื่อเผชิญหน้ากับความตายและความโหดเหี้ยมของหลินเฟย ปราการความจงรักภักดีก็พังทลายลงอย่างง่ายดาย "อึก... ปะ... ปลายหอกเทพเจ้า... วิหารของเรา... กำลังเตรียมงาน 'เทศกาลสุริยันสาดแสง' ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า... เพื่อทำพิธีบูชา 'ปลายหอกเทพเจ้า' ที่ตกลงมาจากสวรรค์เมื่อหมื่นปีก่อน... มันคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุด... ที่คุ้มครองจักรวรรดิของเรา... อ่อก..."


    "ปลายหอกเทพเจ้างั้นรึ..." หลินเฟยแสยะยิ้มกว้าง รอยยิ้มนั้นทั้งน่าสะพรึงกลัวและเต็มไปด้วยความยินดี "ที่แท้... พวกเจ้าก็เอาปลายกระบี่ของข้า ไปบูชาเป็นปลายหอกของพระเจ้ากำมะลอสินะ ช่างน่าสมเพชจริงๆ"


    "แก... แกต้องการมัน... แกมันคือปีศาจ..." อูเธอร์เค้นเสียงสุดท้าย


    "ใช่ ข้าคือปีศาจ... ปีศาจที่จะไปดับแสงสว่างของพวกเจ้าให้มืดมิดไปตลอดกาล" 


    กร๊อบ!


    หลินเฟยออกแรงบีบมือ กระดูกลำคอของแม่ทัพแห่งแสงแหลกละเอียดในพริบตา ร่างไร้วิญญาณของอูเธอร์ถูกโยนทิ้งลงบนดาดฟ้าเรืออย่างไม่ไยดี หลินเฟยสะบัดดาบโลหิตสีดำในมือขวา ปลดปล่อยคลื่นกระบี่เงาทมิฬขนาดมหึมาสามสาย พุ่งเข้าตัดฟันเรือรบเหาะหยกขาวทั้งสามลำพร้อมกัน


    บูมมมมมมมมมมม!


    เรือรบวิญญาณขนาดยักษ์ที่สง่างามและทรงมูลค่ามหาศาล ถูกคลื่นกระบี่สีดำผ่าครึ่งและระเบิดออกเป็นลูกไฟสีทองกลางอากาศ เปลวเพลิงและการทำลายล้างสว่างไสวไปทั่วท้องฟ้า หลินเฟยร่อนลงมายืนอยู่ริมหน้าผาอย่างแผ่วเบา โดยมีฉากหลังเป็นเรือรบที่กำลังร่วงหล่นและลุกไหม้เป็นจุล


    เขาทอดสายตามองไปยังเส้นขอบฟ้าทิศตะวันตก ทิศทางที่ตั้งของ 'จักรวรรดิแสงศักดิ์สิทธิ์' ดินแดนภาคกลางอันกว้างใหญ่ไพศาล เป้าหมายสุดท้ายของเขาชัดเจนแล้ว ชิ้นส่วนที่ห้าและชิ้นสุดท้ายของศาสตราไร้ลักษณ์ รอคอยเขาอยู่ที่นั่น


    "วิหารเทพสุริยัน... จงเตรียมตัวรับมือกับเงามืดที่พวกเจ้าหวาดกลัวที่สุดเถิด" หลินเฟยเก็บดาบโลหิต นัยน์ตาสีแดงอมม่วงทมิฬทอประกายความมุ่งมั่น "เทศกาลสุริยันสาดแสง จะต้องกลายเป็นงานศพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเจ้า!"


    ร่างของเด็กหนุ่มในชุดเกราะสีดำพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศ แหวกหมู่เมฆมุ่งหน้าสู่ดินแดนภาคกลาง สงครามครั้งสุดท้ายเพื่อทวงคืนความสมบูรณ์แบบของศาสตราแห่งการทำลายล้าง ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!



    คล้ายกับเรื่องวิถีศัสตราไร้ลักษณ์ : The Formless Immortal Blade ที่คุณอ่าน

    มหามรรคาไร้เทียมทาน

    มหามรรคาไร้เทียมทาน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 812
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    243K 312
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เทพมารลิขิตฟ้า

    เทพมารลิขิตฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    72K 42
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262