เกิดใหม่เป็นตัวประกอบนิยายโอโตเมะจีน

    ตอนที่สามสิบห้า ห่วงโซ่อาหาร

    ตอนที่สามสิบห้า ห่วงโซ่อาหาร

    เมื่อเจออุปสรรค อสูรผมแดงก็ไมได้ย่อท้อ การทำงานที่ไม่เคยมีทำมาก่อนต่อให้รวมอัจฉริยะทั่วแผ่นดินเม่ยกั๋ว(อเมริกา)มาก็ยังอาศัยเวลานานนับปีและงบประมาณมหาศาล

    ปัญหาและอุปสรรคจะมาเป็นระยะเสมอ

    มันมีบางวิชาของแคว้นเม่ยกั๋วที่อันตรายและต้องใช้อัจฉริยะหลายร้อยคนร่วมมือกันทำงานนั้น

    ผมไม่มีความมั่นใจพอที่จะทำงานนั้นโดยไม่มีความรู้และความเชี่ยวชาญมากกว่านี้ก่อน

    ดังนั้นปัญหาเรื่องวิชาของแดนเม่ยกั๋วเอาไว้ที่หลัง

    ถึงจะน่าเสียดายที่หากบรรลุวิชานั้นได้ ผมสามารถสังหารคนทั้งเมืองหรือสังหารทหารทั้งกองทัพได้ทันที

    ความแตกต่างของจำนวนทหารปรกติ จะไม่ส่งผลทันทีหากผมบรรลุวิชานั้นของแคว้นเม่ยกั๋ว

    ตามหลักการ MAD ความบ้าคลั่งที่เสนาธิการของแคว้นเม่ยกั๋วคิดค้นขึ้น

    แต่นั่นคือเรื่องทีหลัง ผมยังไม่อยู่ในสถานะที่เป็นศัตรูกับราชสำนักโดยตรงและท่านพ่อ ท่านอำมาตย์หวังก็ยังไมได้ก่อกบฏ

     

     

    ปัญหาตรงหน้าคือให้เด็กทานยาขมๆให้ได้ก่อน

    “อืม อี้จิงน้องรักของพี่ ยานี้ดีต่อร่างกายช่วยบำรุงกำลังปราณ เสริมสร้างความแข็งแรงในการฝึกปราณยุทธนะ”

    ครับผลอย่างที่ผมคิดนั่นล่ะเมื่อพูดออกไปอย่างนั้นกับเด็ก

     

    “ไม่เอา ไม่ทานของขมขมน้า ท่านพี่ ไม่เอา อ่า”

    อี้จิงนั่งบนตักของผมอ้อนไปมา

    ผมคิดว่าเธออ้อนมากกว่าปรกติ อาจจะเป็นเพราะผมเป็นคนเดียวที่ทำดีกับเธอก็ได้

    ผมก็พยายามทำให้เธอชอบผมนั่นล่ะ

    แต่บางทีการเข้มงวดกับเธอก็สำคัญกับการเอาชีวิตรอดของผมมากกว่า เพราะ 420% ของความก้าวหน้าในการเดินลมปราณของผมมาจากที่เธอช่วย

    ผมจะกินเองก็ได้

    แต่ ..

    แม้แต่มาอยู่ในโลกนี้

    การกินยาเกินขนาดก็เป็นเรื่องที่ต้องระวัง

    นึกถึงคำกล่าวของโลกปัจจุบันของผมว่า

    “คนที่เป็นนักกีฬาชั้นยอดได้นอกจากมีพรสวรรค์วินัยการฝึกแล้ว ยังต้องมีร่างกายสภาพที่รับยาพวกนี้ได้มากกว่าคนธรรมดา”

    ผมพอรู้ว่ามันมีวิธีที่ทำให้เก่งเร็วๆอย่างพระเอกแนวปราณยุทธที่ทานยาจำนวนมากๆและก้าวข้ามผ่านขั้นตอนบ่มเพาะพลังด้วยความรวดเร็ว

    ปัญหาคือ ผมทานไม่ได้ขนาดนั้น

    แม้ว่าไปแล้วการที่อาจารย์คิ้วขาว เอาใจผมโดยการที่เรียกว่าให้อภิสิทธิ์ไม่อั้นในการเบิกยาหรือหินวิญญาณในการฝึกฝน

    “อาจารย์ถ้าผมใช้หินวิญญาณหรือปริมาณยาพวกนี้จนหมดจะว่าอย่างไร?”

    ผมถามไปตอนที่อาจารย์กล่าว

    “เหลวไหล เหลวไหล หากเจ้าสามารถรับหินวิญญาณหรือยาพวกนี้ได้จนหมด แสดงว่าเจ้าต้องขึ้นเป็นอย่างต่ำระดับบมหาคุรุยุทธ หรือไม่ก็ตัวแตกระเบิดตายละนะวะฮา ฮา ฮา ถ้าเจ้าคิดว่าตนเองรับไว้ก็เชิญเบิกไปเถอะ หากมีมหาคุรุยุทธจริงๆสำนักของเราจะยิ่งได้หน้าด้วยซ้ำในการได้กดข่มสำนักอื่นในเมืองหลวงนี้ วะ ฮา ฮา ฮา”อาจารย์ลูบเคราขาวไปมาตามสูตรและแนวคิดเกี่ยวกับการเมืองของสำนักที่จะกดข่มกันนี่ เป็นอะไรที่เรียกว่าผมได้เปิดหูเปิดตาพอสมควร

    พวกเขามองว่าชื่อเสียง เกียรติยศนั้นสำคัญที่สุดจริงๆ

    เมื่อพิจารณาจากยาที่ผมทานหรือได้มา คือยาที่พวกระดับล่างๆต้องหลังขดหลังแข็งส่งมาตามลำดับชั้น

    และไอ้เมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ ที่มีพรสวรรค์มากกว่าคนอื่นอยู่แล้วก็ได้ของดีจากที่ศิษย์ในสำนักที่ฝีมือต่ำกว่าต้องใช้เวลาหามา

    ทำให้ต่อให้ลูกศิษย์ที่ไม่ใช่เมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่นั้นจะพยายามทำตัวให้ขยันแค่ไหน

    เวลาที่มีในแต่ละวันและทรัพยากรก็มีไม่เท่ากับศิษย์เมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่

    แถมเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ยังได้รับการสอนจัดคิวโดยตรงอภิสิทธิ์ได้ไปก่อนคนอื่นๆในการนัดเวลาการฝึกต่างๆอีกต่างหาก

    และยาที่อาจารย์ในห้องปรุยาของสำนักลำบากลำบนปรุง ด้วยส่วนผสมที่ได้จากที่ลูกศิษย์หรืออาจารย์ของสำนักคนอื่นหามา

    ก็ได้มาอยู่มือผมอย่างไม่ต้องร้องขอ..

    และนั่นล่ะครับ ผมต้องขอให้อี้จิงกินยาด้วยซ้ำในตอนนี้

    อ๊ะ พอสังเกตเป็นห่วงโซ่อาหารของชนชั้นแล้ว อธิบายโลกแนวโอโตเมะจีนได้เลยนะนี่

    ว่าความสวยงามต่างๆที่นางเอกเจอ มาจากคนอื่นๆตัวประกอบนับไม่ถ้วนทำให้เกิดขึ้น

    ผมกลายเป็นคนที่เอาใจอี้จิงเกินไปทำให้เธอเสียคนมากขึ้นหรือเปล่าหว่า?

    “งั้นต้องขยันฝึกวิชาให้ชดเชยที่ไม่ทานยานะ”

    “อื้อ ร่างกายติดกับท่านพี่ดีกว่าทานยาขมขมตั้งเยอะ”

    อี้จิพูดมาอย่างไม่คิดอะไรและชวนเข้าใจผิดให้สาวๆมาเห็นแน่นอน หากนี่เป็นการ์ตูนฮาเร็ม

    บี้ บี้ บิดบิด

    “เป็นเด็กเป็นเล็กพูดจาสุภาพหน่อยแม่สาวน้อย”

    ผมบีบแก้มอี้จิง

    “โอ๊ย โอ๊ย ปล่อยนะท่านพี่ขี้แกล้ง”

    เธอทุบมือไปมาที่อกของผม

    ผมพยายามเลี่ยงการเขกหัวเธอเพราะคิดว่าพลังป้องกันตัวของเธอคงกระแทกผมมือชา

    แต่มือของเธอที่สัมผัสผมทำให้ผมสันหลังเสียววาบ

    แต่โชคดีไปที่เธอไม่ได้คิดฆ่าผมไม่ใส่พลังลงไปในการทุบของเธอ

    แสดงว่าการควบคุมพลังของเธอนั้นเป็นอัจฉริยะจริงๆทำให้ไม่มีเรื่องตลกร้ายอย่าง”ไม่รู้แรงตนเองเลยชกคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่บาดเจ็บ”

    ในวันนั้นผมลองทานยาเพื่อรู้ขีดจำกัดของผม

    ทำให้สามารถขึ้นไปอีกสองดาวเป็นนักยุทธหกดาวได้ภายในวันเดียว

    อี้จิงกับผมตอนนี้อยู่ที่นักยุทธหกดาวแล้ว

    การทานยานั้นมีข้อดีในเรื่องของพลังแต่ข้อเสียคือ

    “เหนียวหนะไปหมดเลย ท่านพี่ทานยายังเป็นอย่างนี้ หนูไม่ทานหรอก เดี๋ยวตัวเหนียวหมด”

    อ๊ะไม่ได้การ

    “รังเกียจพี่ที่ตัวเหนียวเหนอะงั้นหรือ?”

    “มะ ไม่ใช่นะคะนะนี่ไง ไม่รังเกียจเลย”

    เธอจับของเหลวสีดำเหมือนโคลนที่ไหลออกมาจากร่างกายของผม

    เป็นรูปร่างมากกว่าที่พวกเราฝึกกันตามปรกติแบบไม่พึ่งยา

    หรือว่านี่คือสิ่งที่เรียกว่าของไม่บริสุทธิ์ที่ตกค้างในยา ยาบริสุทธิ์จึงมีค่ามากในวงการนี้เพราะไม่เกิดของเสียตกค้างในร่างกาย

    และพวกเราก็ทานยามากกว่าคนทั่วไปจนออกมาในสภาพเช่นนี้

    ของเหลวไม่บริสุทธิ์กลายสภาพเด่นชัดบนผิวหนังและเสื้อผ้า

    อี้จิงไม่ได้ทานจึงยังร่างกายดูสะอาดดีอยู่

    แต่ข้อดีคือตอนนี้ผมบรรลุสองดาวได้ภายในวันเดียว

    ....

    หวังลี่ นักยุทธ หกดาว

    เมล็ดพันธุ์ยอดฝีมือรุ่นใหม่ของสำนักไท่ซาน

    หวังอี้จิง นักยุทธ หกดาว

    ผู้ติดตามหวังลี่ ศิษย์สายนอกของสำนักไท่ซาน

    หวังม่อและคนอื่นๆของขบวนการบุตรพยัคฆ์

    สะสมปราณหกดาวและต่ำกว่า

    ผู้ติดตามหวังลี่และศิษย์สายนอกของสำนักไท่ซาน

    นั่นล่ะครับ คนที่มีพลังยุทธสูงกว่าจะโดนอวยให้ทรัพยากรมากกว่า ทำให้ความต่างชั้นยิ่งห่างกันเรื่อยๆ ต่อให้หวังม่อไม่พบปะผู้คนวันวันฝึกแต่วิชาอย่างเดียว โดยเป็นฮิคิโคโมริไปเลย คิดว่าจะตามอี้จิงทันหรือเปล่า?

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นตัวประกอบนิยายโอโตเมะจีน ที่คุณอ่าน