เซียนกระบี่จ้าวแห่งเทพยุทธ์

    ตอนที่ 66 ช่วยเหลือ , ทำพันธสัญญา

    เทียนอี้ไม่สนใจคำพูดของลี่ซาน เขาเพียงยืนมองร่างของเหยี่ยวเวหาม่วงทองขนาดใหญ่อีกตนที่อยู่ตรงหน้าด้วยสายตาเวทนาสงสาร ขนสีม่วงอ่อนตามรำตัวที่เดิมทีสวยงามน่าหลงไหลแต่ตอนนี้บางจุดกลับฉีกขาดเป็นหย่อมๆ ขาและกรงเล็บสีม่วงเข็มประกายทองที่เคยสง่างามตอนนี้กับดูซีดจางหม่นหมอง จะงอยปากที่แต่เดิมเป็นสีทองสุกสกาวตอนนี้กลับกลายเป็นสีเหลืองซีดไร้ประกาย
    เห็นได้ชัดเลยว่าพญาเหยี่ยวเวหาม่วงทองตนนี้นั้นอาการสาหัสเป็นอย่างมาก ถ้าปล่อยไว้เช่นนี้อีกไม่เกิน 2 วันมันคงต้องตกตายไปอย่างแน่นอน เทียนอี้เดินเข้าไปยืนอยู่ข้างๆร่างที่กำลังนอนหลับตาอยู่ของพญาเหยี่ยวเวหาม่วงทองตนนั้น ก่อนจะใช้มือขวาลูบไปที่ลำตัวของมันและแผ่พลังปราณเข้าไปตรวจอาการบาดเจ็บของมันช้าๆ พร้อมทั้งพูดออกมาว่า
    "ไม่ต้องต่อต้านให้ผ่อนคลายเอาไว้ ข้าขอตรวจดูอาการของเจ้าสักหน่อยเผื่อข้าจะสามารถช่วยเจ้าและลูกของเจ้าได้"
    ทีแรกเมื่อพญาเหยี่ยวเวหาม่วงทองรู้สึกว่ามีพลังปราณที่ไม่คุ้นเคยได้แทรกเข้ามาในร่างของตน มันก็กำลังจะต่อต้านพลังนั้น แต่เมื่อมันได้ยินว่าเทียนอี้จะหาทางช่วยชีวิตมันและลูกของมันอยู่มันก็หยุดความคิดนั้นลงทันที เดิมทีมันที่เหลือความหวังเพียงน้อยนิดที่จะมีโอกาสให้กำเนิดทายาทของมันได้ทันก่อยนที่จะสิ้นใจ แต่เมื่อได้ยินคำกล่าวของเทียนอี้ก็เหมือนความหวังของมันถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง
    พญาเหยี่ยวเวหาม่วงทองตนนี้ก็คือภรรยาของลี่ซานที่มีชื่อว่าลี่หยินนั้นเอง มันนอนอยู่เช่นนี้มาตลอดหลายวันแล้ว ที่พลังชีวิตอ่อนโทรมลงเช่นนี้เพราะมันพยายามใช้พลังชีวิตที่เหลือทั้งหมดของมันในการประคองชีวิตของทารกที่อยู่ในครรภ์ไว้แทน แทนที่มันจะใช้พลังนั้นรักษาอาการบาดเจ็บของตน
    ก่อนหน้านี้หลังจากกลับมาจากการต่อสู้ ลี่ซานก็ได้นำร่างของเทียนอี้ไปแช่ในบ่อน้ำที่เต็มไปด้วยสมุนไพรวิญญานเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ เท่าที่มันรู้มามนุนย์นั้นสามารถใช้สมุนไพรวิญญาณในการช่วยรักษาอาการบาดเจ็บได้ แต่ลี่ซานก็ไมรู้ว่าต้องใช้วิธีไหนสุดท้ายมันจึงได้นำร่างที่บาดเจ็บของเทียนอี้ลงไปแช่ไว้ในบ่น้ำ
    ก่อนที่มันจะนำสมุนไพรวิญญาณระดับสูงที่มันมีอยู่ใส่รวมๆกันลงไปภายในบ่อน้ำ แล้วทิ้งไว้อย่างนั้นแล้วเดินมาหาลี่หยินภรรยาของมันที่กำลังนอนบาดเจ็บอยู่ตรงนี้ ก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ลี่หยินฟัง และที่ลี่หยินไม่มีอาการแตกตื่นหรือต่อต้านมนุษย์ออกมาก็เป็นเพราะเหตุนี้
    "มนุษย์เจ้า .. เจ้าทำได้จริงใช่ไหม? เจ้าสามารถช่วยชีวิตลี่หยินและลูกของเราได้จริงๆใช่ไหม?"
    ลี่ซานลุกพรวดขึ้นมาถามด้วยความดีใจจนลืมตัว แต่เทียนอี้ไม่ได้หันมาตอบคำถามของมันแม้แต่น้อยเขาตรวจอาการของลี่หยินอยางจริงจังและตั้งใจ หลังจากที่ถูกเทียนอี้เมินเป็นครั้งที่สองลี่ซานก็รู้ตัวแล้วว่าตัวเองกำลังเข้าไปกวนสมาธิในการตรวจของเทียนอี้อยู่ มันจึงถอยกลับมานั่งอยู่ที่เดิมแล้วรออย่างใจจดใจจ่อ เวลาผ่านไปครู่ใหญ่เทียนอี้ก็ลืมตาตขึ้นมา ก่อนที่จะหันไปพูดกับลี่ซานที่กำลังมองมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง
    "โชคยังดีที่ข้าฟื้นจากอาการบาดเจ็บทัน ถ้าไม่เช่นนั้นอีกไม่เกินสามวันเจ้าคงต้องเสียภรรยาและลูกไปแน่นอน ... อีกอย่างเรียกข้าว่าหลงเทียนอี้"
    เมื่อได้ยินว่ามนุษย์ผู้นี้มีบอกว่าสามารถช่วยชีวิตภรรยาและลูกของตนได้ ลี่ซานก็ดีใจราวกับว่ามันได้เจอพระโพธิสัตว์มาโปรด ก่อนที่มันจะลุกขึ้นและทำท่าก้มหัวของมันให้กับเทียนอี้ จนไม่หลงเหลือเค้าลางความเย่อหยิ่งของราชันย์จักรพรรดิอสูรเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะพูดขอร้องออกมาด้วยความนอบน้อมสูงสุด
    "มนุ..ไม่ใช่สิ นายน้อยเทียนอี้ข้าขอร้องโปรดช่วยชีวิตภรรยาและลูกของข้าด้วย ถ้าท่านสามารถช่วยภรรยาและลูกของข้าได้ข้าราชันย์จักรพรรดิอสูรลี่ซานผู้นี้จะยอมเป็นวัวเป็นม้าใช้ท่าน ได้โปรดช่วยชีวิตพวกนางด้วยเถอะ"
    เมื่อเห็นว่าพญาเหยี่ยวเวหาม่วงทองราชันย์จักรพรรดิอสูรผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นถึงผู้ปกครองป่าอสูรแห่งนี้ถึงกับยอมก้มหัวขอร้องมนุษย์ผู้หนึ่ง โดยไม่สนศักดิ์ศรีของมันแม้แต่น้อย นี่แสดงให้เห็นว่ามันนั้นรักภรรยาของมันมากเพียงได ที่เป็นเช่นนี้ไม่แปลกเลยแม้แต่น้อยเพราะพญาเหยี่ยวเวหาม่วงทองนั้นจะจับคู่เพียงครั้งเดียวในชีวิตและใช้ชีวิตครองคู่อยู่กับคู่ของมันเพียงตัวเดียวไปจนสิ้นอายุขัย
    เดิมทีแล้วเทียนอี้ก็คิดที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลืออยู่แล้ว ต่อให้ลี่ซานไม่ต้องก้มหัวของร้องก็ตาม เพราะจริงๆแล้วนี้ก็เป็นแผนที่เทียนอี้ได้คาดการเอาไว้ตั้งแต่ก่อนการต่อสู้ในป่าอสูรแล้ว เทียนอี้ทำสีหน้าใดูมองดูจริงจังที่สุดก่อนจะหันไปมองตาดวงโตคู่นั้นของลี่ซานก่อนจะพูดออกไปด้วยน้ำเสียงเข้มและจริงจัง
    "ข้าตกลงที่จะช่วยเพียงแต่ว่า.."
    เทียนอี้จงใจเว้นประโยคทำให้ลี่ซานรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกก่อนที่มันจะพูดออกไปอย่างลนลาน
    "ถ้าท่านยอมช่วยภรรยาและลูกของข้า ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดพวกเรายินดีที่จะทำตามความต้องการของท่านโดยไม่บิดพริ้วแม้แต่น้อย"
    เมื่อได้ยินคำสัญญาของลี่ซานเทียนอี้ก็พยักหน้าแสดงความพึงพอใจออกมา ก่อนที่จะพูดกับลี่ซานอี้ครั้งด้วยน้ำเสียงไม่ต่างจากเดิมมากนัก
    "ความจริงแล้วเรื่องการักษาภรรยาของเจ้านั้นมันเกี่ยวข้องกับความลับของข้าโดยตรง แต่ถ้าเจ้าและภรรยายอมทำพันธสัญญาเป็นผู้ติดตามของข้า และสัญญาว่าจะไม่ยอมเปิดเผยความลับของข้าให้ผู้ไดรู้ข้าก็ยินดีที่จะทำการรักษาให้"
    "เรื่องนี้....ได้ข้ายอมรับข้อเสนอของเจ้า"
    เมื่อลี่ซานได้ยินเช่นนั้นมันก็ลังเลขึ้นมาเล็กน้อย แต่สุดท้ายมันก็ตอบตกลงกับไป เพราะถึงยังไงการช่วยชีวิตภรรยาและลูกของมันก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด และหากคิดดูดีๆแล้วการยอมทำพันธสัญญาเป็นผู้ติดตามของชายหนุ่มที่ลึกลับ และมากความสามารถคนนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ดีก็เป็นได้ โดยที่มันไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจของมันในครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตของมันไปตลอดกาล
    "ดี! เช่นนั้นเรามาทำสัญญากันเถอะ"
    ในการทำสัญญาระหว่างสัตว์อสูรและมนุษย์นั้น แตกต่างออกไปจากการทำสัญญาอื่นๆ ถ้าหากทำสัญญาเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นอสูรตนนั้นจะต้องเป็นผู้ติดตามที่ชื่อสัตว์ และจะไม่สามารถคิดทรยศกับมนุษย์ผู้เป็นคู่สัญญาได้อีกเลย แต่ในทางกลับกันมนุษย์ผู้นั้นก็จะไม่สามารถลงมือทำร้ายสัตว์อสูรคู่สัญญาได้เช่นกัน ไม่เช่นนั้นสัญญาจะถือเป็นโมฆะทันที
    เทียนอี้นำเลือดของลี่ซานและลี่หยินออกมาผสมเข้าด้วยกันภายในภาชนะที่เตรียมไว้ ก่อนที่จะหยดเลือดของตัวเองลงไปหนึ่งหยด เมื่อเลือดของเทียนอี้หยดลงบนไปในภาชนะใบนั้น ก็เกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้นทันที เลือดที่อยู่ภายในภาชนะใบนั้นได้ส่องแสงสว่างจ้าหลากหลายสีสันออกมาชั่วขณะก่อนที่แสงนั้นจะหายไปในที่สุด
    เทียนอี้และซานถงรู้สึกแปลกใจกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะตอนนี้ก็รักษาลี่หยินก็สำคัญที่สุด จากนั้นเทียนอี่ก็นำเลือดในภาชนะไปวาดเป็นวงแหวนอักขระขึ้นมา เมื่อวาดวงแหวนอักระเสร็จสิ้นวงแหวนอักขระก็ส่องแสงสว่างจ้าออกมาก่อนที่แสงนั้นจะหายไป
    มุมหนึ่งภายในห้วงวิญญาณของเทียนอี้ตอนนี้ได้ปรากฏตราประทับวงแหวนพันธสัญญาดวงเล็กๆส่องประกายสวยงามขึ้นมาสองดวงก่อนที่แสงนั้นจะหยุดลง แต่ลี่ซานและลี่หยินนั้นตอนนี้รอบๆตัวของพวกมันทั้งสองถูกแสงหลากหลายสีสันเข้าปกคลุมจนกลายเป็นรังไหมที่ส่องแสงมวยงามออกมาทั่วทั้งถ้ำ
    "เกิดอะไรขึ้น!"
    สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเทียนอี้นั้น ไม่เหมือนกับภาพที่เคยเกิดขึ้นในความทรงจำ ปกติการทำพันธสัญญาหลังจากที่วงแหวนอักขระถูกวาดเสร็จ ก็จะเรืองแสงออกมาจางๆเท่านั้น ก่อนที่ภายในห้วงวิญญาณจะปรากฏตราประทับพันธสัญญาขึ้นมาก็จะเป็นอันเสร็จสมบูรณ์เท่านั้น การก่อตัวของรังไหมที่ส่องแสงสวยงามออกมาเช่นนี้นั้นไม่เคยมีมาก่อน เทียนอี้จึงเดินสำรวจไปมารอบๆรังไหมทั้งสองอย่างจริงจัง
    "ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าภายในนี้กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นกันเพราะอะไรกัน"
    ภายในรังไหมที่ส่องสว่างสวยงามตอนนี้นั้นร่างของลี่ซานและลี่หยินที่กำลังหมดสติอยู่กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างช้าๆ ที่เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดเช่นนี้ขึ้นมานั้นเป็นเพราะความพิเศษของเทียนอี้ทั้งสิ้น เมื่อได้ทำพันธสัญญากับเทียนอี้แล้วนั้น ตอนนี้สายเลือดดั้งเดิมที่หลับไหลอยู่ในตัวของพญาเหยี่ยวเวหาม่วงทองก็ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว
    เทียนอี้รออยู่ภายในถ้ำถึง 1 วันเต็ม แต่รังไหมทั้งสองก็ไม่มีทีท่าว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นแม้แต่น้อย สุดท้ายเทียนอี้ก็ต้องนำลังไหมขนาดใหญ่ทั้งสองเข้าไปในมิติอนันต์ในที่สุด เมื่อเทียนอี้กับรังไหมขนาดยักทั้งสองได้ปรากฎตัวขึ้นภายในมิติอนันต์ ซุยหงก็รู้ได้ในทันทีก่อนจะพาเหม่ยลี่มาปรากฎตัวตรงหน้าเทียนอี้
    "น้องเทียนอี้เกิดอะไรขึ้นทำไมเจ้าถึงหายไปเฉยๆถึง 4 วันเต็มเช่นนี้ ข้ากับเหม่ยลี่ต่างก็เป็นห่วงเจ้ามาก"
    ซุยหงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง เทียนอี้รู้สึกได้ถึงความห่วงใยจากซุยหงและเหม่ยลี่เช่นกันทำให้เขารู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในหัวใจขึ้นมา นานมาแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ ครั้งสุดท้ายที่มีคนเป็นห่วงเป็นใยเขาเช่นนี้ นั้นก็คือตอนที่เทียนอี้ยังเป็นเด็กและอาศัยอยู่กับท่านลุงที่เลี้ยงดูเขามา เทียนอี้ยิ้มกว้างออกมาก่อนที่จะตอบคำถามของซุยหงกลับไป
    "ขอบคุณพวกท่านที่คอยเป็นห่วง พอดีเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้นนิดหน่อยตอนนี้ข้าไม่เป็นไรแล้ว"
    "พี่ชายรังไหมยักษ์สองอันนี้คืออะไรหรอ"
    เหม่ยลี่ถามออกมาขณะที่กำลังวิ่งไปมาสำรวจรังไหมที่เทียนอี้นำมาด้วยความอยากรู้อย่างเห็น นางไม่ได้วิ่งเข้าหาเทียนอี้เช่นซุยหง เพราะนางเชื่อว่าไม่มีสิ่งไดสามารถทำอันตรายเทียนอี้ได้ ในสายตาของเหม่ยลี่นั้นเทียนอี้คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกนี้ เมื่อเห็นเด็กน้อยน่ารักวิ่งไปมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นเทียนอี้ก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
    "ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าเด็กน้อยคนนี้อยากรู้อยากเห็นไปสะทุกเรื่องจริงๆ แต่เรื่องมันยาวไปนั่งคุยกันเถอะเดียวพี่ชายของเจ้าคนนี้จะเล่าให้ฟังเอง"
    เทียนอี้พูดออกมาพร้อมรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าก่อนที่จะเดินไปจูงมือน้อยๆของเหม่ยลี่แล้วเดินไปนั่งคุยกันที่ใต้ต้นไม้ และเริ่มเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ทั้งสองคนฟังทั้งหมด...

    จบตอนครับ** พันธสัญญากับสัตว์อสูรสามารถทำได้กับสัตว์อสูรหลายตน

    คล้ายกับเรื่องเซียนกระบี่จ้าวแห่งเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน