(จบ)ระบบสังหารโชคชะตา ข้าเกิดมาเพื่อพิฆาตตัวเอกและวายร้าย

    ตอนที่ 59 นี่คือศิษย์ของท่านผู้อาวุโสสูงสุด

            หลัวหยางที่กำลังยกป้ายหยกขึ้นแตะไปบนแท่นศิลาตรงหน้าประตูห้องบ่มเพาะเพื่อเปิดใช้งานก็ต้องชะงักกลางคัน


            นิ้วของเขาหยุดนิ่งอยู่เพียงไม่กี่ส่วนจากพื้นผิวหยกสลัก เสียงฝีเท้าหนักแน่นสามคู่ที่ดังขึ้นจากเบื้องหลังกระแทกเข้ากับความเงียบสงบของโถงทางเดินในชั้นที่สิบของหอคอยฟ้าสวรรค์ ดวงตาของหลัวหยางหรี่ลงเล็กน้อยด้วยสัญชาตญาณ


            ก่อนที่จะหันใบหน้าเรียบสงบของตนกลับไปยังต้นเสียงทางด้านหลังอย่างไม่รีบร้อน


            และสิ่งที่ปรากฏในสายตาเขาก็คือศิษย์นอกสามคนที่กำลังยืนล้อมวงกันอย่างกักขฬะ


            คนแรกเป็นชายร่างใหญ่เกินกว่าคนทั่วไปถึงสองเท่า ใบหน้ากว้าง ดวงตาเรียวรีบ่งบอกถึงความเย่อหยิ่งอวดดี มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่ให้ค่าใครทั้งสิ้น ศีรษะของเขาโกนเกรียนแต่สักลายยันต์สีดำพาดยาวจากหน้าผากจรดท้ายทอย


            สองแขนไขว้กอดอยู่กับอกเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อปูดโปนที่บอกถึงระดับพละกำลังอันรุนแรงโดยไม่ต้องเอ่ยวาจา


            เสียงห้าวกระแทกกระทั้นดังขึ้นจากปากของชายร่างยักษ์คนนั้น


            “ไม่ได้ยินที่ข้าพูดเหรอ? ข้าบอกไปแล้วไงว่าห้องที่ว่างอยู่นี้ ข้าอู่เค่อเป็นผู้ที่จับจองแล้ว”


            คำพูดของเขาเต็มไปด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม ราวกับตัดสินชะตาคนตรงหน้าไปแล้วโดยไม่สนใจเหตุผลใดทั้งสิ้น


            ศิษย์อีกสองคนที่อยู่ด้านข้างพากันหัวเราะเยาะเสียงต่ำ พวกเขาไม่มีท่าทีจะห้ามปรามมิตรสหายของตนแต่อย่างใด กลับกันยังแสดงออกอย่างชัดเจนว่าตั้งใจมาสมทบเพื่อหนุนหลังอย่างเต็มที่ บรรยากาศในบริเวณนั้นเริ่มเปลี่ยนจากเงียบสงบไปเป็นหนักอึ้งในพริบตา


            หลัวหยางไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆให้เกินเลยไปกว่าความสงสัย


            ตัวของเขาเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก พลางกล่าวออกมาด้วยท่าทางอันขบขันอย่างชัดเจน


            “นี่คือห้องบ่มเพาะที่ศิษย์ทุกคนสามารถใช้ได้ ข้าไม่เห็นว่าตรงไหนจะมีป้ายบอกว่านี่เป็นทรัพย์สินของอู่เค่อเลยซักนิด”


            ชาหยนุ่มเน้นชื่ออีกฝ่ายอย่างชัดถ้อยชัดคำ จากนั้นก็กล่าวต่อโดยไม่สนใจสีหน้าของศัตรู


            “แถมข้าหลัวหยางก็ไม่เห็นซักนิดเลยว่าจะสามารถจับจองได้โดยที่ไม่ใช้ป้ายหยกระบบอย่างเป็นทางการ”


            “ทางที่ดีเจ้าไปเถอะนะพ่อร่างใหญ่ ไม่งั้นเดี๋ยวจะมีปัญหาเอาได้นะ?”


            น้ำเสียงของหลัวหยางฟังดูยโสโอหัง ทว่าไม่ได้แสดงอาการเกรี้ยวกราดหรือคิดจะข่มขู่


            ตรงกันข้ามกลับคล้ายผู้ที่รู้สึกว่าการปะทะกับอีกฝ่ายนั้น ถือเป็นเรื่องเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์เสียมากกว่า


            และแน่นอนว่านั่นทำให้ตัวของอู่เค่อถึงกับร่างพองโต ใบหน้าที่แดงก่ำอยู่แล้วก็ยิ่งแดงฉานขึ้นไปอีก


            รีบก้าวเท้าหนักๆมาหนึ่งก้าวจนพื้นกระเบื้องสะเทือนเล็กน้อยแล้วคำรามกลับออกมาเสียงดังลั่น


            “เจ้าว่ายังไงนะ! ข้าอุตส่าห์มอบโอกาสดีๆให้เจ้าแล้ว แต่ตัวของเจ้ากลับดันไม่รับเอาไว้ แสดงว่าอยากจะมีเรื่องกับข้าอู่เค่อหรือยังไง?”


            ท่าทางของมันคือคำประกาศที่ชัดเจนว่าจะไม่ปล่อยอีกฝ่ายให้รอดจากสถานการณ์นี้ไปง่ายๆ


            ในชั่วพริบตานั้นเอง บรรดาศิษย์ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงก็พากันหันมาจับตามองสถานการณ์ที่กำลังก่อตัวขึ้น


            “อีกแล้วเรอะ?”


            บางคนถอนหายใจ บางคนส่ายหัว บางคนต่อให้จะอยากเข้าไปขัดขวาง แต่พวกเขาก็เลือกที่จะถอยห่างออกมาแทน


            เพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่านี่คือพฤติกรรมเดิมซ้ำๆของอู่เค่อ ศิษย์นอกระดับหลอมกายาขั้นห้า ผู้ซึ่งมีนิสัยนักเลงหัวไม้ ชื่นชอบการรังแกศิษย์ระดับต่ำกว่าด้วยความคึกคะนอง โดยไม่เคยถูกลงโทษจากผู้อาวุโสแม้สักครั้ง


            ด้วยเหตุที่ว่าชายคนนี้มีสายสัมพันธ์กับศิษย์สายในระดับสูงบางคนในนิกาย และสามารถเอาตัวรอดจากการรายงานได้ทุกคราเลยก็ว่าได้


            หลัวหยางที่ยังคงยืนอยู่เบื้องหน้าประตูหินค่อยๆลดป้ายหยกลงด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายเต็มขั้น แววตาของเขาไม่มีแม้แต่น้อยที่จะหวั่นเกรงต่อชายร่างใหญ่ตรงหน้า ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง ก่อนจะกลอกตาไปมาราวกับคนที่ถูกแมลงกวนใจ


            “ไปไกลๆซะไอ้เวร.. ข้าหลัวหยางเพิ่งเข้ามาเป็นศิษย์ใหม่ของนิกายเทียนหมิง ไม่อยากจะสร้างปัญหาให้กับที่นี่ในวันแรกเสียด้วยซ้ำ!”


            น้ำเสียงนั้นฟังดูยียวนปนเยาะเย้ยอย่างร้ายกาจ ไม่มีท่าทีของผู้ที่ถูกกดขี่อยู่เลยสักนิด


            ตรงกันข้ามกลับเผยความเย็นชาและการประเมินค่าของอีกฝ่ายว่าไร้สาระยิ่งนัก เขาแสดงสีหน้าประหนึ่งคนที่กำลังล้อเลียนผู้มีอำนาจจอมปลอม ราวกับกำลังสื่อว่า ความดุดันและคำขู่ของอู่เค่อไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะทำให้รู้สึกอะไรได้เลยซักนิด


            “หลัวหยาง? เหมือนข้าจะเคยได้ยินชื่อนี้ที่ไหน?”


            คำพูดนั้นเหมือนประกายไฟที่ลุกลามไปยังเชื้อเพลิงแห้งเหี่ยว


            อู่เค่อถึงกับแค่นเสียงดังพรืดออกมาอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ใบหน้ากว้างของเขาแดงฉาน


            ร่างอันสูงใหญ่นั้นสั่นสะท้านไปด้วยโทสะล้นปรี่ เส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามลำคอและแขนทั้งสองที่ไขว้กอดกันอยู่ถูกคลายออกช้าๆ ขณะที่มือข้างขวาเริ่มกำแน่น ก่อนจะง้างหมัดหนาขึ้นสูงอย่างไม่คิดลังเล


            “ว่ายังไงนะ!? เจ้าอยากจะลองดีกับข้างั้นรึ!?”


            แต่ก่อนที่หมัดของอู่เค่อจะได้พุ่งเข้าใส่เป้าหมายอย่างหลัวหยาง ซึ่งยังคงยืนนิ่งไม่ขยับด้วยใบหน้าเฉยเมย


            บางคนถึงกับคิดว่าเขาคงตกตะลึงหรือไร้ความสามารถในการหลบหลีกแล้วแน่ๆ


            “หะ.. หยุดก่อนอู่เค่อ!”


            กลับมีเสียงหนึ่งตะโกนแทรกขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดด้วยความตื่นตระหนกปนหวาดกลัวอย่างยิ่ง


            “เจ้าเด็กคนนี่.. เป็นศิษย์ของท่านผู้อาวุโสสูงสุดหวังฉี!! ตัวของเขามีนามว่าหลัวหยางยังไงล่ะ!!”


            “ผู้ที่มีพรสวรรค์มากพอจนทำให้เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงต้องหักเป็นสองท่อนในการทดสอบศิษย์ใหม่!!”


            เสียงนั้นดังลั่นราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจของผู้คนในบริเวณนั้น


            “อะ.. อะไรนะ?!”


            ศิษย์จำนวนไม่น้อยต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ

            

            บรรยากาศที่เคยตึงเครียดบัดนี้กลับเงียบงันลงอย่างฉับพลัน ประหนึ่งว่าเวลาได้หยุดหมุนไปชั่วขณะ


            ความสงบอันแปลกประหลาดแผ่คลุมไปทั่วทั้งชั้นที่สิบของหอคอยฟ้าสวรรค์ ไม่มีผู้ใดกล้าจะเอื้อนเอ่ยคำใด


            หลัวหยางยังคงยืนนิ่ง ดวงตายังคงกลอกไปมาด้วยความหงุดหงิด ไม่ได้หันไปสนใจการเคลื่อนไหวของอู่เค่อ


            ใบหน้าของเขาเผยอารมณ์บื่อหน่ายเหมือนคนที่กำลังเฝ้ารอให้เรื่องน่ารำคาญนี้ผ่านพ้นไปโดยเร็วที่สุด ขณะที่สายตารอบด้านกลับยิ่งจับจ้องมาที่ชายหนุ่มแน่นหนาขึ้นทุกขณะ เสียงกระซิบกระซาบเริ่มดังขึ้นด้วยความตื่นตระหนก


            ทางด้านอู่เค่อซึ่งกำลังจะปล่อยหมัดออกไปกลับต้องชะงักค้างกลางอากาศ


            ใบหน้าของเขาที่เดิมทีเต็มไปด้วยความโกรธเคืองและความเย่อหยิ่ง ตอนนี้กลับแข็งทื่ออย่างเห็นได้ชัด สีหน้าซีดเผือดลงอย่างรวดเร็ว


            แม้ว่าเขาจะพยายามหุบหมัดลงอย่างช้าๆ แต่ทุกอาการก็บ่งบอกชัดเจนว่ากำลังตกตะลึงและหวาดกลัวไปพร้อมกัน


            “จะ.. เจ้าเป็นศิษย์ของท่านผู้อาวุโสสูงสุดเรอะ?”


            น้ำเสียงในลำคอของเขาสั่นพร่า ริมฝีปากแห้งผากเมื่อเอ่ยคำออกมา


            คล้ายถูกฟ้าผ่าลงกลางใจ ความมั่นใจที่เคยมีกลับกลายเป็นความอับอายชนิดที่แทบอยากจะมุดแผ่นหินหนี


            อู่เค่อรู้ดีว่าชื่อของหวังฉีนั้นมีความหมายมากเพียงใดในนิกายเทียนหมิง ศิษย์อาวุโสสูงสุดผู้นั้นเป็นบุคคลที่แม้แต่ศิษย์หลักหลายคนยังต้องแสดงความเคารพ เขามีพลังอำนาจในระดับที่ผู้อาวุโสหลายคนก็ยังให้เกียรติ


            และบัดนี้ตัวของอู่เค่อ ผู้ที่ใช้เบื้องหลังของศิษย์สายในระดับสูงเป็นเกราะกำบัง


            กลับทำสิ่งโง่เขลาอย่างการพยายามลงมือกับศิษย์ของบุคคลผู้เป็นดั่งเสาหลักของนิกาย


            “บัดซบ..”


            ตัวของมันสบถขึ้นในใจ พร้อมกับกำหมัดแน่นโดยไม่กล้าแสดงความเกรี้ยวกราดอีก ขณะที่ภายในจิตใจกำลังสบถขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า


            “ข้ามาเจอตอเข้าให้แล้วไง ต่อให้ข้าจะมีเบื้องหลังเป็นศิษย์สายในระดับสูง ทว่าเมื่อเทียบกับเจ้าเด็กนี่แล้วยังคงห่างชั้นกันอีกไกลนัก!”


            ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีการออกตัวแก้ต่างใดๆ อู่เค่อเพียงยืนแน่นิ่งราวกับถูกตรึงด้วยตะปูทองคำ ปากของเขาขยับอยากจะเอ่ยบางสิ่งแต่กลับกลืนคำลงคอไปหมด สีหน้าที่เคยเหี้ยมเกรียมตอนนี้เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น


            และในจังหวะที่หลัวหยางถอนหายใจเบาๆ พลางหันกลับไปแตะป้ายหยกลงบนแท่นศิลาเพื่อเข้าสู่ห้องบ่มเพาะพลัง


            เสียงกลไกก็พลันดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง


            ประตูหินหนาหนักเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นภายในห้องที่อบอวลด้วยปราณแห่งสวรรค์และโลกบริสุทธิ์ซึ่งหมุนเวียนอย่างเงียบเชียบและหนักแน่น ชายหนุ่มก้าวเข้าไปในห้องโดยไม่จะหันกลับไปมองอู่เค่อแม้เพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่บานประตูหินจะถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์


            “จะ.. เจ้าเด็กนี่คือหลัวหยางเองเรอะเนี่ย มิน่าละว่าทำไมมันถึงไม่ได้เกรงกลัวอิทธิพลของอู่เค่อเลยซักนิด!”


            ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง เกรงกลัว


            วินาทีนั้นเอง ชื่อของหลัวหยางก็ได้ถูกฝังแน่นอยู่ในจิตใจของศิษย์นิกายเทียนหมิงจำนวนมากไปแล้ว


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ระบบสังหารโชคชะตา ข้าเกิดมาเพื่อพิฆาตตัวเอกและวายร้าย ที่คุณอ่าน