บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 37 ลวดลายสีดำ

       ชายหนุ่มที่นางมองเห็นยืนอยู่ตรงหน้าประตูหากไม่ใช่หมิงอวี่แล้วจะเป็นใครไปได้?

               เขายืนตัวตรง ดวงตาสีดำกลมโตจ้องมาที่เบื้องหน้าสายตาของเขามองทะลุผ่านในระดับความห่างเป็นพันเมตรมาที่บนลานพระที่นั่ง

               วินาทีที่หมิงอวี่มองเห็นหยางเสวี่ยหรงเขาก็อดยิ้มมุมปากขึ้นมาไม่ได้ จากนั้นเขาก็เดินตรงไปทางนั้นต่อให้ต้องถูกจับจ้องด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสงสัยของคนกว่าสามหมื่นคนก็ตาม

               เหมือนกับว่าสามหมื่นกว่าคนทั่วทั้งลานประลอง เสนาบดีทั้งหกคนองครักษ์หน้าพระที่นั่งสามคน ผู้มีความสามารถกว่าอีกพันคน รวมถึงหมิงอ๋องด้วยก็ไม่สามารถดึงดูดความสนใจของเขาได้เลย ในสายตาของเขามีแค่หยางเสวี่ยหรงคนเดียวเท่านั้น!

                หยางเสวี่ยหรงเห็นว่าที่หน้าประตูสีแดงที่กำลังเปิดออกนั้นมีคนยืนอยู่แต่สายตาของนางไม่ได้ดีเท่าผู้ฝึกยุทธ์ ไกลขนาดนั้นนางมองเห็นได้ไม่ชัดในเวลานี้นางจึงยืนขึ้นเพื่อให้มองเห็นได้ชัดขึ้น จนหมิงอวี่เดินมาตรงหน้าถึงได้แน่ใจลูกชายของนางกลับมาแล้ว!

                “อวี่เอ๋อร์!”

                หยางเสวี่ยหรงโผกอดหมิงอวี่ นางรู้สึกราวกับว่านี่เป็นความฝันที่สวยงามแต่ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ร่างกาย และแขนที่กำลังกอดนางอยู่นั้นมันกำลังบอกกับนางว่านี่เป็นเรื่องจริง

               ทุกอย่างมันคือเรื่องจริง!

                หมิงอวี่ยิ้มอย่างอบอุ่น แล้วพูดอย่างรู้สึกผิดว่า “ท่านแม่เพราะเหตุผลบางอย่าง ข้าเลยไปแบบไม่ทันได้บอกท่าน แต่ตอนนี้ข้ากลับมาแล้ว ขอโทษที่ทำให้ท่านต้องเป็นห่วงส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นเดี๋ยวข้าจะเล่าให้ท่านฟังคืนนี้นะ ดีไหม?”

               เพื่อให้ได้กลับมาพบกับแม่ของเขา หมิงอวี่ต้องเจออะไรมามากมายแต่ว่าเขาไม่พูด เขาไม่อยากให้แม่ของเขานั้นเป็นห่วง

               “ได้ ... ได้ ... เด็กโง่ ไม่เป็นไรก็ดีแล้วนะ ... ”

               หยางเสวี่ยหรงดีใจจนน้ำตาไหล นางสะอื้นแล้วพูดว่า “ ... วันนี้เจ้ารวบรวมความกล้ามาเข้าร่วมงานประลองได้แม่ภูมิใจในตัวเจ้านะ!”

               ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร แค่เห็นจิตใจที่ไม่ยอมแพ้แบบนี้แล้วหยางเสวี่ยหรงเองก็รู้สึกตื้นตันใจมาก

               ตอนที่พูดนั้น นางตื่นเต้นเกินไปจนเกือบยืนไม่อยู่ขาขวาของนางอ่อนแรงลงจนเกือบจะล้ม ยังดีที่หมิงอวี่พยุงเอาไว้ “ท่านแม่ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

               หยางเสวี่ยหรงกัดฟันอธิบาย “แม่ไม่เป็นไร ก็แค่ ... พอเห็นหน้าเจ้าแล้วดีใจมากไปหน่อยขาเลยอ่อนน่ะ... ”

               “ท่านแม่ ท่านระวังหน่อยสิ”

               หมิงอวี่กำชับแล้วก็ยิ้ม “ท่านไปนั่งก่อน อีกเดี๋ยวคอยให้กำลังใจข้านะ”

               หยางเสวี่ยหรงยิ้มแล้วพยักหน้า แล้วเดินกลับไปนั่งที่เดิม

               หยางเสวี่ยหรงไฉนเลยจะยังมีความเศร้าหมองอีก กลับกัน ใบหน้านางแดงก่ำมีเลือดลมสีหน้าเต็มไปด้วยความดีใจแบบปกปิดเอาไว้ไม่อยู่

               แต่พระสนมหลี่ที่อยู่ข้างๆ จ้องมองมาที่หมิงอวี่แบบไม่กะพริบตาสีหน้าท่าทางของนางตกใจมาก!

                เป็นไปได้อย่างไร? ทำไมเขาถึงยังมีชีวิตอยู่อีก!

                นักรบเลือดคนเดียวไม่สามารถฆ่าหมิงอวี่ให้ตายได้พระสนมหลี่ก็ตกใจมากพอแล้ว จากนั้นนางก็ใช้พลังอำนาจที่นางมีใช้นักรบเลือดถึงสามคน แต่ก็ยังฆ่าหมิงอวี่ไม่ได้อีก?

               เป็นไปไม่ได้ หมิงอวี่ใช้วิชาอะไรตบตาคนอื่นแล้วหนีการตามสังหารของนักรบเลือดมาได้นะ แล้วตอนนี้ยังมายืนอยู่ตรงนี้อีก

               พอคิดได้ว่านักรบเลือดที่นางส่งไปนั้นสังหารหมิงอวี่ไม่ได้พระสนมหลี่ก็รู้สึกไม่พอใจอย่างมาก วันนี้กลับไปนางจะต้องทำโทษนักรบเลือดพวกนั้นให้หนัก!

                ไม่มีใครรู้ความคิดในใจของพระสนมหลี่ รวมถึงหมิงเฉินเหยียนด้วยพวกเขาคิดว่าหมิงอวี่ตัดสินใจเข้าร่วมการประลองเลยทำให้หยางเสวี่ยหรงดีใจจนน้ำตาไหลเท่านั้นเอง

               หมิงอวี่หันไปมองหมิงเฉินเหยียน ในความทรงจำของเขาหลังจากที่เขาอายุสิบสองปีก็ไม่เคยเห็นหน้าพ่อแท้ๆ ของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว เดิมทีคิดว่าวันนี้พอได้เห็นหน้าอาจจะทำให้เขารู้สึกถึงความอบอุ่นและความใกล้ชิดได้

               แต่ความองอาจ ความดุดัน และสีหน้าไร้อารมณ์ของหมิงเฉินเหยียนกลับทำให้หมิงอวี่รู้สึกเฉยชา

               เขากลับรู้สึกว่าตัวเขานั้นคิดไปเองข้างเดียวแล้วก็หัวเราะเยาะเย้ยตัวเองขึ้นมา จากนั้นก็หันไปมองมู่หลางแล้วถามว่า“ข้าลงทะเบียนได้แล้วหรือยัง?”

               “... ได้ขอรับ”

               หมิงอวี่เดินไปที่แถว ก็พบว่ามีสายตาที่หลากหลายอารมณ์กำลังจ้องมองมาที่เขามันมีทั้งความตกตะลึง สงสัย และไม่พอใจ

               จากนั้น สายตาของเขาก็ไปสะดุดอยู่ที่ผู้หญิงนางหนึ่ง

               เยี่ยซีมองมาที่หมิงอวี่เหมือนกัน นางรู้สึกแปลกใจมากคิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าคนไม่เอาไหนนี่จะใจกล้ามาร่วมการประลองยุทธ์ด้วย

               เยี่ยซีพบว่าหมิงอวี่เหมือนจะสูงขึ้นกว่าเมื่อสามเดือนที่แล้วมากสูงกว่าตัวนางไปเป็นคืบเลย เพราะแบบนี้ เวลานางมองหมิงอวี่ก็เลยต้องเงยหน้าขึ้นมันทำให้เยี่ยซีรู้สึกไม่ชอบใจเลย

               แต่ว่าหากคิดจะใช้วิธีนี้มาพิสูจน์ว่าตัวเองนั้นเป็นลูกผู้ชายแล้วล่ะก็มันน่าขำไปหน่อยไหม

               ความสามารถต่างหากที่เป็นวิถีแห่งเจ้า!

                การปรากฏตัวของหมิงอวี่นั้นช่วยเพิ่มกำลังใจให้นางมาก แต่เยี่ยซีไม่เข้าใจเลยว่าเขาไม่รู้หรือว่าการขายหน้าต่อคนสามหมื่นคนนั้น มันจะเป็นการลดเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเองแค่ไหนน่ะ?

               เยี่ยซีเก็บสายตากลับมา ดวงตาอันสวยงามกลายเป็นบ่อน้ำแห้งอีกครั้งนางไม่มองหมิงอวี่อีกแล้ว

               หากเป็นเจ้าของร่างเดิม พอเห็นสายตาที่เย็นชาไร้เยื่อใยแบบนี้เขาจะต้องเสียใจมากแน่ ต้องอยากจะเดินหน้าเข้าไปอธิบายอะไรมากมายไม่หยุดแต่หมิงอวี่ในตอนนี้ก็แค่ยิ้มแล้วเดินผ่านไป

               การกระทำ มันจะพิสูจน์ทุกอย่างเอง

               “ในเมื่อมาครบแล้ว เริ่มการแข่งขันได้”

               มู่หลางเป็นคนพาผู้มีความสามารถกว่าพันคนทั้งหมดมาเข้าแถวที่ปากประตูทิศใต้แล้วพูดว่า “จากนี้ จะเข้าสู่การแข่งขันอย่างเป็นทางการ ตามกฎแล้วตระกูลใหญ่และเชื้อพระวงศ์จะได้เริ่มก่อน จากนั้นก็จะจบด้วยองค์ชายองค์หญิง ตอนนี้คนแรก ตระกูลหลิว หลิวซงหมิง”

               ถึงแม้ทุกคนจะรู้อยู่แล้วว่าคนที่มีโอกาสชนะมากที่สุดก็คือเยี่ยซีแต่ว่าพวกเขาก็จะต้องพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อพิสูจน์ให้เยี่ยซีเห็นว่าพวกเขาก็มีพรสวรรค์เหมือนกันจะมาดูถูกไม่ได้!

               หลังสิ้นเสียงของมู่หลางที่บริเวณที่นั่งของตระกูลหลิวก็ส่งเสียงโห่ร้อง หลิวซงหมิงเป็นหนุ่มน้อยที่มีพรสวรรค์ในรุ่นการส่งเสียงให้กับเขาถือว่าเหมาะสมมากแล้ว

               หลิวซงหมิงมีกำลังใจมากขึ้นเขาขานรับจากนั้นก็เดินขึ้นไปหน้ากลองศึก

               เขาไว้ผมสั้น ผิวออกสีเหลืองข้าวโอ๊ต ถึงแม้ปีนี้อายุแค่สิบเจ็ดแต่รูปร่างของเขาก็สูงใหญ่มากร่างกายกำยำ และมีพลังน่าทึ่งมาก

               ตอนนี้เขามีขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่เจ็ดแล้ว มีกำลังเทียบเท่ากับราชสีห์หนึ่งพันสองร้อยตัว!

                “ฮู้ว ... ”

               หลิวซงหมิงเป่าลมออกจากปาก สายตาจ้องไปที่กลองศึกอย่างแน่วแน่แล้วเดินเข้าไปจากนั้นก็ใช้หมัดชกเข้าไปที่กลองศึกอย่างแรง     

               “ตึ่ง!”

                เสียงที่ดูหนักอึ้งดังขึ้น ทุกคนรู้สึกสะเทือนไปถึงหัวใจลวดลายสีขาวบนกลองศึกแปรเปลี่ยนเป็นสีแดง จากนั้นก็กลายเป็นสีม่วงเข้ม!

                “เยี่ยมมาก!”

                “ตระกูลหลิวของเรายอดเยี่ยมที่สุด!”

                เพราะเสียงของกลองมันดังก้องมากกระตุ้นความฮึกเหิมของผู้น้อยตระกูลหลิวอย่างมาก ชายหนุ่มเลือดร้อนตะโกนคำที่หยิ่งผยองอย่างยิ่งออกมา

               เพียงแต่ คำพูดพวกนี้มันทำให้อีกสองตระกูลใหญ่ไม่พอใจอย่างมากแต่พวกเขาก็ไม่พูดอะไร ในใจก็แอบคิดว่า เดี๋ยวให้คนของตระกูลเราขึ้นไปก่อนเถอะจะพลิกสถานการณ์กลับมาให้ดู!

                ไม่นานผู้เข้าแข่งขันทั้งสิบคนของตระกูลหลิวก็ตีกลองจนครบเพียงแต่ลวดลายบนกลองของพวกเขานั้นเป็นสีแดงเข้มไม่ก็เป็นสีม่วงอ่อนเห็นได้ชัดว่าของหลิวซงหมิงนั้นถือว่าดีที่สุด

               “ต่อไป ตระกูลหลิน หลินฮาวหราน” โดยไม่มีการหยุดพักมู่หลางก็ตะโกนขานชื่อของตระกูลหลิน

               “ ... ข้าหรือ?”  

               ถึงแม้จะรู้ดีว่าจะต้องลงแข่งแล้ว แต่พอถูกขานชื่อจริงๆหลินฮาวหรานก็รู้สึกตกใจ

               เขาเป็นผู้กล้าขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หกที่ปกติมีคนชื่นชมมากมายแต่พอเห็นหลิวซงหมิงแสดงฝีมือออกมาแล้ว เขาก็ไม่มีความมั่นใจเลย เพราะรู้ว่าสู้ไม่ได้

               แล้วพอคิดได้ว่ายังมีผู้ชมอีกกว่าสามหมื่นคนดูอยู่ด้วย อีกทั้งด้านซ้ายมีหมิงอ๋องมองเขาอยู่เขาก็รู้สึกปวดหัว ร่างกายแข็งทื่อไปความเลือดร้อนที่มีก่อนหน้านี้มันลดหายไปเกือบหมด

               ต้องใจเย็นเข้าไว้!

                หลินฮาวหรานบังคับตัวเองให้เดินขึ้นไป ดูเหมือนว่าเป็นการก้าวเดินที่ยาวนานที่สุดเลยก็ว่าได้และสุดท้ายก็ชกหมัดไป

               “ตึ่ง”

               เสียงกลองดังขึ้น และสั่นอยู่หลายนาที ลวดลายสีขาวเปลี่ยนเป็นสีแดงและสุดท้ายก็เป็นสีแดงสดออกมา

               เสียงเชียร์ของตระกูลหลิวก็ดังขึ้น

               ถึงแม้พวกเขาจะเย้ยหยันแบบออกนอกหน้าไม่ได้แต่เสียงโห่ร้องตะโกนและสายตาก็มองออกอยู่ดีว่าพวกเขากำลังประชดประชันตระกูลหลิวอย่างไร้เสียง!

               หลินฮาวหรานเขินมาก เขากำหมัดแน่นแล้วก้มหน้าเดินลงจากลานประลองไปจากนั้นมู่หลางก็ส่งเสียงขึ้นมาอีกครั้ง “คนต่อไป ตระกูลหลิน หลินเจ๋อเทียน”

               ท่ามกลางผู้เข้าแข่งขัน ชายหนุ่มรูปงามผมยาวประบ่าค่อยๆ เดินออกมาทันทีที่เขาปรากฏตัว บรรยากาศของทางตระกูลหลินก็เปลี่ยนไปทันทีทุกคนต่างโห่ร้องตะโกนส่งเสียงหลินเจ๋อเทียนเป็นผู้ที่มีความสามารถที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลหลินเขาอายุแค่สิบเจ็ด แต่มีขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่เจ็ด!

                บนตารางอันดับผู้กล้าของราชวงศ์หมิง หลินเจ๋อเทียนเป็นผู้กล้าที่อยู่ในอันดับที่แปดร้อยสามสิบสอง

               เขามีอันดับที่เหนือกว่าเยี่ยซีที่อยู่ที่อันดับเก้าร้อยยี่สิบหกเมื่อปีที่แล้วถือได้ว่าเป็นคนที่แข็งแกร่งรองลงมาจากเยี่ยซีเลย

               “พี่เจ๋อเทียน! สู้ๆ !”

                “พี่เจ๋อเทียนยอดเยี่ยมที่สุดเลย!”

                หลินเจ๋อเทียนได้ยินผู้ชมส่งเสียงให้กำลังใจก็เลยหันไปส่งสัญญาณมือให้ทางตระกูลหลินเพื่อให้ทุกคนเงียบลงจากนั้นเขาก็เดินไปยืนตรงหน้ากลอง

               ทุกคนเงียบไปในพริบตา รอให้หลินเจ๋อเทียนลงมือ

               หลินเจ๋อเทียนตอนนิ่งๆ ก็ยังไม่เท่าไร แต่เมื่อขยับก็รวดเร็วดั่งสายฟ้าเขาพุ่งเข้าซัดฝ่ามือไปที่กลองอย่างแรง เสียงกลองดังก้องขึ้นมาเหมือนฟ้าร้อง

               พริบตาเดียว ขอบกลองก็เปลี่ยนเป็นสีแดงจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม และสุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นสีดำ! มีแค่คนที่มีพลังเทียบเท่าราชสีห์หนึ่งพันห้าร้อยตัวเท่านั้นถึงจะสามารถทำให้มันเป็นสีดำได้!

                เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วลานประลอง ฝ่ามือนี้ของหลินเจ๋อเทียนทำให้ความอึดอัดใจของคนอื่นๆในตระกูลหลินหายไปในพริบตา แต่ละคนปรบมือโห่ร้องกันจนหน้าดำหน้าแดง

               “เยี่ยม!”

                “ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมมาก!”

                “ตระกูลหลินของพวกเรา แข็งแกร่งที่สุด!”

                ผู้น้อยในตระกูลหลินตะโกนออกมาอย่างมั่นใจ แล้วมองไปที่ตระกูลหลิวสายตาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม

               ถึงแม้หลินเจ๋อเทียนจะมีขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่เจ็ดแต่ว่าพลังของเขาเทียบเท่ากับราชสีห์หนึ่งพันห้าร้อยตัวแล้ว พูดได้เลยว่าพรสวรรค์และกำลังรบของขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนนั้นแทบไม่มีใครเทียบได้เลยในรุ่นอายุเดียวกัน เพราะผู้กล้าที่อยู่ในระดับเดียวกับเขาไม่มีใครทำให้กลองมีลวดลายสีดำได้เลย!

                แค่ฝ่ามือเดียวที่เรียบง่ายก็ทำให้หลินเจ๋อเทียนดูเหนือกว่าผู้มีความสามารถพันกว่าคนแล้วเขากลายเป็นที่สะดุดตาของกลุ่มชนชั้นสูง

               หลินเจ๋อเทียน ติดหนึ่งในแปดสิบแน่นอน!

     

    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน