มหาศึกห้าแผ่นดิน

    ่ตอนที่ 123 ประลองหมัดเดียว

    “ คุณชาย ข้าชื่อชวีหมิงแห่งสำนักเมฆาขาว ข้าจะขอดอกบัวสุริยันของท่านสัก 1 ดอกได้ไหม ข้าจะนำไปช่วยท่านแม่ของข้า”

    สายตาของชิงอ้ายเทียนเปลี่ยนไปมอง ชวีหมิงตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วใช้พัดปัดไปมา แล้วเดินหนีไป นักพรตชิงซาน มองชวีหมิงอย่างดูถูก แล้วเอ่ยว่า

    “ โลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ หากเจ้าอยากได้ก็ต้องลงไปหาในบึงเอาเอง ข้าเห็นว่า ยังพอมีเหลืออยู่ดอกหนึ่ง ที่จมลงไปในใต้บึงแห่งนี้”

    ชวีหมิงถึงกับคุกเข่าขอร้อง แต่ทว่า ราเชนกลับดึงไหล่ของเขาให้ลุกขึ้น แล้วเอ่ยว่า

    “ ได้ยินข่าวมาว่า สำนักทะเลใต้ ชอบท้าประลองกับสำนักอื่นไปทั่ว ไม่ทราบว่า

    กล้าประลองกับศิษย์สำนักเมฆาขาอย่างข้าหรือไม่”

    คราวนี้ชิงอ้ายเทียนหันกลับมามองหน้าราเชนอย่างสนใจ นักพรตชิงเต่าและคนอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน

    “ คนไร้พลังปราณยุทธ์อย่างเจ้า กล้าท้าประลองกับพวกเรา อยากตายนักรึ?”

    นักพรตชิงซานสำรวจราเชน แต่ไม่สามารถจำเขาได้ และรู้ว่า เขาไร้พลังปราณยุทธ์ เลยพูดจาดูถูกออกมา

    “ เดี๋ยวก่อน หากพวกเราชนะจะได้อะไรจากเจ้า” ชิงอ้ายเทียนเอ่ยยิ้มๆ

    “ หากชนะข้าได้ ก็เอาทอง 50 ล้านเหรียญถุงนี้ไปได้เลย แต่หากแพ้ข้า ขอเพียงดอกบัวทองสุริยันเพียง ห้าดอกเท่านั้น”

    ราเชนวางถุงทองคำห้าถุงออกมา ทุกๆ คนต่างมองอย่างตื่นตะลึงไม่คิดว่า ราเชนจะพกทองคำมากมายขนาดนี้ติดตัว

    “ ในเมื่อเจ้าเสนอตัวออกมาเช่นนี้ ข้าก็จะเล่นกับเจ้าสักครั้ง เพื่อไม่เป็นการเอาเปรียบเจ้าจนเกินไป เจ้าเสนอวิธีประลองมาได้เลย” คุณชายชิงอ้ายเทียน

    เอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มอย่างมั่นใจ

    “ หมัดเดียว หากคุณชายรับหมัดที่ข้าต่อยได้เพียงหมัดเดียว โดยไม่ล้ม ข้าก็จะยอมแพ้ ทองทั้งหมดนี่ก็จะเป็นของคุณชายทันที”

    ทุกคนมองหน้ากันไปมา แล้วก็หัวเราะออกมาพร้อมๆ กัน แต่มีเพียงคนเดียวที่ไม่หัวเราะด้วย คือ นักพรตชิงเต่า เขารู้สึกคุ้นๆ เสียงของราเชนมาก่อน และวิธีการต่อสู่เช่นนี้ ทำให้เขาต้องเสียศิษย์คนโตไปในอดีต

    “ ตกลง หากหมัดของเจ้าทำให้ข้าถอยหลังไปเพียงแม้แต่ก้าวเดียว ข้าจะมอบดอกบัวสุริยันห้าดอกนี้ ให้กับเจ้า” ชิงอ้ายเทียนนำดอกบัวสุริยันวางเอาไว้ใกล้ๆ บนถุงทองคำของราเชน

    “ เดี๋ยวก่อน หมัดของเจ้านี้ห้ามใช้เครื่องรางหรือของวิเศษอันใดเป็นอันขาด”

    นักพรตชิงเต่าเอ่ยออกมา พร้อมกับมองราเชนอย่างสงสัย

    “ แน่นอน” ราเชนดึงแขนเสื้อขึ้น พร้อมกับยกกำปั้นขวาเปล่าๆ แสดงให้ทุกๆ คนดู

    “ ศิษย์พี่ท่าน...” ชวีหมิงกำลังจะอ้าปากเตือน แต่ราเชนใช้มือห้ามเอาไว้ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว

    “ ข้าว่ามันแปลกๆ อ้ายเทียนระวังตัวด้วย ใช้พลังสูงสุดของเจ้ารับมือมัน”

    “ ไม่ต้องห่วง มันไม่สามารถทำอะไรข้าได้อยู่แล้ว”

    ทั้งสองเดินมาประจันหน้ากัน ราเชนยิ้มให้ พร้อมกับยกมือขวา ชูเหนือศรีษะ

    “ พร้อมหรือยัง คุณชาย” ราเชนยังคงยิ้มอย่างมั่นใจ ชิงอ้ายเทียนเองก็ยิ้มออกมาเช่นเดียวกัน

    “ เข้ามาเลย”

    ราเชนหลับตาแล้วเรียกพลังวานรพันปี มาอยู่ในมือของตน คลื่นพลังวานมหาศาลไหลเวียนอยู่รอบๆ หมัดของเขา 

    “ พลังเกราะเต่าสะท้านฟ้า” มีเงาของกระดองเต่าปกคลุมร่างของ ชิงอ้ายเทียน ทุกๆ คนต่างมั่นใจ ว่าราเชนนั้นไม่น่าทำอะไรได้ งานนี้ถูกพลังเกราะเต่าสะท้านฟ้าสะท้อนกลับไป กระดูกข้อมือต้องแตกหักอย่างแน่นอน

    นักพรตชิงเต่านั้นสัมผัสได้ถึงพลังหมัดของราเชนที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จึงพยายามจะร้องให้ยกเลิก แต่สายไปแล้ว

    ตูม !!!!

    หมัดของราเชนพุ่งเข้ากระแทกกลางหน้าอกของชิงอ้ายเทียน เกราะเต่าสะท้านฟ้านั้น ถึงกับไม่อาจต้านทานได้ แตกร้าว ร่างของชิงอ้ายเทียนปลิวลิ่วกระเด็นไปกองกับพื้น กระอักเลือด พร้อมกับยกมือพยายามจะชี้หน้าราเชนเหมือนจะพูดอะไรออกมา แต่ไม่มีปัญญา สิ้นสติไปเสียก่อน

    ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกๆ คน ราเชนเข้าไปหยิบดอกบัวสุริยันทั้งห้าดอกแล้วแบ่งให้ ชวีหมิงไปสามดอก

    “ ขอบคุณที่ยั้งมือให้” ราเชนประสานมือคารวะทุกๆ คนแล้วจะเดินออกไป

    “ หยุดนะ”  นักพรตชิงซานกับลูกศิษย์ทุกๆ คนของสำนักทะเลใต้ เข้าล้อมราเชนไม่ให้ไปไหน

    “ คิดจะหมาหมู่กับข้า อย่างนั้นรึ? ไม่อยากคิดเลย สำนักทะเลใต้อันโด่งดัง จะมีนิสัยเป็นอันธพาลเช่นนี้” ราเชนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับมั่นใจว่าตัวเองสามารถหนีรอดไปได้ เพราะในแขนเสื้อของเขามีระเบิดควัน เตรียมพร้อมขว้างอยู่แล้ว

    “ ทุกคน ถอยไป” นักพรตชิงเต้าเอ่ยสั่งลูกศิษย์ทุกๆ คน หลังตรวจสอบแล้วว่า ชิงอ้ายเทียนไม่เป็นอะไรมาก แค่เกราะเต่าสะท้านฟ้าแตกร้าว บาดเจ็บภายในเท่านั้น

    “ ข้าเตือนเจ้าแล้ว ว่าห้ามใช้เครื่องราง แต่เจ้ากลับใช้มัน บอกมานะ เครื่องรางนั้นคืออะไร”

    “ ไหนล่ะ ในมือของข้ามีเครื่องรางอะไรนั่นที่ไหนกัน”

    ราเชนยกมือที่ปราศจากเครื่องรางอะไร แต่ความจริงเครื่องรางที่ว่านั่นก็คือ เขี้ยวของวานรพันปีนั่นเอง แต่มันถูกเก็บเอาไวที่ ห้วงจิตของเขาไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้

    “ ในเมื่อเจ้าไม่บอก ข้าจะค้นด้วยตัวเองก็แล้วกัน” นักพรตชิงเต่าเอ่ยจบก็ปล่อยพลังขั้นเซียนออกมาเพื่อสะกดให้ร่างของราเชนกับ ชวีหมิง แต่ว่าช้าไปแล้ว ราเชนขว้างระเบิดควันออกไป สามลูก 

    ตูม ตูม ตูม !!

    กลุ่มควันพวยพุ่งกระจายไปทั่ว แถมมันยังมีพิษยายาสลายพลังผสมอยู่อีกด้วย

    “ ทุกคนกลั้นหายใจเอาไว้  ควันมีพิษ” นักพรตชิงเต่า แม้จะสัมผัสได้ว่า มีร่างสองร่างเคลื่อนไหวจากไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่อาจยังยั้งได้ทัน เพราะห่วงเหล่าลูกศิษย์ของเขา จึงได้แต่รีบ ปลดปล่อยพลังออกมาขับไล่กลุ่มควันให้ออกไปเสียก่อน แต่ว่าระเบิดควันของราเชนนั้นเป็นระเบิดควันที่เขาสร้างขึ้นมาเอง ดังนั้นมันจะมีควันที่มีมวลน้ำหนักมากกว่า ควันทั่วๆ ไป นักพรตชิงเต่า จึงทำได้แต่เพียงปิดลมหายใจของตนเอง แล้วเคลื่อนย้ายลูกศิษย์ของตน ออกไปจากที่นี่

    ลูกศิษย์ทั้งหมดตอนนี้ ถึงกับหมดแรงกันไปทุกๆ คน นักพรตชิงเต่าจึงต้องใช้พลังของตนขับยาพิษทั้งสองออกจากร่างลูกศิษย์ทั้งหมด กว่าจะช่วยได้ ก็ใช้เวลาไปเกือบครึ่งวัน

    “ นักพรตบ้านี่ หากเจอกันคราวหน้า ข้าไม่ปล่อยเจ้าเอาไว้แน่”

    ชิงอ้ายเทียนรู้สึกตัวขึ้นมาก็เอ่ยออกมาด้วยความโมโหเป็นอย่างยิ่ง

    “ มันหลอกข้า มันต้องใช้เครื่องรางช่วยอย่างแน่นอน ไอ้นักพรตกะล่อนนี่ เจอกันอีกข้าต้องเอาคืนแน่”

    “ ข้าเองก็รู้สึกคุ้นหน้า คุ้นเสียงของมันไม่น้อย แต่ไม่รู้ว่าเคยเจอมันที่ไหนมาก่อน”

    นักพรตชิงเต่าเอ่ยอย่างสงสัย

    ราเชนกับชวีหมิงตอนนี้หลบหนีจากพวกสำนักทะเลใต้ออกมาได้อย่างหวุดหวิด

    “ เกือบตายแล้ว ศิษย์พี่ท่านช่างใจกล้าเหลือเกิน ใช้เครื่องรางทำร้ายเจ้าชิงอ้ายเทียนเสียจนสลบ ว่าแต่ว่า ท่านทำเครื่องรางแบบนี้ให้ข้าบ้างได้ไหม”

    “ ข้าไม่ได้ทำ มีคนให้ข้ามา” 

    ทั้งสองเดินทางไปตามทิศตะวันออก แต่ว่า ระหว่างทางเขากลับได้ยินเสียงต่อสู้กันดังขึ้น ด้านในของป่า จึงเข้าไปแอบดูหลังต้นไม้ใหญ่ เห็นองค์ชายสี่หลี่หมิงกับเหล่าลูกน้อง มีเชียนเชียนและเสี่ยวฉียืนอยู่ด้วย  ฝ่ายตรงข้ามมีคนของสำนักดาบบูรพาอีกประมาณ 20 คน ซึ่งมีกำลังพอๆ กันกับคนขององค์ชายสี่หลี่หมิง 

    ทั้งสองกลุ่มชักอาวุธเตรียมที่จะปะทะกัน เพื่อยื้อแย่งสิ่งของบางอย่าง ราเชนเพ่งตามองไปตรงกลาง พบกับ จิ้งจอกสีขาวตัวหนึ่งที่ลำตัวของมันถูกลูกธนูสีเงินปักกลางหลังเอาไว้ 1 ดอก และยังมีโซ่สีเงินรัดขาหลังมันเอาไว้ทั้งสองข้าง โลหิตของมันไหลออกมาเป็นสีเขียว ส่งเสียงร้องครางอย่างน่าสงสาร ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างคิดจะยื้อแย่ง จิ้งจอกสีขาวเอาไว้ครอบครอง

    “ เฮ้ย เจ้าไม่รู้หรือไง ว่านี่คือองค์ชายสี่หลี่หมิงแห่งอาณาจักรปัจจิม เจ้ากล้าแย่งชิงจิ้งจอกสายฟ้ากับท่านรึ?” องครักษ์ผู้หนึ่งตวาดออกไปใส่ ฝั่งของสำนักเก้าดาบบูรพา

    “ ลูกธนูที่ปักอยู่เจ้าจิ้งจอกสายฟ้าตัวนี้ เป็นของ ศิษย์พี่ของเรา  ด้วยกฏแห่งป่าวายุอัสนี พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์”   ศิษย์สำนักดาบเก้าบูรพาเอ่ยขึ้น

    จ้าวเหล่ยเทียน ก้าวเท้าออกมา แล้วเอ่ยออกมาว่า

    “ ไม่ทราบว่า คุณชายผู้นี้เกี่ยวข้องอะไรกับ เจ้าสำนักหยางซูฉิน”

    “ ข้าคือ หยางจ้ง เป็นทายาทของหยางซูฉิน”

    “ เจ้าสำนักหยางซูฉิน นั้นมีชื่อเสียงมานาน ข้าจ้าวเหล่ยเทียนเองก็เคารพนับถือบิดาของท่านเอาอย่างนี้ พวกเรามาแบ่งร่างของเจ้าจิ้งจอกสายฟ้าตัวนี้กันดีหรือไม่”  จ้าวเหล่ยเทียน แสดงพลังปราณขั้นเซียนออกมา ทำให้ฝ่ายสำนักดาบเก้าบูรพาหลายคนไม่อาจขยับตัวได้ แม้แต่หยางจ้งเองก็เช่นกัน แต่ทันใดนั้นชายชราผมขาวที่ยืนด้านข้างของ หยางจ้ง ก็ชักดาบซามูไรสั้นออกมา แล้วปักลงไปบนพื้นดิน ทำให้เกิดพลังปราณเซียนออกมาปะทะเข้ากับพลังปราณเซียนของจ้าวเหล่ยเทียน

    ตูม !!!

    ฝุ่นผงกระจายไปทั่ว คนอื่นๆ ล้วนแล้วแต่ถอยหลังกันออกไปหลายๆ ก้าว

    “ นับถือ นึกไม่ถึง กระเรียนฟ้า จ้าวเหล่ยเทียน จะมีฝีมือรุดหน้าเร็วถึงเพียงนี้”

    ชายชราผมขาวเอ่ยขึ้นมา

    “ ท่านคงเป็นหยางจิ้ง ฉายาดาบที่เจ็ดกระมัง”

    “ นับว่าข้ายังคงพอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง”

    จ้าวเหล่ยเทียนหันไปพยักหน้ากับ องค์ชายสี่หลี่หมิงแล้วเอ่ยต่อว่า

    “ ในเมื่อพวกเราต่างก็ต้องการ จิ้งจอกสายฟ้าตัวนี้เหมือนกัน ข้าขอเสนอให้แบ่งกันดีหรือไม่”

    “ ยังไง” หยางจิ้งเอ่ยถาม

    “ องค์ชายของเราขอแค่ หัวใจจิ้งจอกสายฟ้าเท่านั้น ส่วนชิ้นส่วนอื่นๆ ของมันยกให้กับพวกท่าน”

    “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า จ้าวเหล่ยเทียน ท่านนี่โลภมากไปหรือเปล่า หัวใจจิ้งจอกสายฟ้า หากนำไปดูดซับพลังของมัน คนผู้นั้นจะมีอายุยืนขึ้นอย่างน้อย 50 ปี แม้นหนังของมันจะสามารถนำไปเป็นเกราะป้องกันได้ แต่ว่ามันก็ไม่สำคัญกว่าหัวใจของมัน”

    “ ถ้าเช่นนั้น พวกเราผ่าหัวใจของมันแบ่งกันคนละครึ่ง ผู้อาวุโสเห็นดีด้วยหรือไม่”

    องค์ชายสี่หลี่หมิงเอ่ยออกมา ซึ่งหยางจิ้งเองก็ไม่ขัดแต่จะขอหัวจิ้งจอกสายฟ้ากลับไป ส่วนหนังยกให้กับ องค์ชายสี่หลี่หมิง

    ในที่สุดทั้งสองก็ตกลงกันด้วยดี โดยที่ดวงตาของจิ้งจองสายฟ้าตอนนี้ มีน้ำตาไหลออกมาอาบแก้มของมัน มันพยายามดิ้นรนแต่ไม่อาจหนีไปไหนได้ เพราะโซ่อาคมของจ้าวเหล่ยเทียน รัดมันจนแน่นไม่อาจขยับตัวได้

    ราเชนเห็นเช่นนั้นก็กำหมัดแน่น เอ่ยออกมาว่า

    “ ชวีหมิง เจ้ารีบไปสมทบกับ องค์ชายสิบสี่ก่อน เดี๋ยวข้าตามไป”

    “ ศิษย์พี่ ท่านคิดจะทำอะไร”

    “ รีบไป”

    ชวีหมิงเห็นสายตาเด็ดเดี่ยวของ ราเชนก็ได้แต่พยักหน้าไม่กล้าถามต่อ เพราะรู้ว่าหากเขาอยู่จะเป็นภาระกับราเชนมากกว่า จึงรีบเดินทางไปเส้นทางหลัก มุ่งหน้าไปหากลุ่มขององค์ชายสิบสี่ทันที

    ราเชนทีแรกก็ไม่สนใจนักเรื่องนี้ แต่พอเห็นโซ่อาคมที่เคยรัดเจ้าโมโม่ ตอนนี้มันรัดร่างของเจ้าจิ้งจอกสายฟ้า ก็ไม่อาจทานทนได้ คิดจะช่วยเหลือ เจ้าจิ้งจอกสายฟ้าไม่ให้ถูกคนชั่วหั่นร่างของมัน

    ราเชนนำหน้ากากของเทพธนูมาใส่ พร้อมกับดึงธนูสุริยฆาตออกมา 

    องครักษ์สามคนขององค์ชายสี่หลี่หมิง จับเจ้าจิ้งจอกสายฟ้าหงายท้อง แล้วกำลังจะใช้มีดผ่าหัวใจของมันออกมาเป็นอันดับแรก ก่อนที่มีดจะทิ่มแทงลง ก็มีแสงวาบออกมาจากป่า 

    ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว !!!!!!!!!!...