Legend of Bloodland (ดินแดนแห่งพันธะอาคม)

    ตอนที่ 31 อนุสรณ์สถานดูปรัส

            เมื่อเรือลำน้อยวิ่งเข้ามาชนท้องเรือเบาๆทำให้ทั้งสี่คนชะโงกหน้ามองลงไปด้านล่าง เงาร่างนั้นก็กระโดดขึ้นมาบนเรือของพวกแคเรนทำให้ไกอัส ทากัสและคาร์ลตั้งท่าเตรียมต่อสู้แต่เมื่อทากัสเห็นใบหน้าเจ้าของเงาร่างนั้นชัดเจนขึ้น เขาก็เก็บอาวุธแล้วเดินเข้าไปคุยกับเงาร่างนั้นอย่างเป็นมิตร

            “อัลเบิร์ตหรือ”

            ไกอัสเก็บดาบพลางย่นคิ้วถามขึ้นบ้าง“อัลเบิร์ต ดาทนอร์ธ หรือเปล่า”

            “ใช่ข้าเอง”

            เงาร่างนั้นกล่าวตอบแล้วจึงเดินตรงมาทางทั้งสามคนเมื่อเงาสีดำโผล่พ้นหมอกเข้ามาก็ปรากฏชัดเจนว่าเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งใบหน้าเกลี้ยงเกลารูปร่างเล็กมีส่วนคล้ายผู้หญิงแต่ดูสุขุมเสื้อกั๊กสีน้ำตาลเข้มที่คลุมทับเสื้อสีดำทำให้บุคลิกของเขาดูมืดมนลง

            “ลูกดอกเมื่อสักครู่เป็นของท่านงั้นหรือ”แคเรนถามขึ้นด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์นัก

            “ขออภัยท่านหญิงด้วยที่ทำให้ตกใจแต่ข้ายังใช้พลังควบคุมไม่ได้ แค่ใช้เครื่องยิงเอาน่ะ” เขายกเครื่องยิงลูกดอกหน้าตาคล้ายหน้าม้าขนาดเท่าฝ่ามือซึ่งมีสายรัดสวมติดอยู่ที่หลังข้อมือขวาออกมาให้ทุกคนดู

            “ทำไมถึงจงใจเล็งไปที่คาร์ลล่ะ”

            สีหน้าของอัลเบิร์ตเปลี่ยนเป็นแปลกใจเขาถามกลับอย่างสงสัย

            “เขาชื่อคาร์ลหรือครับข้าเห็นเขาน่าจะเก่งก็เลยเล็งเขาเท่านั้นเอง”

            คิ้วที่เกือบจะย่นเข้าหากันของคาร์ลคลายออกเขากล่าวแทรกขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ

            “ท่านไม่ได้ลงมือเพราะทราบอยู่แล้วว่าเป็นข้าหรอกหรือ”

            “ข้าแค่อยากลองทดสอบฝีมือของผู้คุ้มกันท่านหญิงเท่านั้นเองและก็คิดไม่ถึงว่าเขาจะนั่งเฉยๆ ให้ลูกดอกปักคอแบบนั้นนี่” สีหน้าของอัลเบิร์ตผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด

            แคเรนไม่ได้มองว่ามันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยถึงแม้จะโล่งใจที่อัลเบิร์ตไม่ได้ทำตามคำสั่งขององค์ราชินีก็ตาม

            “ข้าคิดว่าท่านทำเกินไปนะ”สายตาเย็นชาของแคเรนทำให้อัลเบิร์ตก้มหน้าลงเป็นเชิงรับผิดอย่างสุภาพ

            “ขออภัยด้วยข้าเสียมารยาทเกินไป”

            “ช่างเถอะว่าแต่ทำไมท่านถึงมาที่เรือของข้าคนเดียวล่ะ”

            “เส้นทางที่จะไปยังคฤหาสน์มีหมอกลงจัดท่านพ่อก็เลยให้ข้ามาช่วยนำทาง”

            “อีกไม่นานก็จะถึงแล้วมิใช่หรือทำไมท่านต้องลำบากมาด้วยตนเองล่ะ”

            “เพราะเรือของท่านหญิงเริ่มวิ่งออกนอกเส้นทางน่ะสิ”

            คาร์ลเอะใจรีบทอดสายตามองผ่านหัวเรือไปยังเกาะเบื้องหน้าซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงหนึ่งกิโลเมตรมีซากปรักหักพังเก่าๆ ตั้งอยู่แทนที่จะเป็นคฤหาสน์ของตระกูลดาทนอร์ธเรือกำลังมุ่งหน้าไปผิดทาง ทากัสกับไกอัสรีบวิ่งลงไปดูคนพายเรือที่อยู่ใต้ท้องเรือแต่พวกเขาหายตัวไปคาร์ล อัลเบิร์ตและแคเรนที่ยืนอยู่บริเวณระเบียงเรือมองเห็นเรือบดลำเล็กพายห่างออกไปจากเรือของพวกเขาไกลพอสมควรแล้วพวกคนพายเรือคงนั่งเรือบดลำนั้นหนีไปได้

            “เรือของท่านหญิงกำลังไปที่อนุสรณ์สถานดูปรัส”อัลเบิร์ตกล่าว ทำให้แคเรนถามขึ้นอย่างแปลกใจ

            “อนุสรณ์สถานดูปรัสเป็นสถานที่แบบไหนหรือ”

            “ตอนนี้เป็นสุสานน่ะครับเมื่อหกปีก่อนเคยเป็นสนามรบระหว่างอาณาจักรครอสวูดกับลอฟท์เรียแต่กองทัพของครอสวูดพ่ายแพ้ให้กับตระกูลดาทนอร์ธ”

            “ตระกูลดาทนอร์ธแค่ตระกูลเดียวหรือ”

            “เดิมทีวิธีการของตระกูลดาทนอร์ธก็เป็นการลอบสังหารอยู่แล้วและเมื่อหกปีก่อนอาณาจักรครอสวูดมีชายที่เรียกว่ามนุษย์อมตะเพียงคนเดียว ในตอนนั้นถือว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่ตึงมือมากทหารหลายคนเข้าไปรุมยังจัดการไม่ได้ เขามีพละกำลังเหนือมนุษย์ทั่วไปฆ่าเท่าไรก็ไม่ตาย แม้จะใช้โลหะวิสทานัมก็ทำได้แค่แทงทะลุแต่สังหารไม่ได้และแม้จะมีอาการบาดเจ็บทั่วร่าง เขาก็ยังขยับได้เหมือนไม่มีความรู้สึกทุกครั้งที่มนุษย์อมตะคนนี้ออกโรงจะสร้างความเสียหายให้กองทัพเราได้มากตระกูลดาทนอร์ธจึงคิดค้นยาคืนชีวิตและนำมาใช้เป็นครั้งแรกทำให้สังหารมนุษย์อมตะคนนั้นสำเร็จทหารของครอสวูดขวัญกระเจิงก็เลยถูกกองทัพของดาทนอร์ธที่ใช้วิธ๊ดักซุ่มและวางกับดักสังหารเกือบทั้งหมด”

            “หลังจากนั้นหนึ่งปีคือช่วงที่มือสังหารจากกองทัพอมตะเริ่มเข้ามาบ่อยขึ้นตอนที่พวกข้าถูกจับตัวไปขังที่โกดังเมืองท่าริเวอร์เวสต์ก็เช่นกัน” ทากัสที่ขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือพร้อมกับไกอัสได้พักใหญ่แล้วออกความเห็นพลางใช้ความคิด

            “ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นอาจทำให้พวกครอสวูดทดลองเพิ่มจำนวนกองทัพอมตะ” คาร์ลกล่าวเสริม

            ไกอัสนึกถึงมนุษย์อมตะร่างใหญ่ที่พวกเขาร่วมกันต่อสู้ตอนอยู่ฐานทัพใต้ดินใกล้เขตชายแดนระหว่างอาณาจักรครอสวูดและลอฟท์เรียขนาดใช้ยาคืนชีวิตยังทำอะไรมันไม่ได้ ถือเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวมากเขาจึงแทรกขึ้นบ้าง

            “ข้าไม่แน่ใจว่าพวกท่านรู้เรื่องหรือยังแต่มือสังหารจากกองทัพอมตะบางคนใช้ยาคืนชีวิตไม่ได้ผลแล้ว”

            “ข้ารู้เรื่องที่พวกเจ้าสู้กับกองทัพอมตะที่ฐานทัพใต้ดินจากเกร็น เซาธ์เทินเบิร์ก แล้วและรู้ด้วยว่าทางเดียวที่จะฆ่ามือสังหารอมตะระดับนั้นได้คืออาคมตัดพันธะของอาณาจักรริคมารวมถึงการที่อดีตสนามรบใกล้พรมแดนระหว่างครอสวูดกับลอฟท์เรียหลายแห่งกลายเป็นสุสานให้ฝ่ายครอสวูดใช้ประโยชน์ด้วย”อัลเบิร์ตกล่าวตอบ

            “แล้วองค์ราชินีมีคำสั่งจัดการเรื่องนี้ยังไงบ้าง”

            “ตอนนี้ตระกูลดาทนอร์ธกำลังคิดค้นยาพิษที่ใกล้เคียงกับอาคมตัดพันธะ”

            อัลเบิร์ตกล่าวพลางหยิบขวดแก้วขนาดเท่านิ้วชี้ขึ้นมาของเหลวข้างในเป็นสีใสจนดูเหมือนน้ำเปล่า เขาแจกจ่ายให้ทุกคนก่อนเริ่มอธิบาย

            “มันยังอยู่ในช่วงทดลองเลยไม่แน่ใจว่าได้ผลแค่ไหนแต่ถ้าเจอมือสังหารอมตะที่อยู่ในระดับนั้น ให้ใช้ยาขวดนี้อาบคมดาบแทนยาคืนชีวิต”

            “มันคืออะไรน่ะ”ไกอัสรับมาพลางพิจารณาดูขวดใบเล็กในมือ

            “พิษสลายตราพันธะ”

            “ตราพันธะคืออะไร”คาร์ลถามพลางเก็บขวดลงในกระเป๋าใบเล็กซึ่งห้อยไว้ที่เข็มขัด

            “จากการตรวจสอบมือสังหารชุดล่าสุดมีสองคนที่ยังไม่ตายสนิท เราก็เลยพึ่งค้นพบตราพันธสัญญาทาสปรากฏอยู่บนตัวของมือสังหารที่เป็นมนุษย์อมตะ”

            “แล้วก่อนหน้านี้ไม่เคยตรวจเจอหรือ”แคเรนนิ่งฟังอยู่นานจึงถามอย่างแปลกใจ

            “บริเวณที่ตราปรากฏบนร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกันและจะปรากฏขึ้นเมื่อเกิดบาดแผลบนร่างกายแค่พริบตาเดียวเท่านั้น หลังจากบาดแผลหายไปตราก็จะหายไปด้วย ก็เลยตรวจพบได้ยาก”

            “แล้วใช้คมดาบจากโลหะวิสทานัมฟันตราไม่ได้หรือ”ทากัสกล่าวพลางชะเง้อมองผ่านหัวเรือของพวกเขาที่กำลังแล่นเข้าเทียบฝั่ง

            “ถ้าใช้โลหะวิสทานัมต้องเล็งให้โดนที่ตราอย่างแม่นยำจึงจะทำได้แต่ถ้าใช้พิษสลายตราพันธะ ขอแค่แทงโดนบริเวณใกล้เคียงไม่เกินหนึ่งช่วงฝ่ามือพิษจะแล่นไปตามเส้นเลือดและสลายตราพันธะได้แต่ถ้าไกลเกินไปพิษจะแล่นไปไม่ถึงตราพันธะร่างกายของพวกมนุษย์อมตะสามารถซ่อมแซมตัวเองจากพิษได้ก่อน”

            “เอาเถอะอย่างน้อยก็มีอาวุธที่ช่วยให้จัดการได้ไวขึ้น”

            ทากัสกล่าวพลางกระโดดลงจากเรือไปยังพื้นดินบนเกาะหลังจากเรือจอดสนิทแล้วคาร์ลกับอัลเบิร์ตกระโดดตามลงมา ไกอัสกับแคเรนเดินลงบันไดเรือตามมาสมทบทีหลังสุด

            “ที่จริงตระกูลดาทนอร์ธได้รับคำสั่งให้คอยตรวจสอบอนุสรณ์สถานดูปรัสข้าถึงได้สังเกตเห็นตอนที่เรือท่านหญิงเปลี่ยนทิศทางไงครับ”

            อัลเบิร์ตกล่าวพลางทอดสายตาผ่านม่านหมอกอากาศและทิศทางลมไหลผ่านร่างของเขาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ในขณะที่คนอื่นๆเดินไปข้างหน้าตามปกติมีเพียงแคเรนที่พึ่งคุยกับเขาชะงักฝีเท้าก่อนถามขึ้นอย่างสงสัย

            “มีอะไรหรือเปล่า”

            “ท่านหญิงข้าขอบังอาจทำพันธะไอรอนบอนด์กับท่านได้หรือไม่”

            ทันทีที่เดินฝ่าหมอกหนาไปถึงหน้าทางเข้าซากโบราณสถานทุกคนก็ชักดาบออกมาแล้วเทยาคืนชีวิตอาบคมดาบเตรียมเอาไว้ ร่างเงาในชุดคลุมสีดำเกือบสองร้อยคนวิ่งตรงเข้ามาทางพวกเขาไกอัสกระโจนเข้าไปฟันหัวมือสังหารสองคนขาดในคราวเดียวก่อนจะบุกฝ่าไปข้างหน้าทากัสบังคับดาบของเขาและอาวุธของศัตรูให้วิ่งทะลุผ่านช่องท้องของศัตรูจนล้มเป็นแนวราวกับโดมิโนคาร์ลสลายคมดาบสั้นให้กลายเป็นลูกเหล็กวิ่งทะลุผ่านหัวของศัตรูหลายคนพร้อมๆ กัน

            อัลเบิร์ตดาทนอร์ธ ที่พึ่งได้รับพลังควบคุมโลหะวิสทานัมจากการทำพันธะไอรอนบอนด์กับแคเรนเขาหยิบกระเป๋าเสียบอาวุธลูกดอกตะปูแปดเหลี่ยมที่อาบยาคืนชีวิตออกมาก่อนจะกำหนดเป้าหมายแล้วบังคับให้ลูกดอกพุ่งเข้าเจาะคอหอยของศัตรูจนล้มลงจำนวนมากในคราวเดียว