การทดสอบดำเนินจนกระทั่งครบทุกคนในชั้นปี ผู้ร่ำเรียนชั้นปีสูงมายืนออกันที่หน้าลานทดสอบหลังจากผู้าุโให้ศิษย์ในสำนักนำอุปกรณ์ทั้งหมดไปเก็บ
“ข้าจะประกาศคะแนนเพียงสามอันดับสูงสุด รายชื่อนอกเหนือจากนั้นไปดูที่กระดานประกาศ”
แม้ลำดับคะแนนจะถูกติดเรียบร้อยแล้วแต่ก็ยังไม่มีใครไปดูเพราะรอลุ้นอยู่กับชื่อผู้เก่งกาจที่อาจารย์ยังไม่ประกาศ หลินเสี่ยวหรงหวั่นใจขึ้นเพราะเกรงว่าในนั้นจะมีชื่อของน้องสาวต่างมารดาอยู่ด้วย นางจะเดินไปดูที่กระดานตอนนี้เลยก็ได้ แต่อีกใจก็คิดเผื่อว่าหากหลินเยว่ชิงไม่ติดอันดับ นางจะได้สมน้ำหน้าเ้าหล่อนได้อย่างสะใจยิ่งกว่า
“อันดับสาม เสิ่นหงหรู”
เสียงฮือฮาดังขึ้นพร้อมเสียงสหายของนางที่ร่วมแสดงความยินดีจนได้ยินกันทั้งลาน อาจารย์ผู้ฝึกสอนกระแอมไอเบาๆ พวกนางจึงได้หยุดพร้อมยิ้มแห้งปนเก้อเขิน
“อันดับสอง ไป๋เซียว” คราวนี้เสียงฮือฮาเงียบลงจนเหมือนเสียงยุงคุยกัน พวกนางเกรงว่าจะถูกอาจารย์ดุที่ไม่รักษากิริยา แต่การห้ามแสดงความดีใจนั้นเป็ไปได้ยาก พวกนางจึงซุบซิบกันเงียบๆ
แล้วก็มาถึงอันดับหนึ่งที่ทุกคนรอคอย หลินเสี่ยวหรงหายใจไม่ทั่วท้องขึ้นมา ปรารถนาให้รายชื่ออันดับหนึ่งนั้นเป็ตัวเอง คุณหนูใหญ่สกุลหลินคิดว่านางสมควรได้ เพราะนางก็ได้รับคำชมมากมายเช่นกัน ความปรารถนาเบื้องลึกในจิตใจแสดงออกมาผ่านสีหน้าและคำพูด
“ต้องเป็ข้าแน่” แม้พึมพำออกมาโดยไม่ตั้งใจ แต่คนร่วมชั้นเรียนกลับได้ยินชัดเจน คุณหนูที่ยืนอยู่ใกล้นางต่างพากันชักสีหน้าก่อนปรับให้ราบเรียบดังเดิม
“คุณหนูหลิน ขออภัยที่คำพูดข้าอาจทำให้เ้าไม่พอใจ แต่อาจารย์มอบคำชมตามความเหมาะสม ฝีมือพัฒนา อาจารย์ย่อมต้องให้กำลังใจ ที่แห่งนี้ไม่มีใครได้รับคำชมเพียงอย่างเดียวหรือได้รับคำติเตียนเพียงอย่างเดียว แม้แต่น้องสาวที่เ้าเพิ่งปรามาสไปนั้น ก็เคยได้รับคำชมจากอาจารย์”
บุตรขุนนางผู้หนึ่งเอ่ยออกหน้า นางไม่ได้มีใจช่วยหลินเยว่ชิง ทว่าก็ทนฟังคำพูดคำจาที่ยกยอตนเองเกินงามนี้ไม่ไหวเช่นกัน นางถูกเลี้ยงมาให้ภูมิใจในสายเืสูงส่ง แต่ก็ไม่เคยเหยียบย่ำใครที่ต่ำต้อยกว่า ยิ่งกับอีกฝ่ายที่ไม่เคยทำอะไรให้
ั้แ่เข้ามาเรียนที่สำนักบุปผา์ แม้หลินเยว่ชิงจะไม่เป็มิตรกับใครเลย แต่ก็ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนด้วยเช่นกัน ตรงข้ามกับหลินเสี่ยวหรงที่พยายามจะขึ้นมาทัดเทียมด้วยกิริยาที่ไร้การอบรม
เื่ของตระกูลขุนนางอื่นย่อมถูกพร่ำสอนก่อนออกจากบ้าน ก่อนก้าวเข้าสู่สังคมแห่งการแย่งชิงอำนาจอย่างเต็มตัว มีหรือจะไม่รู้ว่าฮูหยินรองสกุลหลินเป็ใคร คงมีแต่บุตรสาวที่ถูกมารดาต่างชนชั้นพร่ำสอนจึงได้ทำตัวเยี่ยงนี้
หลินเสี่ยวหรงได้ฟังก็อ้าปากเตรียมจะเถียง ทว่าสายตาคมปลาบคู่นั้นที่จ้องมองมาช่างเต็มไปด้วยความกดดันจนนางหายใจไม่ออก ความรู้สึกของการเป็หนูที่ถูกงูจ้องคงเป็เช่นนี้
ก่อนที่สถานการณ์จะวุ่นวาย ผู้าุโก็ปรบมือเรียกความสนใจทั้งหมดกลับไปที่นาง ม้วนกระดาษม้วนสุดท้ายถูกคลี่ออกอ่าน
“อันดับหนึ่งของการประเมินสอบกู่ฉิน...หลิน เยว่ ชิง”
ลานแสดงเงียบสงัดไปครู่หนึ่งก่อนเสียงฮือฮาจะดังขึ้นมาลั่นลานจนสะท้อนไปตามโถงอาคาร หลายคนคาดไม่ถึงว่าจะเป็นาง ยอมรับในการแสดงเมื่อครู่ แต่เพิ่งมาแสดงฝีมือเอาป่านนี้จึงรู้สึกกังขาอยู่บ้าง พวกนางปรบมือให้หลินเยว่ชิงด้วยความนับถือ แต่ก็มีคนไม่สบอารมณ์กับผลคะแนนครั้งนี้อยู่เช่นกัน
ใบหน้าหลินเสี่ยวหรงบิดเบี้ยวด้วยความริษยา เมื่อผลออกมากลายเป็ว่าหลินเยว่ชิงทำคะแนนได้สูงสุดจริงๆ แล้วที่นางโดนหักหน้าไปนั่นเล่า เื่นี้นางยอมรับไม่ได้ คุณหนูใหญ่สกุลหลินเดินปรี่เข้าไปหาอาจารย์าุโ
“ไม่มีทางเป็นางนะเ้าคะท่านอาจารย์”
“ไม่มีทางอย่างไร”
“ใครก็รู้ว่านางไร้ความสามารถด้านศาสตร์ดนตรี ไม่มีสักครั้งที่นางจะบรรเลงเพลงได้”
“เ้าจะกล่าวว่าข้าตัดสินไม่เป็ธรรมหรือหลินเสี่ยวหรง”
นางอึกอักเมื่อโดนมองด้วยสายตาจับผิด แต่ก็ยังพยายามทวงถามความโปร่งใส
“นางอาจจะโกงก็ได้นี่เ้าคะ”
“เ้าพิสูจน์ได้หรือว่านางใช้กลโกง เช่นนั้นใช้กลอะไรเล่า”
หลินเสี่ยวหรงได้แต่อ้าปากพะงาบๆ เพราะนางก็ไม่รู้เช่นกันว่าหลินเยว่ชิงใช้กลอะไรจึงสามารถบรรเลงกู่ฉินได้ชำนาญในชั่วข้ามคืน
“ทุกคนที่ลานนี้ต่างเห็นเป็ประจักษ์ว่าหลินเยว่ชิงบรรเลงด้วยความสามารถ มีแต่เ้าที่คัดค้าน”
“ข้า...” หลินเสี่ยวหรงอึกอัก สายตาทุกคู่ที่มองทิ่มแทงมา ทำให้นางอยากเร้นกายหายไปจากตรงนี้เสียเลย ทว่าทำได้เพียงก้มหน้าลงและพยายามแหวกผู้คนออกไป
อดีตฮองเฮาในร่างหลินเยว่ชิงไม่ได้พูดอะไรที่ทำให้เสี่ยวหรงเสียหน้าเพราะนึกถึงความลำบากที่นางอาจจะต้องเจอ จ้าวเลี่ยงเฟิ่งจึงยืนเฉยไม่ตอบโต้ ทว่ากิริยาเช่นนี้กลับดูสูงสง่าจนแม้แต่อาจารย์ยังเกิดความกริ่งเกรงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทั้งสีหน้าแววตาก็เปลี่ยนแปลงไป ดุจสตรีชั้นสูงที่ผ่านการอบรมมาอย่างเข้มงวด
สถานการณ์กลับเป็ปกติเมื่อไม่มีใครคัดค้านอะไรอีก เพราะตัวหลินเสี่ยวหรงก็หาหลักฐานมาพิสูจน์ไม่ได้ ผู้เรียนปีสูงแยกย้ายกันไปตามตารางเดิม เมื่อไม่มีอะไรดูสุ่มเสี่ยงแล้วจ้าวเลี่ยงเฟิ่งก็คืนร่างให้หลินเยว่ชิง
นางมองตามแผ่นหลังของหลินเสี่ยวหรงที่ยังไปได้ไม่ไกล
“เดี๋ยวก่อน กล่องเข็มของข้าอยู่ที่ไหน”
พี่สาวต่างมารดาหันมาทำสีหน้ากระฟัดกระเฟียด อารมณ์โมโหและความขุ่นเคืองใจยังตกค้าง นางอยากจะสั่งสอนเอาคืนหลินเยว่ชิงเสียั้แ่ตอนนี้ ทว่าสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาทำให้นางรู้สึกกระอักกระอ่วน นางจึงเพียงพูดจาถากถาง หากกลับจวนคิดว่าจะต้องสะสางเื่ในวันนี้ให้จงได้
“อยากได้ก็ไปรื้อเอาเองเถอะ ข้าจะไปจำได้อย่างไรว่าขยะไร้ค่าเช่นนั้นโยนทิ้งไปหรือยัง” หลินเสี่ยวหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูถูกอย่างชัดเจน
“ของสำคัญของข้าไม่ใช่ขยะ” เมื่อหลินเยว่ชิงได้ยินดังนั้นก็ทำใจกล้าเถียงขึ้นเป็ครั้งแรก
“ขยะก็คือขยะอยู่วันยังค่ำ เหมือนที่เ้าก็เป็ได้แค่นี้ กาไม่มีทางกลายเป็หงส์ไปได้หรอก วันนี้เ้าทำให้ข้าอับอาย คอยดูเถอะว่ากลับจวนแล้วข้าจะเอาคืนเ้าอย่างไร” นางกล่าววาจาร้ายกาจอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวจากไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง
หลินเยว่ชิงก้มหน้าลงพลางเริ่มกำมือแน่น ดูท่าว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมคืนของให้นางง่ายๆ แค่คิดดวงตาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งที่ยืนมองอยู่ก็ส่ายศีรษะอย่างเอือมระอา หลินเสี่ยวหรงผู้นี้นิสัยเกินเยียวยาแล้วจริงๆ