ดูเหมือนว่าอีกไม่นาน สถานที่แห่งนี้อาจจะเกิดการจลาจลจนควบคุมไม่อยู่ได้ทุกเมื่อ อีกฝ่ายจำเป็นต้องปล่อยให้มิเนอร์วาและพรรคพวกเล่นพนันกันอย่างสบายใจ และมิเนอร์วาก็ชนะติดต่อกันมากครั้งหลายตา มูลค่าความเสียหายของทางบ่อนนั้นสูงเกินกว่าที่อันธพาลคนนี้จะรับไหว มันอยากเป็นลมสลบล้มลงไป ภายในใจภาวนาให้ลูกพี่ของมันมาหยุดหายนะครั้งนี้ให้จบลงเสียที
แปะ… แปะ… แปะ...
ปรากฏเสียงปรบมือดังขึ้นสามครั้งติดต่อกัน ชายร่างกำยำตัวโตที่มีลายสักเล็กน้อยโผล่พ้นเสื้อแขนสั้นเดินปั้นหน้ายิ้มเข้ามาหาจากที่ไกล
"สหาย… ข้าขอเป็นคนทอยเต๋าได้หรือไม่? เอ่ยสาบานด้วยวิญญาณว่าจะไม่คดโกงเจ้าอย่างแน่นอน"
"ลูกพี่ช่วยข้าด้วย! ข้…"
"หุบปาก!... ไอ้ตัวสวะ เรื่องแค่นี้ก็จัดการไม่ได้ยังมีหน้ามาพูดอีก"
ยังไม่ทันที่อันธพาลผู้นั้นจะพูดจบ ชายร่างกำยำที่ถูกเรียกว่าลูกพี่คนนี้ ก็ตวาดด่าลูกน้องด้วยความโมโหแทบจะทันที จากที่มันรู้มายอดความเสียหายในตอนนี้ของบ่อนพนันนั้นสูงมาก โดยเฉพาะโต๊ะทอยเต๋าตัวนี้ ที่พุ่งทะลุเกินกว่า 2 แสนเหรียญทองไปแล้ว เผลอๆ อาจจะมากถึง 3 แสนเหรียญทองเสียด้วยซ้ำ จะไม่ให้มันรู้สึกโมโหได้อย่างไร มิเนอร์วายังคงยกยิ้มผายมือให้อีกฝ่าย
"ตอนแรกข้าก็ว่าจะไปแล้ว แต่ในเมื่อหัวหน้าของที่นี่ให้เกียรติข้า แล้วนั้นแล้วข้าจะปฏิเสธไปทำไม พวกเรามาลองเล่นกันสักตาก็ย่อมได้ แค่ข้ากับท่านสองคน 6 แต้ม 1 แสนเหรียญทอง ทอยเต๋า!"
กลุ่มซัลวาโตเรรวมถึงสตรีข้างกายทั้งสอง จ้องมองเหตุการณ์ตรงหน้าเงียบๆ ไม่มีผู้ใดลงเดิมพันเพิ่มเติม เพราะศึกนี้คือการประชันกันระหว่างผู้นำทั้งสองคน เป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีสำหรับผู้อื่น แต่เป็นทางลงสำหรับมิเนอร์วา ชายกำยำผู้เป็นหัวหน้าหรี่ตามองมิเนอร์วาโยนเต๋าทอยออกไปส่งๆ ไม่ยี่หระไยดีว่าจะออกหน้าแต้มใด ลูกเต๋ากลิ้งมาหยุดลงเบื้องหน้ามิเนอร์วาอีกครั้ง โดยทั้งสองลูกหงายหน้าจุด 1 แต้มทั้งสองลูก ผู้คนมากมายหวังว่าเทพแห่งการพนันรูปงามผู้นี้จะสร้างปาฏิหาริย์ขึ้นอีกครั้ง แต่แล้วก็ต้องผิดหวังกับผลลัพธ์ที่ได้ออกมา
"น่าเสียดาย… ตามหลักความน่าจะเป็นแล้วโอกาสที่จะออกหน้านี้มีเพียงแค่ 1 ครั้งต่อการทอย 36 ครั้งเท่านั้น สงสัยโชคของข้าคงหมดแล้ว… ขอตัว!"
มิเนอร์วาไม่แยแสเงินจำนวน 1 แสนเหรียญทองที่กองท่วมหัว หากแต่เอ่ยลาทั้งที่ใบหน้าระบายยิ้มยียวนกวนประสาท หันหลังเดินนำกลุ่มคนด้านหลังทั้งหมดเตรียมจากไป
"บัดซบ… หยุดให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ!"
เป็นอันธพาลผู้ไม่ประสาคนเดิมที่พุ่งออกมา ถึงจะเล่นคืนมาได้เป็นจำนวนมากแต่ก็ยังไม่มากพอที่จะชดเชยสิ่งที่เสียไป และผู้ที่ต้องรับผิดชอบก็คือมัน หากจะให้มันชดใช้หนี้จำนวนมหาศาลขนาดนี้ ก็คงมีเพียงแต่ต้องขายตัวเองไปเป็นทาสหลายร้อยปีแล้ว จึงจะสามารถชดเชยเงินส่วนนี้ได้
ปัง!
"อ๊าก… ตัวบัดซบกล้าทำร้ายข้า!"
แน่นอนว่ามิเนอร์วาพยายามเลี่ยงที่จะมีปัญหา หากแต่ก็ไม่เคยกลัวว่าจะมีปัญหา นิสัยที่ไม่ชอบให้ใครมารังแกเอาเปรียบล้วนติดตัวมาตั้งแต่วัยเยาว์ เสียงปืนหนึ่งนัดดังลั่นขึ้น เด็กหนุ่มยิงปืนกลับหลังโดยไม่หันกลับไปมอง เหยื่อกระสุนที่ล้มนอนอยู่ร้องแหกปากลั่น พร้อมกับเสียงเอ่ยเตือนเยือกเย็นจากมิเนอร์วาที่ยืนหันหลัง
"แหกตาพวกเจ้าดูป้ายนี้ให้ดี… จากที่ข้าประเมินอย่างมากพวกเจ้าก็เสียไม่เกิน 3 แสนเหรียญทอง ข้าคืนให้ 1 แสนเหรียญทองก็นับว่าไว้หน้ามากแล้ว หากยังกล้ายั่วยุข้าอีกแม้เพียงครั้ง ข้ากล้าพูดได้เลยว่าแม้แต่ทองเหรียญเดียวพวกเจ้าก็จะไม่ได้กลับคืนไป วันนี้ซัลวาโตเรจะท่องเที่ยวให้ทั่วเขต เศษเดนใดขวางทางเดินข้า ตาย! ไปกันวันนี้ข้าเลี้ยงพวกเจ้าเอง!"
"อารักขานายน้อย!"
กลุ่มคนชุดดำกระจายตัวแหวกทางฝูงชนเป็นทางกว้างให้มิเนอร์วาและสตรีทั้งสองเดินผ่านจากไปอย่างสะดวก ชายร่างกำยำที่เห็นลูกน้องของตนนอนชุ่มเลือดอยู่ถึงแม้จะรู้สึกเสียหน้าอยู่บ้าง แต่ก็จนใจได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายเดินจากไปไม่กล้าขวางทาง เสียงซุบซิบพูดคุยดังระงมไปทั่วบริเวณ ในตอนนั้นแม้แต่ตัวมันเองก็กำลังจะลงมือเช่นกัน ถึงจะไม่รู้ว่าป้ายนั่นคือสิ่งใด แต่อาวุโสที่ดูแลที่นี่อยู่กลับส่งเสียงเอ่ยเตือนออกมาอย่างหาได้ยาก บอกมันให้ปล่อยอีกฝ่ายจากไปอย่าได้ขวาง ส่วนหนี้ที่จะตามมาไม่ใช่เรื่องที่มันต้องรับผิดชอบ จะอย่างไรมันก็กู้สถานการณ์กลับคืนมาได้มากถึง 1 แสนเหรียญทอง สมควรชื่นชมตัวมันเองด้วยซ้ำไป
ส่วนคนที่ต้องใช้หนี้จะเป็นตายอย่างไรล้วนไม่เกี่ยวข้องกับตัวมัน ในยามนี้มิเนอร์วาเดินออกมาไกลแล้ว กำลังจะมุ่งหน้าไปยังย่านเริงรมย์ที่ใช้สำหรับจัดเลี้ยงและแสดงดนตรี หมู่ตึกเมฆาสราญรมย์คือสถานที่ปลายทางในครั้งนี้ เมื่อทั้งกลุ่มเดินเข้ามาถึงยังห้องจัดเลี้ยงส่วนตัว ก็ได้ทราบถึงอาการตกตะลึงในความฟู่ฟ่าอลังการของสถานที่แห่งนี้ ที่เรียกว่าหมู่ตึกเป็นเพราะว่าเป็นอาคารที่สร้างขึ้นจากไม้อย่างประณีต มีหลายหลังที่ถูกจัดวางอย่างมีนัย
เมื่อเดินพ้นอาคารไม้ตึกหนึ่งไปก็จะมีอีกทางเดินมุ่งหน้าไปหาอีกตึกหนึ่ง โดยที่แต่ละตึกที่ซ้อนกัน ได้ถูกสร้างขึ้นล้อมรอบเป็นวงกลม 8 จุดซ้อนกัน 3 ชั้นเป็น 24 ตึกสูงต่ำไล่ระดับกันไปมา โดยมีตึกหลักตรงกลางเป็นตึกที่ 25 ว่ากันว่าสถานที่แห่งนี้ถูกดูแลโดยกลุ่มจันทราทมิฬ จึงเป็นสถานที่ขึ้นชื่อของเมืองหลวงเขตใจกลางแห่งนี้ เหล่าบุรุษจากซัลวาโตเรกำลังโห่ร้องเสียงดังในใจ บ้างก็สบถสาบานว่าจะคอยติดตามรับใช้อย่างซื่อสัตย์ภักดี
พวกมันติดตามเจสันมาก็ตั้งนาน แต่ไม่เคยมีแม้สักครั้งที่ได้จับเงินจำนวนมากขนาดนี้ เหรียญทองนับพันเหรียญที่ได้มาจากการพนัน ย่อมสามารถทำให้พวกมันใช้ชีวิตได้โดยไม่เดือดร้อนไปตลอดชาติ เรียกได้ว่านี่คือหัวหน้าในอุดมคติของพวกมัน
'หน้าตาดี ฉลาด แข็งแกร่ง และยังความใจกว้างนั่นอีก ข้าขอสาบานจะจงรักภักดีต่อหัวหน้าตลอดชีวิตฮ่าๆ ๆ'
เป็นมาร์ตี้ที่หัวเราะซะใจกับตนเอง ในมือข้างหนึ่งก็โอบกอดสตรีหน้าตาสะสวย ที่คอยมานั่งเอาใจแขกพิเศษอย่างกลุ่มซัลวาโตเร ถึงในใจสตรีบางคนคิดอยากไปนั่งข้างมิเนอร์วาก็ตาม แต่ดันมีความกล้าไม่มากพอที่จะกระทำ รู้สึกราวกับมีเสียงขู่คำรามจากสัตว์ร้ายเพศเมียสองตัว ที่นั่งถัดออกมาไม่ไกลร้องเตือนอยู่ตลอดเวลา เบื้องหน้ามิเนอร์วาคือโต๊ะอาหารตัวใหญ่ ที่มีอาหารขึ้นชื่อมากมายวางเรียงรายเอาไว้ ผู้อื่นอาจดื่มสุราสิ่งมึนเมาเคล้านารี แต่ไม่ใช่กับเด็กหนุ่มที่นั่งตาแดงเยิ้มละเมียดละไมลิ้มรสชิมอาหาร ไม่ว่าจะเป็นมัจฉาล่องเมฆา เจ็ดเทพท่องสมุทร ปักษาสวรรค์กลืนเพลิง
อาหารแต่ละชนิด แต่ละอย่างล้วนมีกรรมวิธีในการปรุงที่แตกต่างกัน รสชาติอาหารที่หลากหลาย บวกกับความเจริญอาหารนี้ มิเนอร์วาหัวเราะคิกคักเอ่ยแนะนำให้สตรีทั้งสองได้ลองรู้จักกับสรวงสวรรค์บนโลกมนุษย์ แน่นอนมิเนอร์วาย่อมเป็นห่วงสตรีของตนและว่าที่ศิษย์น้องร่วมสถาบัน จึงให้ลองเพียงแค่ตึงๆ เท่านั้น แต่ก็ไม่ถึงกับเสียอาการ
มีความสุขย่อมต้องแบ่งปัน มวนพันลำหลายมวนถูกนำไปแจกจ่ายให้แก่เหล่าผู้คนรอบตัว อิสตรีทั้งสองที่หน้าตาสวยงามอยู่แล้ว พอต้องแสงไฟยามค่ำคืนที่ส่องสลัวภายในห้อง กลับยิ่งงดงามมากกว่าสิ่งใดจะบรรยายได้ แสงไฟที่กระทบนัยน์ตาหวานฉ่ำนั้น ให้ความรู้สึกราวกับเทพธิดานางสวรรค์สองตนกำลังลงมาจุติสู่โลกหล้า ทุกๆ คนต่างมีความสุขสำราญพึงพอใจ อิ่มเอมหัวเราะสนุกสนาน ดื่มด่ำไปกับค่ำคืนที่แสนมีความสุข
หลังจากฉลองกันอย่างเต็มที่ เมื่อเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว เด็กหนุ่มจึงบอกให้ทุกคนสนุกกันต่อได้อย่างเต็มที่ หากสิ่งใดมีไม่พอก็ให้สั่งเพิ่มได้เลย ส่วนตัวมิเนอร์วาเองก็จะขอแยกออกไปก่อน ด้วยต้องการเดินไปส่งสตรีทั้งสองกลับห้องพัก พวกนางที่นั่งพูดคุยหัวเราะคิกคัก ดูจะสนิทสนมกันมากขึ้น ฤทธิ์ของวีดช่างน่าอัศจรรย์ สรรค์สร้างได้แม้ภาพสวยงามตา
'หรือข้าจะแก้ปัญหาผิดทางมาโดยตลอดกัน?... บางทีเรื่องทะเลาะวุ่นวายทั้งหมดอาจจะสามารถแก้ไขได้ โดยใช้แค่เจ้าสิ่งนี้เพียงมวนเดียว ปัญหาทุกสิ่งอย่างคงแก้ไขได้นานแล้ว!'
มิเนอร์วารำพึงรำพันในใจ เอ่ยชวนสตรีทั้งสองให้กลับห้อง โดยอาสาเดินไปส่งเกรเซียที่พักอยู่ตรงห้องที่ใกล้สุดก่อน จากนั้นจึงหักเลี้ยวเดินถัดออกมาอีกไม่ไกลก็เดินมาส่งอลิซที่อยู่ห้องถัดไป แล้วจึงเดินย้อนกลับไปยังห้องของตัวเองที่อยู่อีกฟากหนึ่ง แต่ในขณะที่หันหลังกลับ เตรียมจะเดินจากไปนั้นเอง ไม่รู้ว่าอลิซคิดสิ่งใดอยู่จึงเอ่ยปากเรียกรั้งตัวไว้
"ศิษย์พี่… อยู่คุยกับข้าสักครู่ได้หรือไม่?"
มิเนอร์วาที่กำลังจะหันหน้ากลับมา ก็ได้ถูกมืออ่อนนุ่มดันห้ามเอาไว้ อลิซที่จับแขนทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มหมุนดันกลับไป พูดต่อเสียงเบาสั่นสะท้าน
"ไม่ต้องหันกลับมานะ!... ข้าแค่จะพูดในสิ่งที่ข้าต้องพูด ในตอนแรกอาจารย์เอ่ยปากลอยๆ บอกเอาไว้ว่า หากข้าได้เกี่ยวดองกับท่านก็คงดีจะได้วางใจได้ ตัวข้าในตอนแรก ไม่ได้คิดอะไรกับท่านมากเกินไปกว่าศิษย์ร่วมสถาบัน"
น้ำเสียงที่สั่นเครือทำให้มิเนอร์วาต้องเลิกคิ้วขึ้น ตั้งแต่ใช้เวลาร่วมกันมา ถึงจะไม่เรียกว่านานแต่ก็เรียกได้ว่ารู้จักกันพอสมควร แม้จะชอบแสดงออกว่าเงียบขรึมอยู่ตลอดเวลา หากแต่เนื้อแท้แล้ว กลับร่าเริงสดใสไม่ต่างไปกับหญิงสาววัยรุ่นปกติธรรมดาทั่วไป แต่บัดนี้กลับส่งเสียงสั่นเครือราวกับจะร้องไห้ เด็กหนุ่มรีบถามเตรียมเอ่ยปลอบ
"แล้วตอนนี้เล่า?..."
ฮึก!...
เกิดเสียงสะอื้นเล็กน้อย แต่ก็ถูกกลั้นเอาไว้อย่างรวดเร็วโดยอีกฝ่าย ดังแว่วลอยเข้าหู
'บัดซบ! หรือเป็นข้าตั้งคำถามผิดกัน วิกฤติแล้วแน่ๆ… ทำเช่นไรดี?'
ในขณะที่กำลังสรรหาคำพูดมาปลุกปลอบนั้น อลิซก็พูดขึ้นราวกับตัดสินใจได้แล้ว เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
"ข้ารู้ว่าการทำแบบนี้มันเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง… แต่ข้าก็ไม่ต้องการทรยศหัวใจตนเอง ถึงจะรู้จักท่านได้ไม่นานแต่ข้าคิดว่าตอนนี้ข้ากำลังเริ่มชอบท่านขึ้นมาจริงๆ แล้ว"
"ข้า..."
มิเนอร์วายังไม่ทันได้เอ่ยคำ ราวกับอีกฝ่ายไม่อยากฟังคำตอบของเด็กหนุ่ม รีบชิงพูดตัดบท ไม่เปิดโอกาสให้มิเนอร์วาได้ตอบโต้
"ข้าไม่ได้ต้องการคำตอบ! แค่เพียงอยากพูดให้ท่านได้รับรู้ ถึงในใจท่านจะมีแต่นางและตัวข้าไม่อาจเข้าไปแทนที่… แต่ขอให้ท่านรู้ไว้ว่าตรงนี้ยังมีคนที่ชอบท่านอีกหนึ่งคน… ไปเถอะ วันนี้สนุกมาก ขอบคุณนะ"
อลิซผลักมิเนอร์วาไปด้านหน้าเล็กน้อย รีบสะบัดหน้ากลับหน้าเตรียมพุ่งเข้าไปในห้อง แต่ก็ถูกหยุดไว้ที่หน้าประตูเพราะเสียงพูดของเด็กหนุ่ม
"ข้าชอบนางอันนั้นก็จริงอยู่… แต่เรื่องระหว่างข้ากับนางนั้นยากอธิบาย ข้าขอบคุณสำหรับความรู้สึกดีๆ ที่เจ้ามอบให้ แต่ข้ายังไม่สามารถเลือกใครได้จริงๆ ในตอนนี้ จนกว่าปัญหานั้นจะคลี่คลาย"
มิเนอร์วาไม่ได้หันหลังกลับมามองและค่อนข้างแน่ใจว่าอีกฝ่ายได้ยินคำอธิบายของตนครบทุกคำ เด็กหนุ่มก้าวเดินจากไปมุ่งหน้ากลับห้องของตัวเอง ภายในห้องพักส่วนตัวของมิเนอร์วา เป็นอีฟริทที่เอ่ยพูดขึ้น ทำให้ความคิดทั้งหมดของเด็กหนุ่มกลับมาจดจ่ออยู่ที่สิ่งใหม่
"ศิษย์ข้า… ถั่วแห่งกาลเวลาสามารถใช้สังเวยเพื่อดึงเอาอายุขัยของเจ้า 5 ปีกลับคืนไปได้นะ แต่ต้องแลกมากับผลข้างเคียงบางอย่างจากถั่วแห่งกาลเวลา"
"ร้ายแรงหรือไม่ขอรับ?"
"จะว่าร้ายก็ไม่เชิง… จะบอกว่าดีก็ไม่ใช่… โดยปกติกาลเวลาที่รู้แจ้งของถั่วแห่งกาลเวลาคือ 6 เดือน อายุขัยจะเพิ่มขึ้นโดยที่ร่างกายยังหยุดอายุไว้ที่เดิม หากแต่ถ้าต้องการสังเวยให้ลูกเต๋ากำหนดชะตานั้น จำต้องกรีดแผลและสัมผัสตัวลูกเต๋าตลอดเวลาก่อนจะกลืนถั่ววิเศษลงท้อง สรรพคุณทุกอย่างที่มีจะถูกดูดซับโดยลูกเต๋ากำหนดชะตา ร่างกายเจ้าที่สมควรจะรู้แจ้งเป็นเวลา 6 เดือน จะไม่ได้รับประโยชน์ในส่วนนี้ อีกทั้งร่างกายเองก็จะเติบโตตามไปด้วย ไม่ได้หยุดลงเช่นผลลัพธ์โดยทั่วไป"
"หมายความว่า… หากข้าสังเวยถั่วแห่งกาลเวลาทั้งหมด 10 เม็ดเข้าร่างกาย การรู้แจ้งจะเพิ่มขึ้นถึง 5 ปี จิตใจจะเติบโตเท่าวัยรุ่นอายุ 20 ปี ร่างกายในตอนนี้ก็จะเติบโตขึ้นไปอีก 5 ปีเช่นกัน เป็นร่างกายของชายหนุ่มอายุ 20 ปี แต่ในความเป็นจริงอายุขัยของร่างกายจะเทียบเท่าเด็กที่มีอายุ 15 ปี?"
มิเนอร์วากล่าวสรุปยกตัวอย่างให้อาจารย์ของตนฟัง แจกแจงยกมาอย่างละเอียด
"ใช่แล้ว… และอายุขัย 5 ปีที่เพิ่มขึ้นมาจากถั่ววิเศษนี้ จะถูกส่งย้ายไปสังเวยที่ลูกเต๋ากำหนดชะตาโดยดูดซับผ่านโลหิต ตัวเจ้าก็จะสามารถไถ่เอาอายุขัยเหล่านั้นของเมื่อก่อนหน้านี้กลับไปได้"
สองศิษย์อาจารย์นัดแนะถึงช่วงเวลาและการเตรียมตัว ร่างกายอายุ 20 แล้วเป็นอย่างไร? มิเนอร์วาโหยหาความแข็งแกร่งในการปกป้องครอบครัวมากว่าสภาพร่างกายภาพนอก ตัวเด็กหนุ่มเองยังคงไม่ลืมว่าภัยร้ายทำลายครอบครัวของตนเองยังคงอยู่ และยังคงมีศัตรูลึกลับมองไม่เห็นแอบซ่อนอยู่อีก คงมีเพียงการพัฒนาให้ตัวเองขึ้นไปสู่จุดสูงสุดเท่านั้น ที่จะเป็นเครื่องยืนยันว่าสามารถรับประกันความปลอดภัยให้ชีวิตและครอบครัวตัวเองได้
เช้าวันต่อมา… มิเนอร์วาได้เดินไปส่งเกรเซียที่สถาบันหลวง ก่อนจะเดินแยกจากออกมา มุ่งหน้าไปยังวังหลักใจกลางสถาบันหลวง เพื่อกลับสถาบันพร้อมเหล่าอาวุโสและเฟรเกีย เหล่าอาวุโสต่างพากันเอ่ยชมเชยมิเนอร์วาไม่ขาดปาก รางวัลจากการพนันของเหล่าผู้นำทั้งหมดที่ได้รับ เฟรเกียก็มอบให้มิเนอร์วาไปก่อนหน้านี้นานแล้ว แต่คราวนี้มีให้เพิ่มอีกหนึ่งสิ่ง เป็นสิ่งที่คนทั่วไปต่างพากันอิจฉาเมื่อได้พบเห็น
ป้ายตัวอักษรมรณะสีดำทอง ที่ผูกห้อยด้วยพู่สีเหลืองอร่าม เป็นสัญลักษณ์แทนตัวของผู้สืบทอดแห่งวังมรณะสาบสูญ กลุ่มโจรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งอาณาจักรแทนลายัสนั่นเอง
"ภายใต้เขตแดนแห่งข้า หมื่นปัญหาพันเรื่องราวจะไม่อาจกล้ำกรายเจ้าได้… หลังจากกลับถึงวังมรณะสาบสูญ 7 วัน ข้าจะประกาศพิธีแต่งตั้งทายาทสืบทอดพวกเจ้าเตรียมตัวกันให้ดี"
"น้อมรับคำสั่งท่านประมุขวัง! ยินดีกับท่านด้วยนายน้อย"
อาวุโสหลายคนรับคำสั่งอย่างจริงจัง มีเพียงมังกรวายุที่สีหน้าย่ำแย่ มิเนอร์วาก็ไม่ได้เป็นคนไม่รู้จักสัมมาคารวะ ก้มหัวคำนับให้กับผู้นำและเหล่าอาวุโสทุกคน ไม่ได้ติดใจเอ่ยเอาความอะไรกับผู้ใด ก้าวเดินตามเฟรเกียไปขึ้นโดยสารอินทรีเกล็ดเพชรสัตว์พาหนะประจำตัว มันตีปีกสองสามทีก็บินหายลับไปจากสายตา กลุ่มซัลวาโตเรทุกคนต่างแยกย้ายพากันรีบเดินทาง หวังกลับสถาบันให้ไวที่สุด เนื่องจากเงินทองที่ได้จากการพนันนั้นรวมกันแล้วมีเยอะหลายพันทอง จึงสามารถนำไปจ้างสัตว์พาหนะวิเศษของสถาบันหลวงให้บินไปส่งได้ ข่าวเรื่องการล้มยักษ์ทั้ง 4 ด้วยกำลังของคนเพียงผู้เดียว ก็ได้กระจายไปทั่วเมืองหลวงกรุงฮัลเฟนด์ทุกชั้นเขต จนเกิดเป็นตำนานเล่าขานกันไปหลากหลายแบบ
บนหลังอินทรีเกล็ดเพชรที่บินกลับมายังอาณาเขตพื้นที่ของวังมรณะสาบสูญอย่างรวดเร็ว มิเนอร์วาเตรียมตัวจะกลับไปสะสางธุระมากมาย ตามแผนที่ได้วางเอาไว้ขณะโดยสารกลับจากสถาบันหลวง เพียงเวลาไม่นานเด็กหนุ่มก็เลือกที่จะลงตรงกลางทาง บริเวณพื้นที่โล่งใกล้ร้านเหล้าใบไม้หอม เพื่อที่จะได้กำชับสั่งงานลูกน้องให้จัดการทุกสิ่งอย่างคร่าวๆ
ขณะเดียวกันก็ต้องกลับไปเตรียมตัว เพื่อเข้าร่วมงานพิธีแต่งตั้งทายาทสืบทอดในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า เอ่ยคำร่ำลากับเฟรเกียและเหล่าอาวุโสเสร็จ อินทรีเกล็ดเพชรก็กางปีกบินจากไป โดยมีมิเนอร์วาก้มหัวเคารพอยู่ทางด้านล่าง เมื่อเห็นทุกคนจากไปไกลแล้วเด็กหนุ่มก็หันตัวไปด้านข้าง เดินมุ่งหน้าไปยังอดีตร้านเหล้าใบไม้หอม สถานที่ทำงานหลักของกลุ่มซัลวาโตเรในขณะนี้