“สำหรับท่านแล้วปีศาจมีคุณค่าหรือ? ไม่รังเกียจหรือ?”
“คุณชายป๋อ ท่านอาจจะไม่เข้าใจเพราะติดความเชื่อเื่ปีศาจเป็ภัยและต้องกำจัดทิ้ง ทว่าหากท่านได้ศึกษาทำความรู้จัก ท่านจะรู้ว่าแท้จริงแล้วปีศาจไม่ได้ต่างจากเราเท่าใดนัก พวกเขาแค่แตกต่างไปจากเรา แต่มิได้หมายความว่าเป็สิ่งเลวร้ายไปเสียหมด อันที่จริงแล้วข้าในตอนนี้รู้ซึ้งแล้วว่าจิตใจมนุษย์นี่ต่างหากที่น่ากลัวกว่า ทั้งซับซ้อนและเต็มไปด้วยความแค้น แต่แน่นอนว่าทุกอย่างย่อมมีสองด้าน ไม่มีเหรียญใดที่มีเพียงด้านเดียว”
ถึงตอนนี้กู้เลี่ยงรุ่ยก็ยังไม่หยุดครุ่นคดว่าเกิดอะไรขึ้นกับกู้เลี่ยงรุ่ยและฉีอ๋อง ความแค้นใดที่ทำให้ฉีอ๋องอยากจะฆ่ากู้เลี่ยงรุ่ยที่สุดในใต้หล้า
“ถ้าเช่นนั้นแล้วท่านเคยสังหารปีศาจหรือไม่?”
“ข้า...ในอดีตนับว่าเคยทำ” กู้เลี่ยงรุ่ยคนเดิมคือเ้าสำนักคุ้มภัยสกุลกู้ มีหรือที่จะไม่เคยสังหารปีศาจ ยามนั้นหากได้ลองนับดูเกรงว่าจะเยอะจนน่าตื่นตะลึง ทว่าล้วนทำไปเพราะความจำเป็และหน้าที่ เมื่อก่อนกู้เลี่ยงรุ่ยก็มีคุณธรรมน้ำใจ ไม่เที่ยวสังหารปีศาจพร่ำเพรื่อ หากเห็นว่าเป็ปีศาจดีและไม่ทำร้ายคน กู้เลี่ยงรุ่ยไม่เคยลงมือ
“ข้ารู้...”
“ท่านว่าอะไรนะ?” ประโยคนั้นของป๋อหยวนเบาจนกู้เลี่ยงรุ่ยไม่ได้ยิน ทั้งเ้าตัวยังเหมือนคนจิตหลุดไปชั่วขณะ ใบหน้านิ่งงันและดวงตามองไปไกลๆ
ก่อนจะกลับมายิ้มประจบเช่นเดิม
“ไม่มีอะไรหรอกคุณชายเว่ย ข้าเพียงอยากจะถามท่านว่าหลังจากนี้ท่านวางแผนจะทำอย่างไรต่อไป อย่างที่ข้าบอกท่านไป เ้าสำนักพยัคเมฆไม่ปล่อยท่านไปง่ายๆ แน่ ท่านในตอนนี้เองก็ยังอ่อนแอเกรงว่าคงจะทนต่อไปได้ไม่นาน ให้ดีที่สุดคือรักษาอาการาเ็ภายในของท่านให้ดีขึ้นเสียก่อน อาจื่อเล่าว่าอาจารย์ของเขาออกเดินทางไปตามหาโสมคืนิญญาให้กับท่าน แสดงว่าท่านโดนประทับอาคมฝ่ามือพรากิญญาจากประมุขมารซีซวนหลิน อาคมที่ไม่มีผู้ใดเคยรอดพ้น เมื่อคิดถึงข้อนี่ ่นี้มีข่าวของเ้าสำนักคุ้มภัยผู้หนึ่งที่รอดพ้นไปได้...”
มาถึงตรงนี้กู้เลี่ยงรุ่ยก็รู้แล้วว่าป๋อหยวนรู้แล้วว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาคือใคร จะแสร้งโกหกต่อไปก็ไม่ได้ ป๋อหยวนเว้นช่องให้กู้เลี่ยงรุ่ยสารภาพแล้ว เป็การให้เกียรติอย่างที่สุด
“ข้าขออภัยที่โกหกท่าน ข้าแท้จริงแล้วมิใช่แซ่เว่ย แต่แซ่กู้ กู้เลี่ยงรุ่ย”
“ข้าสงสัยั้แ่วันนั้นแล้วแต่คิดไม่ถึงว่าจะเป็ท่าน เช่นนั้นเหตุใดท่านต้องโกหกและแสร้งว่าความจำเสื่อมด้วย สิ่งที่ท่านควรทำหลังจากฟื้นขึ้นมามิใช่หาทางติดต่อสำนักหรือคู่หมายท่านหรือ เห็นว่าท่านกำลังจะแต่งงาน อีกแค่ไม่กี่ชั่วยามก็จะเข้าพิธีสมรสกลายเป็บุตรเขยตระกูลฉี น้องเขยฉีคุนอ๋องเชียวนะ นอกเสียจากว่ายังมีอะไรที่ข้าไม่รู้อีก”
สิ่งที่กู้เลียงรุ่ยคนเดิมจะทำต้องเป็อย่างนั้นอยู่แล้ว ทว่าตอนนี้กู้เลี่ยงรุ่ยไม่ใช่กู้เลี่ยงรุ่ยเ้าสำนักคุ้มภัยที่เก่งกาจ แต่เป็ใครอีกคนที่ไม่สามารถจะแต่งงานกับฉีอ้ายอันได้ เป็คนอีกคนที่ไม่รู้เื่อะไรเกี่ยวกับยุทธภพและวงศ์ตระกูล ร่างกายสูญสิ้นวรยุทธ์และปราณ ป่วยหนักและหากยังไม่ได้โสมคืนิญญาก็ต้องตายไปอีกรอบ เช่นนี้แล้วกู้เลี่ยงรุ่ยในตอนนี้จึงไม่คิดจะติดต่อคนรู้จักเ่าั้ในอดีต แสร้งตายไปเลยแบบเนียนและคิดจะสร้างตัวตนใหม่ กลายเป็คนธรรมดาและใช้ชีวิตในร่างใหม่ต่อไป ทว่าเื่ราวดูจะไม่เป็อย่างนั้น เหตุการณ์เฉียดตายล่าสุดเมื่อครู่ย้ำเตือนและส่งสัญญาณว่ากู้เลี่ยงรุ่ยได้หมดสิทธิที่จะทำตามแผนเดิมแล้ว ตอนนี้ถูกคนเห็นแล้วว่ายังไม่ตายทั้งยังกลายเป็คนที่จัดการง่ายดายราวกับลูกไก่ในกำมือ คนที่จากบ้านมาไกลัั่เวลาความตายเข้มข้นหลายรอบก็พลันรู้สึกเหนื่อยล้าและอยากจะบอกเล่าเื่ราวในใจกับใครสักคน ทว่าจะบอกไปอย่างไรให้ไม่ดูเป็คนเสียสติเล่า
“ทำท่าเช่นนี้แสดงว่ามีเื่หรือ ทำไม มีใครทำอะไรท่าน ข่าวที่ว่าฉีอ๋องตั้งใจสังหารท่านเป็เื่จริงรึ! สังหารท่านที่เป็บุตรเขยสกุลฉี!” พูดเช่นนี้ก็ไม่ถูก ต้องเรียกว่าพี่เขยคิดจะสังหารน้องเขยหรือไม่?
กู้เลี่ยงรุ่ยถอนหายใจทีหนึ่ง “เื่นี้พูดแล้วอาจจะฟังดูเหลวไหล ทั้งพูดไปแล้วเ้าอาจจะไม่เชื่อ ทั้งยังจะคิดว่าข้าสติวิปลาส เอาจริงๆ ข้าเองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดีมากว่า เอาเป็ว่าข้าบอกท่านได้แค่ว่า ตัวข้านั้นไม่ใช่บุตรเขยสกุลฉีผู้นั้นแล้ว”
ป๋อหยวนทำหน้างง “อะไรคือไม่ใช่บุตรเขยสกุลฉีแล้ว หากท่านไม่ใช่แล้วยังจะมีผู้ใดอีก”
กู้เลี่ยงรุ่ยไม่ตอบ เพราะตอบไม่ถูกเช่นกัน ยังไงร่างกายนี้ก็เป็เ้าสำนักกู้ แม้จิติญญาจะไม่ใช่ แต่นั้นเป็ภายในตรวจสอบไม่ได้ จับต้องไม่ได้ ขืนพูดความจริงออกไปมีหวังโดนคิดว่าถูกิญญาร้ายยึดร่าง หรือเสียสติเป็อย่างต่ำ คิดไปคิดมาถึงความยุ่งยากและยากลำบากในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง กู้เลี่ยงรุ่ยจึงได้แต่ถอนหายใจและไม่พูดอะไรอีกให้ยืดยาว “เอาเป็ว่า หลังจากนี้ไปข้าไม่ใช่บุตรเขยสกุลฉีแล้วเท่านี้เป็พอ”
“พูดเช่นนี้คือถอนหมั้น ท่านไม่รักฉีอ้ายอันแล้ว?”
กู้เลี่ยงรุ่ยไม่ตอบ ยังไงก็ไม่เคยรักอยู่แล้ว คนที่รักกับฉีอ้ายอันคือเ้าสำนักกู้ต่างหาก แต่เห็นว่ากู้เลียงรุ่ยไม่ตอบ ป๋อหยวนก็ไม่ยอมแพ้ ร่างนั้นขยับมาใกล้ เซ้าซี้หนักกว่าเดิมจนกู้เลี่ยงรุ่ยต้องเปลี่ยนเื่
“ว่าแต่ว่าผู้ใดช่วยข้าขึ้นมาจากทะเลสาบรึ หรือเป็ท่าน คุณชายป๋อ แต่คิดๆ ดูแล้วก็ไม่น่าใช่ ท่านบอกว่าตามหาข้าอยู่หลายวันกว่าจะพบ เช่นนั้นก็ต้องเป็คนอื่นช่วยข้า ท่านพบคนที่ช่วยข้าหรือไม่ เขาน่าจะช่วยดูแลข้าระหว่างวันที่ท่านตามหาข้าอยู่”
ป๋อหยวนที่ถูกเปลี่ยนเื่เหมือนจะอยากวนกลับเื่เดิมแต่เื่ใหม่ก็ดึงความสนใจมากเช่นกัน “เื่นี้ข้าไม่ใช่ควรถามท่านหรือ ตอนที่พวกข้ามาถึงท่านก็นอนอยู่ในบ้านอย่างดีแล้ว เกรงว่าคนที่ช่วยท่านไว้คงพาท่านมาที่นี้ นี่แสดงว่าท่านเองก็ไม่รู้รึว่าผู้ใดช่วยท่านไว้”
กู้เลี่ยงรุ่ยส่ายหน้าคิดไม่ออกจริงๆ ว่าถูกผู้ใดช่วยไว้ จำได้ความรู้สึกอุ่นๆ และอากาศที่เข้ามาทางปาก คิดเช่นนี้กู้เลี่ยงรุ่ยก็หน้าแดงก่ำ นี่ๆ ไม่ใช่หมายถึงว่าข้าเสียจูบแรกไปให้คนอื่นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวรึ
“นี่ท่านเ้าสำนัก ท่านรู้หรือไม่ว่าทะเลสาบแห่งนี้มีตำนานประหลาดอยู่เื่หนึ่ง ทีแรกข้าคิดจะเก็บไว้ล้อท่านเล่นทีหลัง แต่เห็นทีคงต้องเล่าตอนนี้แล้ว”
นานๆ จะเห็นท่าทีจริงจังขึ้นมาของป๋อหยวน สองมือประสานไว้บนต้นขา
“เ้าสำนักกู้ เื่เล่านี่ท่านอย่าเห็นว่าเป็นิทานก่อนนอนหรือเื่เหลวไหล ชาวบ้านตำบลอู่เสวียนทุกคนต่างนับถือและจริงจังต่อเื่นี้มาก ยิ่งในยามนี้ที่ทะเลสาบจับตัวแข็งจนลงไปก็เสี่ยงตายแล้ว ท่านคิดดู ยังมีคนผู้หนึ่งลงไปงมท่านขึ้นมา ช่วยเอาไว้จากความตายและหายไปโดยไม่คิดแม้แต่จะเผยโฉม คนผู้นี้มิใช่น่านับถือมากหรือ”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า หมดสติไปแล้วจำอะไรไม่ได้ ว่าแต่เื่ของเ้า ตำนานที่เ้าพูดถึงคืออะไร”
“เื่เป็เช่นนี้เ้าสำนักกู้...”
ทะเลสาบคืนวัน ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของรัฐฉี กินอาณาบริเวณทั้งหมดหลายสิบลี้ ทั้งยังได้ชื่อว่าเป็ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของรัฐและยังเป็ด่านป้องกันด่านหนึ่งที่ช่วยต้านผู้บุกรุกจากต่างแดนไม่ให้มารุกรานได้ง่ายๆ ยามศึกาก็ยังเป็สิ่งที่ช่วยชะลอการบุกของข้าศึกได้เป็อย่างดีไม่ให้รุกคืบเข้ามาในรัฐได้ ในฤดูเหมันต์ผิวน้ำของทะเลสาบจะจับตัวเป็ชั้นแข็งจนสามารถขี่ม้าข้ามไปได้ยังนอกด่านและคนนอกด่านก็ยังสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนสินค้าและค้าขายเป็ที่มาของเทศกาลตลาดนัดตำบลอู่เสวียนที่จัดขึ้นทุกปีในฤดูเหมันต์ ว่ากันว่าในอดีตนั้นทะเลสาบคืนวันมีขนาดเล็กกว่าในยามนี้จนไม่สามารถแม้แต่จะพายเรือเล่นในฤดูอื่นได้ ทว่ามีชายชาวประมงผู้หนึ่งที่ตกหลุมรักกับเงือกน้ำ ปีศาจสาวที่ติดอวนลากของชาวประมงมาด้วยความบังเอิญ ทว่าด้ายแดงของผู้เฒ่าแห่งจันทราได้ผูกทั้งคู่ไว้ด้วยกันแล้ว หลังจากชาวประมงผู้นั้นได้พบเงือกน้ำก็ปล่อยไปด้วยความสงสาร มีอยู่วันหนึ่งขณะที่ชาวประมงออกเรือเช่นทุกวัน เรือก็เจอกับพายุและอับปาง โชคดีได้เงือกน้ำช่วยไว้ ทั้งสองต่างช่วยซึ่งกันและกันก่อเกิดเป็สายสัมพันธ์เชื่อมโยง แต่เงือกน้ำกับมนุษย์จะครองรักกันได้อย่างไร ด้วยความรักและเสน่หา ชายชาวประมงผู้นั้นจึงขุดทะเลสาบทุกวี่ทุกวันด้วยหวังว่าจะสามารถพาเงือกน้ำมาอยู่ที่รัฐฉีด้วยกันได้ นานวันเข้าทะเลสาบก็ใหญ่ขนาดนี้แล้ว เงือกน้ำสาวก็อาศัยอยู่ในทะเลสาบโดยมีชายประมงคอยมาเยี่ยมหาอยู่ตลอด ปีแล้วปีเล่า ข้างทะเลสาบมีบ้านหลังหนึ่งปรากฏขึ้น ชาวประมงผู้นั้นจะเดินลงมาคุยกับเงือกน้ำที่ริมน้ำทุกวันในยามค่ำและยามเช้า เป็เช่นนี้หลายสิบปีจนชาวประมงผู้นั้นตายลง
และแต่เดิมทะเลสาบคืนวันก็ไม่ได้ชื่อทะเลสาบคืนวัน แต่ชาวบ้านเห็นแก่ความรักที่ชาวประมงมีให้เงือกน้ำและมารอเพื่อพูดคุยพบหน้าทั้งคืนวัน จึงเรียกกันปากต่อปากว่าทะเลสาบคืนวัน เพราะสำหรับชาวประมงผู้นั้นแล้ว คืนและวันทั้งหลายในชีวิตได้มอบให้เงือกน้ำไปหมดแล้ว สิ่งเหล่านี้เล่าสืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในตำบลอู่เสวียนต่างให้ความเคารพและศรัทธาในทะเลสาบคืนวันเป็อย่างยิ่ง ทั้งทะเลสาบคืนวันยังเป็สถานที่ขอพรและแสดงความรักของคู่หนุ่มสาวเพื่อแสดงออกถึงความรักมั่นที่มีต่อกัน
ทั้งยังเชื่อด้วยว่าหากมีคนผู้หนึ่งตกลงไปในทะเลสาบและถูกผู้หนึ่งผู้ใดงมขึ้นมา ทั้งสองคนถือได้ว่าเกิดวาสนากันแล้วดังที่ชายชาวประมงและเงือกน้ำที่ช่วยชีวิตซึ่งกันและกันจะอวยพรให้คู่นั้นได้สมหวัง
แม้ว่าเป็คู้แค้นอาฆาต แม้อยู่ห่างไกลกันหมื่นลี้ ชายหญิงคู่นั้นก็จะถูกวาสนาผูกมัดไว้ด้วยกัน ไม่มีทางแยกจากกันได้ตลอดกาล...