หลังแยกกับคางูยะและเอนซุที่โรงพยาบาลก็เป็นยามพลบค่ำเรย์ไม่ได้ตรงกลับบ้านทันที ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ถูกคางูยะทักท้วงอยู่บ้างเขาจึงอ้างว่าตนยังมีของที่ขาดและต้องการซื้อเพิ่ม แม้ดูเหมือนว่าคางูยะจะไม่ได้ซักไซ้อะไรมาก แต่สายตายังเต็มไปด้วยความคลางแคลงเธอเพียงถอนหายใจออกมากำชับให้เขาดูแลตัวเองดี ๆ
เรย์นั่งรถไฟมาลงที่ย่านคาบูกิโจต่อให้โลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหนแต่บรรยากาศที่นี่ยังคงคึกคักไม่เคยหลับใหลเหมือนดั่งอดีตที่ผ่านมาย่านนี้เต็มไปด้วยแสงสีและเสียงดนตรีที่ดังคลอเคล้า ร้านค้าต่าง ๆประดับด้วยไฟนีออนหลากสีสะท้อนบนผิวถนนที่เปียกชื้นจากฝนที่เพิ่งหยุดตกผู้คนเดินขวักไขว่ท่ามกลางเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะและเสียงรองเท้าที่เดินกระทบพื้นเป็นจังหวะความวุ่นวายที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาไม่เคยจางหายไปไหน
ภายหลังจากที่มีการนำสิ่งของออกมาจากดันเจี้ยนคาบูกิโจจึงนับเป็นอีกหนึ่งแห่งสำหรับแหล่งค้าขายยอดนิยมของเหล่าฮันเตอร์ในปัจจุบันทั้งร้านขายอุปกรณ์สวมใส่และอาวุธ เครื่องประดับและอาหารพิสดารที่ผลิตจากวัตถุดิบในดันเจี้ยนร้านค้าเหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ตามถนนหลักและตรอกซอยเล็ก ๆทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งรวมนักผจญภัยและฮันเตอร์จากทั่วทุกมุมโลก
เรย์เดินผ่านร้านขายบริการที่ประดับไฟสีชมพูหวานและมีแสงสว่างจากโคมไฟประดับประดาอยู่รอบๆ หญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าร้านหลายคนเริ่มหันมามองเขาด้วยสายตาสนใจก่อนจะยิ้มหวานและเข้ามารุมล้อมรอบตัวเขาหนึ่งในนั้นเป็นหญิงสาวที่มีผมสีทองหยักศก สวมชุดรัดรูปที่เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าของเธอเธอเอื้อมมือมาจับแขนของเรย์อย่างเบา ๆ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ายวน
“หนุ่มน้อยหน้าตาดีอย่างเธออยากเข้ามาพักผ่อนกับพวกเราไหม? ฉันจะทำให้คืนนี้ของเธอมีความสุขอย่างถึงใจเอง”
หญิงสาวส่งรอยยิ้มยั่วยวนสายตาของเธอเต็มไปด้วยเสน่ห์อันน่าหลงใหล
เรย์ยิ้มตอบอย่างสุภาพปฏิเสธด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ขอโทษครับผมมีคนที่นัดไว้แล้ว”
หญิงสาวคนนั้นยังคงไม่ลดละพยายามโน้มน้าวด้วยสายตาเว้าวอน
“แน่ใจนะ… เธอน่าจะเหนื่อยมาเยอะ มาผ่อนคลายกับพวกเราสักหน่อยเถอะ”
“ผมแน่ใจ ขอตัวก่อนนะครับ”
เมื่อเห็นว่าเรย์ยืนยันที่จะไม่รับข้อเสนอหญิงสาวก็ถอยหลังไปพร้อมกับยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหันไปหาลูกค้าคนอื่น ๆ ที่เดินผ่านไปมาแทน
เรย์ถอนหายใจเบา ๆ และเดินต่อไปอย่างใจเย็นไม่แสดงอาการใด ๆ เลยต่อบรรยากาศเช่นนี้
ความทรงจำเก่าๆ ผุดขึ้นในใจ เมื่อก่อนเขาและเพื่อนมักมาเดินเล่นแถวย่านนี้ด้วยกันบ่อย ๆมันเป็นความทรงจำที่ดี ก่อนที่เหตุการณ์แห่งความบ้าคลั่งและความทารุณจะเกิดขึ้น
เมื่อนึกถึงก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกผิดที่ไม่สามารถปกป้องเพื่อนๆ ได้ความรู้สึกเกลียดชังในตัวเองปะทุขึ้นมาอย่างเงียบงันขณะที่เขาเดินผ่านผู้คนที่กำลังสนุกสนานอยู่รอบ ๆ เขาเดินฝ่านักท่องเที่ยวยามราตรีและเหล่าฮันเตอร์จนมาถึงที่อยู่ของร้านตามชื่อในบัตรการ์ดเมมเบอร์นั่นหลังจากใช้เวลาค้นหาบนโลกอินเทอร์เน็ตอยู่พักใหญ่
บริเวณทางลงหน้าร้านมีการ์ดชาวต่างชาติผิวดำตัวใหญ่สองคนยืนคุมสัมผัสได้ถึงความดุดันภายใต้แว่นตาสีดำนั่น
เรย์มองบัตรในมือ สลับมองไปที่ป้ายด้านบนของร้านซึ่งเขียนว่าKikai77
การ์ดชุดดำเมื่อเห็นเขามายืนจด ๆ จ้อง ๆตรงหน้าก็เอ่ยถามขึ้น
“ต้องการอะไร”
เรย์ซึ่งไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไรเพราะอีกฝ่ายไม่ได้ให้รหัสลับ หรืออธิบายอะไรไว้เขามีของยืนยันเพียงชิ้นเดียวคือบัตรเมมเบอร์นี่จึงตัดสินใจส่งมันให้ผู้เฝ้าประตูดู
การ์ดชุดดำรับบัตรไปจากมือของเขาก่อนจะล้วงของบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสมาร์ตโฟนโปร่งแสงของโลกยุคใหม่นี้คล้ายกับที่เรย์มีดูเหมือนว่าการ์ดนำมันมาประกบเข้ากับนามบัตรใบนั้นเพื่อสแกนข้อมูล
“ของคุณโทคิตะงั้นเหรอ!? ...ทำไมถึงมาอยู่กับเธอได้”
อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจ เมื่อทราบว่าเป็นบัตรเมมเบอร์ของใคร
“เขานัดผมไว้ที่นี่น่ะครับ”
การ์ดได้ยินเช่นนั้นจึงไม่ซักไซ้อะไรต่อ หันไปพยักพเยิดกับเพื่อนที่ยืนประกบคู่กัน
“ตามมา”
ชายในชุดดำอีกคนส่งเสียงเรียกและออกเดินนำพาเรย์ลงไปยังชั้นใต้ดินของอาคารลักษณะภายในเป็นบันไดทางเดินลงแคบ ๆมีชายหญิงหลายคนยืนนัวเนียสูบบุหรี่พิงตามแนวกำแพงทางลง
เรย์เดินตามหลังการ์ดลงมาจนสุดทางและเมื่อประตูบานหนักถูกเปิดออกภายในกลับเป็นโถงรับแขกที่ดูโอ่อ่ากว้างขวางผิดกับภายนอกพื้นห้องปูด้วยพรมสีแดงเข้มส่วนผนังถูกตกแต่งด้วยแสงไฟสีอ่อนที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายห้องปีกซ้ายและปีกขวามีหน้าจอโฮโลแกรมขนาดใหญ่ห้องละหนึ่งจอ มีผู้คนมุงยืนอยู่รอบๆ บางคนสวมชุดเกราะแปลกตา บ้างก็แต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาแพงพวกเขาต่างกำลังพูดคุยกันด้วยสีหน้าจริงจัง
จากที่ได้ยินบทสนทนาคร่าวๆ ดูเหมือนพวกเขากำลังแข่งประมูลวัตถุดิบมีค่าจากดันเจี้ยนเรย์เดินตามการ์ดผ่านเข้าประตูไปด้านในอีกชั้น ก่อนจะเลี้ยวซ้ายลงบันไดวนไปอีกสองชั้นจนถึงประตูบานเลื่อนสีดำขนาดใหญ่
“คุณโทคิตะอยู่ที่นี่แหละ”
ชายผิวดำกล่าว ก่อนจะยื่นบัตรส่งคืนให้เขาและเดินย้อนกลับเส้นทางเดิม
เมื่อผ่านประตูบานเลื่อนขนาดใหญ่เข้ามา เรย์ก็พบเห็นแสงสีเสียงจนลายตาดนตรีถูกเปิดไว้อย่างอึกทึก ด้านในเป็นลานโล่งกว้างเกือบครึ่งสนามฟุตบอลพื้นที่ทั้งหมดถูกออกแบบเป็นขั้นบันไดลาดชันลงไป ทุกขั้นจะถูกแบ่งเป็นโซนที่นั่งมีเก้าอี้ยาวนุ่มหุ้มกำมะยี่จัดวางเป็นกลุ่มจุดศูนย์กลางด้านด้านล่างสุดเป็นเวทีลูกกรงขนาดใหญ่ทรงแปดเหลี่ยม มีสปอตไลต์บนเพดานฉายส่องลงมากลางเวทีเพื่อให้ผู้ชมเห็นการต่อสู้ได้ถนัดตาบริเวณที่นั่งมีจอทัชสกรีนแบบโฮโลแกรม สามารถวางเดิมพันในสนามได้ทุกเมื่อ
มีคนมากมายนั่งห้อมล้อมอยู่เต็มรอบวงตั้งแต่ชั้นบนจรดล่างรอบเวที
ขณะมองหาจุนเปย์อยู่นั้นเองก็ได้มีเด็กสาวคนหนึ่งเดินโซเซเล็กน้อยมาชนเข้าอย่างจังหน้าซุกกระแทกลงบนหน้าอกของเขา
“ใครมายืนขวางทางตรงนี้ฟะ”
คู่กรณีชักสีหน้าพร้อมกระแทกเสียงใส่
“—ขอโทษด้วยครับ”
เรย์เป็นฝ่ายเอ่ยปากชิงขอโทษเพราะไม่ได้อยากมีปัญหาแม้สามารถพูดได้เต็มปากว่าตนนั้นไม่ผิดเลยสักนิดก็ตาม
“หืม... หน้าตาใช้ได้เหมือนกันนี่”
เด็กสาวยื่นใบหน้าจิ้มลิ้มเข้ามาประชิดเรย์ได้กลิ่นลมหายใจผสมแอลกอฮอล์รสผลไม้ตระกูลเบอร์รี่โชยมาอ่อน ๆดวงหน้าของเธอยังดูอ่อนเยาว์ยิ่งนักเมื่อมาอยู่ในสถานที่ที่เหมือนแหล่งอโคจรแห่งนี้
“เห้ย แกถอยไปให้ห่างจากผู้หญิงของฉันเลยนะโว้ย!”
ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินมาผลักอกเขาจนตัวเซด้วยความฉุนเฉียว ก่อนจะคว้าข้อมือเด็กผู้หญิงคนดังกล่าวเดินสวนออกไปด้านนอก
เขาส่ายหัวให้ทั้งคู่เล็กน้อยก่อนจะไล่เดินวนลงมาทีละขั้น
จนไม่นานนักก็ได้พบกับคนที่กำลังตามหาทรงผมตั้งชี้เด่ของเขาเด่นสะดุดตาท่ามกลางความมืดสลัวที่มีแสงไฟสาดส่องแวบไปแวบมา
“ฉันนึกอยู่แล้วว่านายต้องมา…นั่งลงก่อนสิ”
จุนเปย์ชิงเอ่ยทักเขาก่อนยิ้มๆ เหมือนเห็นเขาอยู่ก่อนแล้ว
“ทำไมถึงมั่นใจแบบนั้นล่ะครับ”
“แววตานายมันบอกว่าอยากแข็งแกร่งยิ่งขึ้น...ซึ่งนายว่าฉันเดาถูกไหมล่ะ”
เรย์นั่งลงข้างอีกฝ่ายตามคำเชื้อเชิญสายตาก็จดจ้องไปบนเวทีที่เห็นชายสองคน ร่างหนึ่งผอมเพรียวร่างหนึ่งกำยำบึกบึน กำลังต่อสู้กันด้วยมือเปล่า
เสียงของหมัดที่กำลังกระทบเนื้อแลกกันอยู่สะท้อนออกมาอย่างหนักหน่วง
ได้ยินคนรอบ ๆ บอกว่าวันนี้เวทีต่อสู้คึกคักเป็นพิเศษผู้คนแออัดส่งเสียงเชียร์กันอย่างดุเดือด
“ช่วยบอกฉันก่อนว่านายเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าอีเธอร์ดีแค่ไหนกัน”
ถึงคำถามจะถูกส่งมาอย่างกะทันหันแต่เรย์ก็สามารถตอบกลับไปได้อย่างไม่ติดขัด
“...อีเธอร์เป็นพลังธรรมชาติซึ่งสถิตอยู่ในทุกสรรพสิ่งบนเอกภพและเมื่อถูกดูดซับเข้าไปยังร่างกายก็จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังลมปราณและช่วยปลดล็อกขีดจำกัดให้กับร่างกาย จนสามารถแสดงอภินิหารต่าง ๆออกมาได้... ผมรู้รายละเอียดแค่นี้แหละครับ”
“เยี่ยมมากท่องตามตำราเป๊ะ ๆ นี่นายคงอ่านมาจากเว็บบอร์ดพวกนั้นล่ะสิ”
เขาพยักหน้ารับไม่ปฏิเสธเพราะตนได้ศึกษาแหล่งข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตจริง ๆ
“ฉันจะลงลึกให้สักหน่อยฟังให้ดีล่ะ... สำหรับอีเธอร์ที่ถูกร่างกายดูดซับมันจะถูกหลอมรวมเข้ากับสิ่งที่เรียกว่า ‘พลังต้นกำเนิด’แล้วแปรเปลี่ยนสถานะเป็นพลังงานในร่างกายชนิดหนึ่งที่จะถูกเรียกแตกต่างกันโดยผู้ใช้วิชายุทธ์จะเรียกว่า ‘ลมปราณ’ หรือ ‘กำลังภายใน’ ส่วนพวกผู้ใช้ศาสตร์เวทจะเรียกมันว่า ‘มาโซ’”
“พลังต้นกำเนิด?”
ส่วนเรื่องมาโซเรย์ยังพอได้ยินมาบ้างเพราะเป็นสิ่งที่เหล่าจอมเวทนั้นเรียกขานกัน
“เรื่องพลังต้นกำเนิดนั้นหากจะให้อธิบายทั้งหมดคงจะยาวเกินไปแต่ฉันจะอธิบายอย่างง่าย ๆ ว่า พลังต้นกำเนิดนั้นจะถูกแบ่งเป็นสองโดยอย่างแรกเรียกว่า พลังชีวิตก่อนกำเนิด หรือ ชี่ดั้งเดิมเป็นพลังธรรมชาติพื้นฐานของชีวิตเราที่ได้มาจากพ่อ (พลังหยาง)รวมกับพลังจากแม่ (หยิน) ระหว่างที่ปฏิสนธิและเติบโตอยู่ในครรภ์ มันเป็นพลังชีวิตที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดฝั่งอยู่ในมวลวิญญาณเป็นพลังงานแท้ที่ไม่สามารถดูดซับเพิ่มได้ซึ่งศูนย์พลังของชี่ดั้งเดิมจะอยู่ที่ไตและบริเวณท้องน้อยเรียกว่าจุดตันเถียนล่าง หรือ จุดจักระที่สอง สวาธิษฐาน”
จุนเปย์ยกเบียร์ขึ้นจิบเล็กน้อยเพิ่มความชุ่มคอก่อนจะเลคเชอร์ให้เขาฟังต่อ
“พลังต้นเกิดอย่างที่สองเรียกว่าพลังชีวิตหลังกำเนิด ชี่ประเภทนี้เป็นชี่ที่เรารับเข้าสู่ร่างกายจากภายนอกหลังจากสายชีวิตที่เชื่อมต่อเรากับมารดาระหว่างอยู่ในครรภ์ถูกตัดขาดหลังจากคลอด
พลังชีวิตหลังกำเนิดจะไปช่วยเสริมพละกำลังให้กับพลังชี่ก่อนกำเนิดในร่างกายยกตัวอย่างจากสองแหล่งหลัก ๆ คือหนึ่งพลังชีวิตจากฟ้า ก็คือการเปิดรับและดูดซับอากาศหายใจหรือซี่ดั้งเดิมของทุกสิ่งในธรรมชาติ(อีเธอร์) เข้าร่างกายมากน้อยแตกต่างกันขึ้นกับหลายปัจจัย
สองพลังชีวิตจากดิน คือการรับประทานซึ่งหมายถึงทุกสิ่งที่เรารับเข้าร่างกายทางปากและผ่านระบบการย่อยของร่างกาย ตั้งแต่ในปากไปถึงกระเพาะอาหารและม้ามซึ่งรวมถึง น้ำ อาหาร พืช ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ และยารักษาโรค ฯลฯ
มนุษย์รับพลังธรรมชาติชนิดนี้ได้มากน้อยแตกต่างกันขึ้นกับหลายปัจจัยรวมถึงประสิทธิภาพของระบบการย่อยและการดูดซึมอาหารของร่างกายแต่ละคน อาหารต่างๆ ล้วนมีพลังชีวิตหรือปราณของตัวเองเช่นกันพืชและสัตว์ที่เติบโตจากอาหารและสภาพแวดล้อมที่มีพลังชีวิตที่ดีก็สามารถส่งต่อพลังชีวิตที่เก็บสะสมไว้มาให้เราได้แก่นแท้ของอาหารจะอยู่ที่พลังชีวิตหรือปราณในอาหาร ซึ่งศูนย์พลังของชี่หลังกำเนิดจะอยู่บริเวณกลางหน้าอกที่เรียกว่า‘จุดตันเถียนกลาง’
ทั้งพลังชี่ดั้งเดิมและพลังชี่หลังกำเนิดไม่ได้ต่างฝ่ายต่างอยู่แยกขาดจากกันในร่างกายของเราชี่ทั้งสองประเภทจะไหลมาประสานรวมกันเป็นพลังชี่ที่มีประสิทธิภาพก็คือลมปราณหรือมาโซนั่นเอง”

“แล้วความแตกต่างระหว่างวิชายุทธ์กับเวทมนตร์ล่ะครับ”
เรย์ขมวดคิ้วถามพยายามจดจำข้อมูลเหล่านี้ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
“ผู้ฝึกวิชายุทธ์จะเริ่มต้นด้วยการทะลวงจุดลมปราณหยิมและต๊กส่วนผู้ใช้เวทมนตร์นั้นเริ่มต้นด้วยการสร้างตราวงจรเวทขึ้นฝังลงไปบนจุดชีพจรของร่างกาย...ทั้งสองวิธีต่างฝึกอยู่บนพื้นฐานจุดเส้นชีพจรซึ่งแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่คือสิบสองเส้นชีพจรหลัก และแปดเส้นชีพจรพิสดาร ซึ่งการเปิดจุดลมปราณหรือการฝั่งจุดวงจรเวทมันดูเหมือนจะคล้ายกัน แต่ก็ต่างกันในรายละเอียดตามแต่ละพื้นฐานเคล็ดวิชาที่ตัวเองนั้นฝึกปรือ”
“หมายความว่าทั้งลมปราณหรือมาโซก็คือสิ่งเดียวกันแต่แตกต่างกันในวิธีการเรียกใช้งาน และการแสดงผลสินะครับ”
เขาไม่มีประสบการณ์ของผู้ใช้เวทมนตร์ทำความเข้าใจความรู้สึกนี้ได้เพียงจากตรรกะผิวเผิน
“หัวไวดีนี่...แนวทางของวิชายุทธ์ คือวิธีโคจรกำลังภายในเพื่อเรียกใช้เคล็ดวิชาพลังหลังกำเนิดจะถูกสูบเข้าไปในขณะที่พลังก่อนกำเนิดจะถูกบีบให้ขึ้นมาจากจุดตันเถียนล่างเพื่อเป็นพลังผ่านรวมก่อนกระจายผ่านจุดชีพจรต่าง ๆ ตามแนวทางของวิชานั้น ๆ”

สายตาจุนเปย์ก็จดจ้องการต่อสู้เบื้องล่างปากก็ทำหน้าที่อธิบายต่ออย่างไม่มีติดขัด
“ส่วนผู้ใช้เวทมนตร์จะส่งพลังหลังกำเนิดผ่านคำร่ายและพลังก่อนกำเนิดจากจุดตันเถียนจะถูกส่งออกภายนอกผ่านตราวงจรเวทกลายเป็นพลังรวมภายนอกร่างกาย ผสมผสานกับอีเธอร์ในธรรมชาติอีกทอดหนึ่ง และโฉมหน้าที่แท้จริงของเวทมนตร์คือการแก้ไขเขียนทับกำกับแทรกแซงปรากฏการณ์ของธรรมชาติด้วยพลังมาโซนั่นเอง—”
เสียงจุนเปย์ขาดห้วงเว้นจังหวะไปเล็กน้อยเมื่อฝ่ายที่ตัวเองลงพนันไว้เริ่มเสียท่า
“และเมื่อจุดรับพลังถูกขยายออกตามแต่ละแขนงวิชาจะทำให้ร่างกายรับพลังงานอีเธอร์มาแปรเปลี่ยนเป็นกำลังภายในได้มากขึ้น จึงเป็นเหตุที่ทำให้แต่ละคนรับรู้ถึงพลังงานและทรงพลังมากขึ้นแตกต่างกันไปแถมประโยชน์ที่แฝงอยู่คืออายุขัยที่ยืนยาวขึ้นรวมทั้งซ่อมแซมยีนของโรคทางพันธุกรรม”
หลังจุนเปย์อธิบายจบจึงหันมาถามเขาด้วยสายตาว่ายังไม่เข้าใจตรงจุดไหนอีกบ้าง
“ผมคิดไว้อยู่แล้วว่ามันต้องลึกซึ้งแต่ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะละเอียดลออมากมายถึงเพียงนี้”
เรย์พยักหน้ารับรู้คำอธิบายยืดยาวของอีกฝ่ายและจำจดมันได้ขึ้นใจ โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดทบทวน
“ฮะฮ้านายนี่ก็ตั้งใจฟังดีนะ ปกติฉันอธิบายให้พวกหน้าใหม่ฟังทีไร เจ้าพวกนั้นก็ทำตาลอยตั้งแต่ย่อหน้าแรกแล้ว”
“อยากจะแข็งแกร่งขึ้นก็ต้องเปิดรับข้อมูลให้รอบด้านไม่ใช่หรือครับ”
จุนเปย์พยักหน้าอืม ๆ ชื่นชมในความมุ่งมั่นนั่นแต่ก็แค่ชื่นชมเท่านั้น เพราะภาคทฤษฎีกับภาคปฏิบัติมันคนละเรื่องกัน
“นายเห็นอะไรบ้างบนเวทีนั่นล่ะ”
เรย์คิดว่าหากตอบไปว่าเห็นชายสองคนกำลังสู้กันคงจะตื้นเขินน่าดู
“พวกเขาเคลื่อนไหวได้เร็วแบบนั้นและทำอย่างต่อเนื่องมาเกินสิบนาทีแล้ว หากเป็นผมก็คงหมดแรงตั้งแต่ห้านาทีแรก ความแตกต่างของผมและชายสองคนนั้นก็คือการควบคุมลมปราณในร่างกายอย่างถูกวิธีใช่ไหมครับ”
อีกฝ่ายพยักหน้าอืมแล้วกล่าวต่อว่า
“ดูอย่างหมอนั่นสิ”
เรย์มองตามภาพที่เห็นขณะนี้คือชายร่างผอมกระโดดถีบคู่ต่อสู้แล้วดีดตีลังกากลับหลังมาอยู่ที่ขอบเวทีก่อนจะโน้มตัวลงแล้วพุ่งกลับเข้าใส่ศัตรูด้วยความเร็วอีกครั้ง
“ชายคนนั้นโคจรพลังไปยังฝ่าเท้าทั้งสองข้างก่อนจะใช้ก้าวพริบตาเพื่อเพิ่มแรงส่งตัวอย่างมหาศาลพุ่งเข้าใส่คู่ต่อสู้แล้วเสริมลมปราณไปยังหมัดขวาเพื่อชกใส่ซี่โครงข้างซ้ายของศัตรู...หากเธอเป็นฝ่ายตั้งรับจะต้องทำแบบไหนถึงสามารถรับการโจมตีด้วยปราณอันเข้มข้นแบบนั้นได้กันล่ะ”
เรย์นิ่งคิดไปเล็กน้อยเหมือนอีกฝ่ายกำลังออกข้อสอบให้กับเขาแม้คำตอบจะอยู่บนเวทีซึ่งผ่านไปแล้ว แต่เขารู้ว่าจุนเปย์กำลังตั้งคำถามในรายละเอียดเชิงลึก
“ในมุมยืนนั้นผมคงตั้งแขนขวาขึ้น เร่งลมปราณทั้งหมดในร่างกายเพื่อป้องกันตรงจุดที่รับการโจมตี”
“ก็ถูกเพียงครึ่งเดียวเพราะหากนายทำแบบนั้นแล้วถูกอีกฝ่ายหลอกล่อเปลี่ยนเป้าไปโจมตีจุดอื่นนายก็จะแพ้ลงในทันที— ขอบอกไว้ก่อนว่าผู้ตื่นรู้ระดับสูงขึ้นไปพวกเขาจะไม่ปล่อยให้ออร่ากระจายครอบคลุมไปทั่วร่างอย่างเสียเปล่าและไม่ส่งไปยังจุดใดจุดหนึ่งทั้งหมด พวกเขาต้องคำนวณและส่งมันไปยังส่วนต่าง ๆของร่างกายในปริมาณที่เหมาะสมเมื่อต้องใช้ในการรุกรับ ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นภาคปฏิบัติที่นายต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง—เอาล่ะ ตามฉันมาสิ”
อีกฝ่ายพูดจบก็ลุกขึ้นเตรียมออกเดินนำแต่ถูกเขารั้งไว้ก่อนด้วยคำถาม
“เพราะอะไรงั้นเหรอครับ... คุณโทคิตะไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่ต้องสอนเรื่องพวกนี้ให้กับผม”
เรย์มองเห็นสีหน้าของจุนเปย์คล้ายจะยิ้มเมื่อได้ยินคำถามที่เต็มไปด้วยความกังขา
“บอกตามตรงว่าฉันถูกใจความบ้าบิ่นของนายไม่ใช่ทุกคนบนโลกนี้หรอกนะ ที่จะยอมเสียสละชีวิตเพื่อคนที่ไม่รู้จัก...เพราะงั้นนายจำเป็นต้องแกร่งขึ้นเพื่อใช้ความบ้าบิ่นนั่นช่วยเหลือชีวิตที่นายคิดว่าสมควรต่อไป”
“…แม้ว่าผมอาจต้องใช้มันเพื่อฆ่าคนอื่นก็ด้วยเหรอครับ”
เรย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบจริงจังสายตาของเขาไม่ได้แฝงความล้อเล่นอยู่ในคำพูดนั้น
“ชักดาบหนึ่งเล่มเพื่อให้อีกเล่มเก็บไว้ในฝักบางทีการคุกคามด้วยความรุนแรงเพียงอย่างเดียวก็สามารถยับยั้งได้ บางครั้งเมื่อเราพรากหนึ่งชีวิต อีกหนึ่งชีวิตจะสามารถรักษาได้นั่นคือวิถีชีวิตและเจตจำนงของซามูไรยังไงล่ะ”
ถูกชี้ให้เห็นจากมุมมองภาพรวมแล้วเรย์จึงพยักหน้ายอมรับคำตอบของจุนเปย์แต่โดยดี