เส้นทางอสนีบาต - The Road Lightning

    ตอนที่ 48 เสียงกู่ร้องแห่งเปลวเพลิง 1

    “สเตจ!! กิน! กินเรียบ! กินรอบวง!! รวยแล้วข้าวันนี้ ฮ่าๆ ๆ ๆ”

    “โหยไรวะ โดนมาสิบตารวดแล้ว ข้าว่าข้าได้ไพ่ดีแล้วนะ”

    บ็อบโอดครวญขึ้นมาเบาๆ น้ำเสียงของเขาฟังดูละห้อยและเต็มไปด้วยความเสียดาย

    “ครีท เจ้าเล่นตุกติกอะไรป่ะเนี่ย อย่าให้ข้ารู้ว่าเจ้าซ่อนไพ่นะ”

    แกรนด์โวยวายขึ้นมาบ้าง ตั้งแต่เริ่มตั้งวงมาเขาโดนอยู่ทุกรอบ จนเริ่มชักจะตหงิดๆ เพื่อนร่วมวงที่มันดวงดีจนผิดสังเกต

    “ตุกติกอะไรโถ่ว! วันนี้ดวงล้วนๆ เสียเงินแล้วมาทำลีลาเจ้าน่ะ”

    เสียงคนกลุ่มหนึ่งดังเล็ดลอดออกมาจากในรถม้าที่วิ่งไปตามเส้นทางการค้าระหว่างเมืองกลอเซน – เอโดราส ในตอนนี้รถม้าสองคันวิ่งต่อท้ายกันเดินทางใกล้จะออกจากเขตทุ่งหญ้าและกำลังเข้าสู่เขตป่าโปร่งแล้ว แม้จะเพิ่งเดินทางออกมาแต่รถม้าคันที่สองกลับว่างเปล่าเหลือเพียงแค่ไคลน์ที่เป็นคนขับเท่านั้น ทุกคนในตอนนี้ล้วนแต่มานั่งเบียดกันในรถม้าคันแรกและนำไพ่ออกมาเล่นเหมือนดั่งมาเที่ยวเล่นนอกบ้าน อริสกับสาวใช้ถึงกับนั่งมองหน้ากันด้วยความมึนงง สิ่งที่อยู่ตรงหน้ากับความคาดหวังที่พวกเธอวาดไว้แต่ทีแรกมันไม่เหมือนกันเลยสักนิด การเดินทางผ่านเส้นทางอันตรายโดยมากผู้ที่เดินทางรวมทั้งผู้คุ้มกันจะต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจังเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่นี่นั่งเล่นไพ่ผ่อนคลายสบายใจเฉิบ นี่ถ้ารถม้าใหญ่กว่านี้จนพอมีที่ว่าง พวกเขาบอกว่าว่าจะเอาเหล้าออกมาเปิดซะเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ หรือว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เส้นทางอันตราย พวกเขาเลยยังทำตัวตามสบายได้อยู่

    “ตอนที่อยู่ในเมืองเจ้าพูดแบบนั้นตรงๆ ไม่กลัวท่านดูเอลจะใช้กำลังจับตัวเจ้าไปหรอ? เขาเป็นคนหยิ่งยโสและถือตนเป็นที่สุดเจ้าก็รู้ รึเจ้ามั่นใจว่าจะชนะเขาได้?”

    เอเลน่าเอ่ยขึ้น คำถามนี้ทำให้ทุกคนหันมามองหน้าแกรนด์เป็นทางเดียวกัน ทุกคนในที่นี้ก็อยากรู้เช่นเดียวกัน ตอนที่แกรนด์เผชิญหน้ากับดูเอลเขาปล่อยจิตสังหารออกมาจนคนรอบข้างรู้สึกได้ ไม่ต้องถามถึงเรื่องความบาดหมางของทั้งสอง ขนาดการต่อสู้ที่แลกด้วยชีวิตกับมิคาเอลที่ป่ามรณะแกรนด์ยังไม่ปล่อยจิตสังหารออกมามากมายขนาดนี้ และดูเอลเองในตอนแรกก็เหมือนจะไม่ปล่อยแกรนด์ไปง่ายๆ เหมือนกัน ตอนนั้นทุกคนในทีมต่างยืนคุมเชิงอยู่ใกล้ๆ และพร้อมที่เข้าปะทะถ้าดูเอลเริ่มเปิดก่อน ถึงกระนั้นมือของพวกเขาก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเพราะความกังวล การต่อสู้กับคนระดับนี้แถมยังอยู่ภายในกำแพงเมืองอีก โอกาสชนะคงไม่มี แม้จะเป็นโอกาสหนียังแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะทันทีที่เริ่มโจมตีจะต้องมีคนแห่มาล้อมในเวลาอันนั้นแน่

    “ข้าจะไปสู้ผู้ใช้เวทย์คลาส 8 ได้ยังไง เอาตรงๆ คือข้าไม่มีโอกาสชนะนั่นแหละ ถึงแม้สู้ไม่ได้เราก็ต้องไม่แสดงความอ่อนแอให้เขาเห็น ไม่แสดงสิ่งที่เขาอยากจะเห็นออกไป ถ้าเขามั่นใจว่าข้าอยู่ในกำมือแล้ว ข้าก็จะตอกกลับไปด้วยความมั่นใจที่มากกว่า มันก็แค่นั้น สักวันข้าทำให้ใบหน้าเจ้าเล่ห์นั่นยิ้มไม่ออกอีกเลยคอยดู”

    “.................”

    “ช่างเถอะ มาเล่นต่อดีกว่า อย่าสนใจเรื่องไม่เป็นเรื่องเลย”

    เมื่อทุกคนต่างนิ่งเงียบโดยไม่มีคนพูดอะไรแกรนด์ก็เอ่ยเชื้อชวนให้เล่นต่อเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศให้ผ่อนคลายเหมือนเดิม พักหนึ่งแกรนด์ก็จับสัมผัสอะไรบางอย่างได้

    “เวนไฮร์ 65 เมตรทางทิศ 3 นาฬิกา หมูป่าแผงคอแดงกำลังวิ่งเข้ามาทางรถของเรา ไล่มันไปหน่อย”

    แกรนด์ตะโกนออกไปบอกเวนไฮร์ที่กำลังขับรถม้าอยู่ ในขณะที่ตัวเองกำลังเล่นไพ่ไปด้วยโดยไม่แม้แต่จะชายตามองไปทางอื่น สมาธิของแกรนด์ยังคงจดจ่ออยู่กับการเลือกทิ้งไพ่ในมือมากกว่าสาระสำคัญเรื่องที่สัตว์อสูรที่กำลังวิ่งเข้ามาจู่โจมรถที่พวกเขานั่ง

    “มันมากันกี่ตัว? ข้าอยากกินหมูย่างพอดี”

    บ็อบเอ่ยถามพร้อมกับลูบท้อง ที่ลำคอกลืนน้ำลายไปอึกใหญ่

    “มีแค่ตัวเดียว หิวแต่เช้าเลยนะเจ้า เพิ่งกินก่อนออกมาไม่ใช่หรอ”

    “ข้าจะไปจับมันเอง”

    “เวนไฮร์ ไม่ต้องไล่แล้ว เดี๋ยวบ็อบลงไปลากคอมันขึ้นมาเอง”

    พอได้ยินเสียงแกรนด์เวนไฮร์ที่รวบรวมเวทย์ไฟไว้ที่มือเตรียมจะยิงใส่เมื่อหมูป่าแผงคอแดงวิ่งเข้ามาในระยะก็สลายพลังทิ้ง บ็อบกระโดดลงจากรถม้าไปครู่เดียวเขาก็วิ่งกลับมาขึ้นรถพร้อมกับบอกว่ายัดมันเข้าไปในแหวนมิติแล้ว เก็บไว้กินตอนพักแรมกลางคืน เพราะเที่ยงนี้อาหารที่กินจะเป็นอาหารสำเร็จที่ทำมาก่อนแล้ว เพื่อความรวดเร็วในการเดินทางอย่างต่อเนื่อง อริสนิ่งอึ้งไปอีกครั้ง แม้เธอจะรู้ว่าพวกเขามีฝีมือก็จริงแต่เธอก็รู้จักพวกเขาผ่านทางสินค้าที่นำมาขาย การล่าสัตว์อสูรระดับต่างๆ ย่อมมีความยากง่ายต่างกัน แต่เธอไม่เคยคลุกคลีหรือไม่แม้แต่จะเคยเห็นการต่อสู้กับสัตว์อสูรของกลุ่มมังกรสายฟ้าเลยด้วยซ้ำ แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เห็น จัดการหมูป่าแผงคอแดงที่เป็นสัตว์อสูรระดับกลางเพียงแค่ชั่วอึดใจ นั่งเล่นไพ่อยู่แต่รู้ว่ามีสัตว์อสูรวิ่งเข้ามาโจมตี เขาทำได้อย่างไรกัน? ฟังเสียงงั้นหรือ? แต่ที่รู้ๆ นี่คือทักษะการตรวจจับระดับสุดยอดอย่างไม่ต้องสงสัย

    “คุณอริสจะเอาแผงคอกับเขี้ยวของมันรึเปล่า?”

    แกรนด์เอ่ยถามอริสที่กำลังเหม่อลอยเหมือนคนคิดอะไรจนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

    “ท่านจะขายให้ข้า?”

    อริสผละออกจากภวังค์ความคิดเมื่อได้ยินคำถามของแกรนด์ เธอตอบกลับด้วยสัญชาตญาณของผู้ที่คลุกคลีอยู่กับการค้าขายทุกวี่วัน

    “เปล่าๆ ถือเป็นของขวัญแรกเริ่มเดินทางแล้วกัน”

    “ข้าขอรับไว้ด้วยความยินดี”

    หญิงสาวยิ้มอย่างมีความสุข การเดินทางในครั้งนี้ผ่อนคลายกว่าที่เธอคิด ทุกคนดูเป็นกันเอง ไม่ได้เกร็งและระแวดระวังตลอดเวลาเหมือนกับที่เธอคาดการเอาไว้ในตอนแรก รถม้าเคลื่อนผ่านป่าตรงไปตามเส้นทางการค้าหลัก เส้นทางนี้มีคนสัญจรผ่านไปมาเป็นประจำเพราะอยู่ในเขตเส้นทางการค้าระหว่างเมืองกลอเซนกับเมืองเล็กใต้ปกครอง ช่วงบ่ายรถม้าทั้งสองจอดแวะหาซื้อสินค้าที่น่าสนใจที่เมืองรีนู เมืองเล็กในเขตปกครองของเมืองกลอเซน เมืองนี้เป็นเมืองค้าขายเช่นกันเพราะเป็นทางผ่านระหว่างเมืองใหญ่ ผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อขายสินค้าก็คึกคักไม่แพ้เมืองใหญ่ๆ บ็อบได้เหล้าท้องถิ่นที่รสชาติแปลกๆ ติดมือมาก็เอามาฝากไว้ที่แกรนด์ เพราะแหวนของเขาเต็มแล้ว ก่อนออกมาจากหมู่บ้านบ็อบยัดเหล้าหลายถังลงไปในแหวนมิติจนเต็ม คงกลัวจะอดไม่มีกินระหว่างทางรึเปล่าไม่ทราบได้ ส่วนคนอื่นๆ ก็ได้ของประดับพื้นเมืองเล็กๆ น้อยๆ ติดมือกลับมา เมื่อได้เวลาอันสมควรรถม้าทั้งสองก็วิ่งต่อท้ายกันไปยังเส้นทางที่ตรงเข้าสู่ป่าแบล็กฟอเรสต์ จุดที่มีเส้นทางตัดผ่านไปยังเมืองเอโดราส

    ...บ้านตระกูลฟลูตัน...

    ดูเอลเดินวนไปมาภายในห้องทำงานส่วนตัวของเขา ตอนนี้เขาเรียกน้องทั้งสองให้มาพบอย่างเร่งด่วนด้วยอัก-ระสื่อสาร ในระหว่างรอ ดูเอลเดินวนคิดถึงเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนเช้าอย่างสับสน คำถามต่างๆ ผุดขึ้นเต็มหัวของเขา และแต่ละคำถามล้วนแต่ไม่สามารถคิดหาคำตอบที่สมเหตุสมผลมาอธิบายได้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? เพียงแค่สิบปีเด็กที่เขาไล่ไปให้พ้นๆ อย่างชิงชังกลับกลายเป็นชายหนุ่มที่แข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่ออร่าที่เข้มข้นและความสงบของพลัง นั่นก็พอที่จะทำให้ดูเอลตกใจได้แล้ว แม้จะประหลาดใจและตกใจมากแค่ไหน แต่สิ่งที่เขารู้สึกมากที่สุดในตอนนี้คือ รู้สึกเสียดาย! แม้แกรนด์จะไม่ได้ใช้ออกเวทย์ไฟของสายเลือด แต่เอลซ่าบอกว่าแกรนด์เป็นนักรบธาตุสายฟ้า นักรบ? ตระกูลฟลูตันทั้งตระกูลที่สืบทอดกันมามีแต่ผู้ใช้เวทย์ทั้งสิ้น แม้แต่แม่ผู้ให้กำเนิดก็ยังเป็นผู้ใช้เวทย์ธาตุไฟ จะไปให้กำเนิดนักรบได้อย่างไร แต่ธาตุสายฟ้าที่มีในตัวของชายหนุ่มก็เพียงพอที่จะเป็นสิ่งยืนยันได้แล้วว่าเขานั้นพิเศษ ความพิเศษนั้นอาจเรียกได้ว่ารองจากตระกูลผู้สืบทอดสายเลือดเทพเลยทีเดียว แต่ที่น่าตกตะลึงที่สุดคือพลังจิตที่รุนแรงนั่น ดูเอลคิดวนไปมาสักพักก็มีเสียเคาะประตูดังขึ้น คูบริดกับเบรนด้ามาถึงอย่างเร่งรีบตามที่พี่ชายเรียกห้เข้าพบ คูบริกนั้นช่วงนี้สีหน้าของเขาไม่ดีเอาเสียเลย นั่นก็เป็นเพราะแมส ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขาตอนนี้กลายเป็นคนเสียสติอย่างยากที่จะเยียวยาไปแล้ว แม้ความแค้นในครั้งนี้จะสุมอกอยู่แต่ก็ไม่อาจสืบสาวหาได้ว่าใครเป็นคนทำ ถ้ารู้ถึงแม้มันจะเป็นใครคูบริกก็สาบานว่าจะตามไปเผามันให้วอดวายทั้งบ้าน

    “พวกเจ้ามากันแล้ว นั่งก่อน ข้ามีเรื่องสำคัญสองเรื่องจะบอก”

    ดูเอลผายมือเชื้อเชิญให้ทั้งสองนั่งลง

    “ท่านพี่เชิญพูดมาได้”

    “วันนี้ช่วงเช้าข้าเจอแกรนด์ ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะทำงานเป็นผู้คุ้มกันขบวนสินค้า”

    “หึ! นี่หรอเรื่องสำคัญที่ท่านเรียกพวกเรามา เจ้าคนที่เป็นจุดด่างพร้อยของตระกูลเราแบบนั้นจะไปสนมันทำไม ทำงานเป็นผู้คุ้มกัน? อย่างมันน่าจะได้เป็นแค่ลูกหาบมากกว่า ดีหน่อยก็ทหารเลว รึตอนนี้อย่าบอกนะว่าท่านยังอาลัยอาวรณ์มันอยู่?”

    “ไม่ใช่อย่างนั้นคูบริก เจ้าต้องไม่เชื่อข้าแน่ มันแข็งแกร่งอย่างน่าประหลาด! แข็งแกร่งถึงขนาดต้านทานพลังจิตข้าได้!”

    “ท่านพี่ ท่านล้อพวกข้าเล่นใช่มั้ย? พลังจิตของท่านขนาดพวกข้าสองคนยังต้านทานไม่ได้เลยนะ แล้วนั่นมัน...???”

    “นั่นน่ะสิ เรื่องนี้ต้องมีเบื้องหลังอะไรแน่ แต่ช่างมันไปก่อน อีกเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า เพราะเรื่องนี้แหละข้าถึงเรียกพวกเจ้ามาด่วน ตอนนี้ข้าได้ข่าวเกี่ยวกับร่างสถิตวิหคเพลิงแล้ว”

    “ท่านพูดจริงหรอ? ข่าวว่าอย่างไรบ้าง? ท่านได้แหล่งข่าวมาจากไหน?”

    “ข้าสืบจากหลายๆ แหล่งแล้วเอามาวิเคราะห์แล้ว ข่าวจากท่านเออร์วินก็เบนชี้มาที่ทิศทางเดียวกัน ข่าวลือทั้งหมดมันชี้ไปที่เซย์ร่า ลูกสาวคนโตของท่านเซย์ลอฟ ผู้นำคนปัจจุบันแห่งค่ายเจ็ดดาวเกราะตะวัน ตามข้อมูลเธอใช้เวทย์ไฟที่ร้อนแรงผิดปกติ สามารถฝึกพลังได้อย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ ฝีมือการต่อสู้เป็นเลิศ ข้าคิดว่ามีโอกาสสูงมากที่จะเป็นเธอคนนี้”

    “แล้วท่านจะเอายังไงกับเรื่องนี้ดี? ถ้าเทียบกันแล้วตระกูลของเราต้อยต่ำกว่าด้วยสิ”

    “ข้าจะไปดูด้วยตาตัวเองที่ค่ายเจ็ดดาว คูบริก เจ้าไปกับข้า เบรนด้า เรื่องภายในตระกูลฝากเจ้าดูแลแทนข้าด้วย ข้าจะเดินทางวันพรุ่งนี้ ไปบอกเอลรอนให้เตรียมตัวไว้ ข้าจะพาเขาไปด้วย”

    “ข้าทราบแล้ว”

    ...กลางป่า เส้นทางการค้าเขตเมืองกลอเซน...

    รถม้าทั้งสองจอดกางเต้นท์พักแรมบริเวณที่มีลำธารเล็กๆ ไหลผ่าน ทุกคนแบ่งหน้าที่กันทำอย่างขะมักเขม้น โดยในรถม้าจะเป็นที่นอนของผู้หญิง พวกที่เหลือก็พากันนอนในเต้นท์ซึ่งก็ไม่มีใครซีเรียสเรื่องนี้อยู่แล้ว การนอนก็นอนปกติ ไม่จำเป็นต้องมีเวรยามอะไรเพราะเขตสัมผัสของแกรนด์แม้จะหลับก็สามารถจับความเคลื่อนไหวได้นอกจากจะหลับลึกจนไม่ได้สติจริงๆ ในตอนนี้บนกองไฟขนาดใหญ่มีหมูป่าแผงคอแดงทั้งตัวอย่างหมุนอยู่บน เขี้ยว แผงคอ หนัง อะไรอื่นๆ ที่ขายได้ถูกส่งให้อริสเก็บไว้หมดแล้ว บ็อบรับหน้าที่เป็นคนย่างหมู ท่าทางของเขาในตอนนี้ดูกระสับกระส่าย ยืนย่างไปพลางเช็ดน้ำลายไป

    “ข้ายังไม่เคยได้ถามเลยว่าคุณอริสรีบเดินทางไปให้ถึงจุดหมายรึเปล่า?”

    แกรนด์เอ่ยถามอริสที่กำลังตรวจเช็คคุณภาพของแผงคอหมูป่าอยู่

    “แล้วแต่ท่านเลยแล้วกัน ข้ายังไงก็ได้”

    “ข้าคิดว่าจะสำรวจจุดที่น่าสนใจตามรายทางไปด้วย อาจจะถึงช้าหน่อยคงไม่ว่ากันนะ”

    แกรนด์ยิ้มพร้อมกับนำแผนที่เส้นทางออกมา เขาไล่ชี้ไปตามจุดต่างๆ ที่น่าสนใจตามรายทาง ก่อนหน้านี้ที่แวะเมืองรีนู แกรนด์ไปถามจากคนท้องถิ่นและพ่อค้าแถวนั้นว่ามีสัตว์อสูรที่ร้ายกาจอยู่แถวนี้บ้างรึเปล่า ที่เขาถามเพราะเผื่อจะมีตัวที่น่าสนใจอยู่แถวนี้ และอีกอย่างคือ แกรนด์ต้องการสืบหาเบาะแสของเสือเขี้ยวดาบลายครามด้วย ไอ้เสือตาบอดตัวนั้น ตัวที่มันขย้ำแม่และตาของเขาจนสิ้นใจไปต่อหน้า ถึงมันจะเป็นสัตว์อสูรที่อยู่ระดับสายเลือดโบราณก็ตามที ถ้าได้เบาะแสของมันแม้เพียงน้อยนิดแกรนด์สาบานกับตนเองเลยว่าจะออกล่ามันอย่างไม่ลังเลแน่นอน ซึ่งคำตอบที่ได้รับก็ล้วนแต่ไม่ค่อยจะมีอะไรน่าสนใจ แต่แกรนด์เอะใจจุดที่อยู่ในแผนที่ เขาปักหมุดเอาไว้ที่จุดนั้นพร้อมกับคิดว่าขากลับค่อยไปที่นั่นก็ได้ ตอนนี้ที่ต้องทำคือเร่งความเร็วในการเดินทางให้เข้าสู่เขตป่าแบล็กฟอเรสต์จะดีที่สุด ที่นั่นคงมีอะไรน่าสนใจให้ทำมากกว่าที่นี่แน่

    ผ่านไป 5 วันในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านโดลูน หมู่บ้านที่ติดกับชายป่าแบล็กฟอเรสต์ ปากทางเข้าเส้นทางที่เชื่อมไปยังเมืองเอโดราส ในตอนนี้เป็นเวลาใกล้จะค่ำแล้ว แกรนด์ตัดสินใจที่จะพักที่หมู่บ้านแห่งนี้ เพราะที่นี่มีโรงแรมเล็กๆ ไว้สำหรับนักเดินทาง

    “ไม่ทราบว่ากลุ่มของนายท่านมากันกี่คนขอรับ ทางเราจะได้เตรียมห้องกับอาหารไว้ต้อนรับได้ถูกต้อง”

    ชายวัยกลางคนร่างท้วมวิ่งออกมาต้อนรับด้วยความกระฉับกระเฉง เขาเป็นเจ้าของโรงแรมเล็กๆ แห่งนี้

    “เอาสองห้องพอแยกชายหญิง ส่วนเรื่องอาหารที่นี่มีเท่าไหร่จัดมาให้หมด ข้าเหมายันมื้อเช้าด้วย”

    “ทั้งหมดเลยรึขอรับ”

    “เอาน่าลุง ไม่อยากขายของรึไง เอ้า! มัดจำค่าอาหารไว้ก่อน อย่าให้เพื่อนข้าโมโหหิวนะ ไม่อย่างงั้น...”

    ตู้มมมมมม!!!!

    เปรี้ยง!

    ฟิ้วๆ ๆ ๆ

    เช้ง!

    เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นตามมาด้วยเสียงการต่อสู้อย่างดุเดือดใกล้ๆ กับหมู่บ้านแห่งนี้ ต้นทางของเสียงอยู่ในป่าแบล็กฟอเรสต์ แกรนด์จับสัมผัสพลังไปทางต้นเสียงไม่ได้เลย แสดงว่าการระเบิดเมื่อครู่อยู่เกินกว่าเขตสัมผัสที่มีระยะร้อยเมตรของเขา หมู่บ้านอันเงียบสงบในตอนกลางคืนทั้งยังป่าที่อยู่ล้อมรอบทำให้เสียงมันก้องไปทั่วบริเวณ ชาวบ้านที่ได้ยินเสียงการต่อสู้ดังกล่าวเกิดขึ้นจากในป่าต่างก็วิ่งเข้าบ้านปิดประตูใส่กลอน บางคนที่นั่งขายของอยู่รีบวิ่งเข้าบ้านไม่แม้แต่จะสนใจเก็บของที่ตนวางขายด้วยซ้ำ

    “แย่แล้ว! แย่แน่ๆ มันมาอีกแล้ว มันมาอีกแล้ว!!!”

    เจ้าของโรงแรมพูดด้วยอาการตัวสั่นปากสั่นเมื่อเอ่ยถึงบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้น ด้วยอาการแบบนี้เหมือนกับว่าเขาเคยพบเห็นหรือรู้จักมันมาก่อน

    “ท่านเป็นอะไรไป มันเกิดอะไรขึ้น?”

    แกรนด์เอ่ยถามชายร่างงท้วมที่กำลังโบกมือสั่งลูกน้องให้ปิดประตูหน้าต่างอย่างลุกลี้ลุกลน

    “ตะกวด! ตะกวดเกราะหนาม! มันมาอีกแล้ว!”

    “หืม? ตะกวด?”

    ตะกวดเกราะหนามที่ชายร่างท้วมพูดถึงเป็นสัตว์อสูรชั้นสูงธาตุดิน มีพลังป้องกันน้องๆ ของงูเหลือมหินแต่ มีความเร็วในการเคลื่อนไหวที่มากกว่า มันชอบแฝงตัวซุ่มโจมตี สามารถรู้ตำแหน่งเหยื่อได้ระยะไกลเป็นสิบกิโลเมตรจากลิ้นสองแฉกที่แลบออกมา อาหารโปรดของมันจะเป็นจำพวกสัตว์ปีกทั้งหลาย

    “นายท่านเพิ่งเคยผ่านมาอาจจะไม่รู้ เจ้าตะกวดเกราะหนามตัวนี้มันมาที่หมู่บ้านเราเมื่อปีที่แล้ว พอมันมาถึงก็อาละวาดจนเป็ดไก่ที่พวกเราเลี้ยงไว้ถูกมันกินจนเกลี้ยงหมู่บ้านภายในสองชั่วโมง และมันก็หายเข้าป่าไป แต่มันยังคงวนเวียนอยู่แถวๆ นี้ คอยโจมตีขบวนสินค้าเป็นครั้งคราวที่มันนึกสนุก ท่านจะสังเกตได้เลยว่าเมนูอาหารที่นี่จะไม่มีสัตว์ปีกเลย”

    “อืม ก็จริงของท่านนะ”

    แกรนด์ยกหนังสือเมนูขึ้นมาเห็นมีแต่เนื้อของสัตว์ป่าที่ล่ามาได้จากในป่าเท่านั้น ไม่มีเนื้อสัตว์ปีกหรือเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงไว้เลย

    “เราแจ้งไปยังทางเมืองกลอเซนแล้ว ทั้งยังติดประกาศภารกิจไปด้วย แต่เนื่องจากความแข็งแกร่งของมันและระยะทางที่ไกลเลยไม่มีใครสนใจที่จะมาทำจนมันถูกฉีกออกจากบอร์ดภารกิจไปในที่สุด เมื่อหลายเดือนก่อนท่านเจ้าเมืองเดินทางผ่านที่หมู่บ้านของเราพร้อมกับท่านหัวหน้าอัศวิน แต่ดูแล้วท่านท่าทางรีบมากเลยไม่ได้แวะพักที่นี่ พวกเราอยู่ด้วยความหวาดผวาเพราะไม่รู้วันไหนมันจะออกมาโจมตี มันฉลาดมาก ขบวนที่มีผู้คุ้มกันแข็งแกร่งมันจะไม่ค่อยโจมตี เราเคยจ้างวานกลุ่มนักล่าที่มีฝีมือมาตามล่ามันสองครั้ง แต่มันพรางตัวแนบเนียนและไม่ยอมโผล่หัวออกมาเลยจนแผนล้มเหลว ดูท่าวันนี้มันจะออกมาเล่นงานขบวนสินค้าอีกแล้ว”

    ชายร่างท้วมพูดพลางถอนใจ ใบหน้าของเขามืดมนและทุกข์ทนที่ต้องหวาดผวาไอ้ตะกวดตัวนี้มาเป็นปี

    “พวกเราไปดูกัน คุณอริสรออยู่ที่นี่ก่อน เอเลน่าฝากด้วย”

    “อ๊ะ!! เดี๋ยวก่อนนายท่านทั้งหลาย มันอันตรายนะ”

    “ข้าจะตัดหัวมันมาให้ท่านดูเอง ไปเตรียมอาหารไว้เถอะ”

    “ถ้าท่านทำได้อาหารมื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง”

    ชายร่างท้วมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น แม้จะไม่ได้หวังอะไรมากแต่น้ำใจของผู้ที่อาสาไปจัดการมันต่างหากที่เขานับถือ เพราะตะกวดเกราะหนามใครก็รู้ว่ามันเป็นสัตว์อสูรชั้นสูง ถ้าไม่มีความมั่นใจที่เต็มเปี่ยมก็มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะการันตีว่าจะตัดหัวมันกลับมาให้ดู

    “บ้าเอ้ย! รอบนี้เจอของแข็งเลยว่ะ!”

    “นายท่านคิดอะไรอยู่ถึงส่งพวกเรามารับงานแบบนี้เนี่ย”

    “คุณหนู ถ้าพวกเรามีชีวิตรอดกลับไปได้เพิ่มโบนัสพิเศษให้พวกเราด้วยนะขอรับ”

    ผู้คนที่กำลังต่อสู้กับตะกวดเกราะหนามอยู่ต่างโอดครวญกันออกอย่างช่วยไม่ได้ พวกเขาเดินทางคุ้มกันขบวนสินค้านี้มากกว่าสองเดือนแล้วยังไม่ถึงที่หมายสักที ด้วยความล่าช้าของการเดินทางที่เกิดจากการระวังภัยสินค้า ทั้งระหว่างทางยังมีสัตว์อสูรเข้าโจมตีไม่เว้นแต่ละวัน ไก่ขนสีรุ้งที่อยู่ในกรงตอนนี้ต่างร้องระงมตกใจเจ้าตะกวดที่มันพยายามที่จะเข้ามาให้ถึงกรง แต่ผู้คุ้มกันขบวนสินค้านี้ก็ไม่ปล่อยให้มันทำเช่นนั้น ตะกวดเกราะหนามเมื่อมันได้กลิ่นของไก่ขนสีรุ้งหลายร้อยตัวที่ถูกขนใส่กรงมามันก็ดักรอจังหวะและเข้าโจมตีทันที จากการโจมตีทุกรอบ เจ้าตัวลิ้นสองแฉกที่อยู่ตรงหน้าคือศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดที่ผู้คุ้มกันสินค้าขบวนนี้ต้องรับมือ

    “พวกเจ้าคุ้มกันให้สุดความสามารถ จบงานนี้เมื่อไหร่ข้าจะบอกท่านพ่อเพิ่มเงินพิเศษให้พวกเจ้าทุกคน แต่ตอนนี้เชือดไอ้ตะกวดนี่ทิ้งก่อน!”

    สาวผมแดงออกคำสั่งพร้อมกับกระโดดขึ้นสูงจากพื้นหลายเมตร ในตอนที่ตะวันลับขอบฟ้า แสงจากดวงอาทิตย์เหลือเพียงสลัวในยามโพล้เพล้ ออร่าของหญิงสาวเปล่งประกายออกมาส่องแสงเจิดจ้าจนแทบจะเหมือนช่วงเวลากลางวัน

    “มอดไหม้ไปซะ : ลูกไฟยักษ์วิหคเพลิง!”

    บึ้มมมมมม!!!

    บริเวณที่เกิดการต่อสู้สว่างจ้าไปด้วยเพลิงที่หญิงสาวปล่อยออกมา ทีมมังกรสายฟ้าที่กำลังตรงไปยังจุดปะทะ แม้จะอยู่ห่างออกไปพอสมควรแต่ก็มองเห็นแสงได้ชัดเจน แกรนด์ขมวดคิ้วอย่างแปลกใจกับพลังที่เขาจับได้ภายในเขตสัมผัส ครู่หนึ่งก็มีรอยยิ้มปรากฏชัดที่มุมปากของชายหนุ่ม

    “น่าสนใจจริงๆ ไม่นึกว่าจะได้เจอกันเร็วขนาดนี้ หึหึ”

    คล้ายกับเรื่องเส้นทางอสนีบาต - The Road Lightning ที่คุณอ่าน