เสี่ยวเทียนกำลังนั่งสมาธิดูดซับพลังจากอัฐิธาตุ ในสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็เดินพลังแนวทางคัมภีร์นิรันดร์ เพื่อเสริมพลังในการรับพลังเทพแห่งรัตติกาลให้ได้ เพราะที่ผ่านมา เสี่ยวเทียนไม่สามารถรับพลังเทพแห่งรัตติกาลเอาออกมาใช้ได้เลย ทำไต้แต่เพียงใช้เป็นพลังงานเพื่อเลื่อนขั้นเท่านั้น แต่พลังการต่อสู้หรือทำลายล้างนั้นไม่สามารถนำมาใช้ได้แลย แต่ว่าวันนี้ หยกสามราชาที่อยู่ในร่างของเสี่ยวเทียนเกิดมีกระแสพลังไหลเข้ามาในร่างกายเข้าไปผสมกับ พลังเทพจากนางพญาควายป่า ซึ่งพลังทั้งสองแตกต่างกันอย่างมาก
โดยที่พลังอสูรจากชมพูทวีปเป็นแนวทางมืด แต่ว่า หยกสามราชาเป็นแนวทาง บูรพาทวีปเป็นแนวทางสว่าง แทนที่จะหักล้างกัน กลับไหลเวียนกลมกลืนกันเป็นหนึ่งเดียว ทำให้เสี่ยวเทียนเริ่มสับสนและสงสัย เพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่เสี่ยวเทียนกำลังจะดึงพลังของเทพแห่งรัตติกาลออกมา ใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดอาจารย์ลู่เอินรู้ปัญหาเลยรีบเอ่ยออกมาว่า
“ เดินพลังตามวิถีพลังที่ข้าสอนต่อไป เวลานี้เทพเฉินหนงราชันแห่งควายป่าบูรพากับ นางพญาควายป่าชมพูทวีปกำลัง หลอมรวมพลังในร่างของเจ้า ธาตุหยินหยางของทั้งสองฝ่ายเริ่มดึงดูดซึ่งกันแล้วกัน เจ้าต้องสงบจิตใจ หลอมหลวมพลังของทั้งสองนี้ให้เป็นหนึ่งเดียวก่อน ยังไม่ต้องปล่อยพลังเทพแห่งรัตติกาลออกมา ไว้พอให้พลังทั้งสองรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ค่อยดึงพลังเทพแห่งรัตติกาลออกมาทีหลัง” เสียงอาจารย์ลู่เอินส่งเสียงออกมาเตือน เสี่ยวเทียนรับคำก็เริ่มทำขั้นตอนหลอมรวมก่อนอย่างเร็ว ไม่นานพลังของทั้งสองก็สามารถหลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียว แล้วต่อมาเสี่ยวเทียนก็สามารถดึงพลังเทพแห่งรัตติกาลออกมาได้ทั้งหมดอย่างง่ายดาย แล้วก็ปรากฏเคล็ดวิชาพลังบางอย่างขึ้น
“ อาจารย์ ท่านรู้จักพลังภูตทมิฬหรือไม่?”
“ พลังของเทพแห่งรัตติกาลคือพลังแห่งความมืดมิด ชั่วร้าย สมัยบรรพกาลก่อนเหล่าผู้สร้างโลก เคยสร้างมารร้ายตนหนึ่งชื่อว่า จอมมารภูเตศวร ให้ออกหน้าทำลายล้างพวกเหล่าเทพเจ้าที่อหังการทั้งหลาย สุดท้ายก็ต้องตกตายไปพร้อมกับเทพเจ้า กลายเป็นหมากตัวหนึ่งให้ปฐมเทพในสมัยนั้นใช้งาน ครั้งนี้เจ้าเทพแห่งรัตติกาลตนนี้คงมีพลังภูตทมิฬ ของจอมมารภูเตศวรในร่างของมัน แต่ว่า การนำพลังภูตทมิฬของจอมมารภูเตศวรมาใช้ต้องมีเคล็ดวิชาถึงจะสำแดงเดชวิชานี้ออกมาได้ แต่เจ้าเทพแห่งรัตติกาลตนนี้คงไม่มีเคล็ดวิชา เจ้าหลับตา ข้าจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาภูตทมิฬของจอมมารภูเตศวรนี้ให้กับเจ้า
จากนั้นเคล็บลับวิชาพลังภูตทมิฬของจอมมารภูเตศวรก็เข้ามาในสมองของเสี่ยวเทียนเป็นท่วงทำนองบทสวด ตัวหนังสือแปลกประหลาด แต่ที่น่าอัศจรรย์เสี่ยวเทียนกลับเข้าใจความหมายทั้งบทสวด และ ตัวหนังสือแปลกประหลาดนี้ได้ทั้งหมด
“ โคจรพลังภูติอสูรเข้าสู่ร่างกายให้หมุนวนอย่าหยุด แล้วกำหนดจิตทำตามที่ข้าบอก พยามแยกจิตออกเป็นส่วนๆ ตามพลังที่เรามี แล้วรวมพลังทั้งหมดในร่างกายของเจ้ามารวมกัน จิตที่มีพลังที่แตกต่างกัน จะหลอมรวม เข้าด้วยกัน เวลาเจ้าอยากใช้พลังเทพของใคร แค่คิดพลังเทพของแต่ละอย่างจะสามารถนำออกมาใช้ได้ดังเป็นวิชาเดียวกัน วิชานี้เรียกว่า แยกจิตรวมเป็นหนึ่ง” เสี่ยวเทียนทำตามที่อาจารย์ลู่เอินสอนทุกอย่าง พลังเทพของนางพญาควายป่า พลังเทพของเทพเฉินหนง พลังรวมเทพหยินหยางของสองเทพ พลังแห่งรัตติกาล และพลังปราณอัครพรหมเทพ
และพลังสุดท้ายคือพลัง ภูตทมิฬ ในที่สุดเสี่ยวเทียนก็สามารถสลับสับเปลี่ยนพลังได้อย่างที่ใจนึก โดยไม่มีติดขัดใดๆ เลย ทำให้พลังปราณอัครพรหรมเทพขึ้นมาอีก ห้า ระดับ มาอยู่ที่ ปราณอัครพรหมเทพ ระดับที่ 55 แล้ว
ณ เครื่องเคลื่อนย้าย แดนพิภพที่สาม
มีเด็กสาววัย 12 ปี กับ หญิงวัยกลางคนกับ ชายชราอีกคน เดินออกมาจากแท่นส่งตัวจากแดนพิภพที่ สี่
“ นี่หรือดินแดนพิภพที่สาม เป็นดินแดนโบราณล้าหลังเสียจริง” เด็กสาวเอ่ยขึ้นมาลอยๆ
“ พวกเราแค่มาจัดการเรื่องสำคัญ ดินแดนกันดารพลังแบบนี้ไม่ควรอยู่นาน พวกเรารีบไปกันเถอเจ้าค่ะ” ทั้งสามคนก็เรียกเรือเหาะออกมาแล้วบินไปที่สำนักสัตตบงกชทันที
วัดหลิงซาน สถานที่ต้องห้ามของวัด มีหลวงจีนเฝ้าอยู่ทางเข้า ลานศิลาแห่งหนึ่ง ตรงกลางศิลา มีรูปยันต์แปดทิศ เก้าประตู อยู่ตรงกลาง รอบๆ มีรูปปั้นพระโพธิสัตว์ทั้งแปด คอยถืออาวุธชี้ไปที่พื้นศิลา ตรงกลางพื้นศิลามีหมุดสีทองฝังเอาไว้กับพื้นศิลา มีอักขระยันต์เขียนรูป สัญลักษ์อหิงสกะ ประทับเอาไว้ตรงกลางหมุดสีทอง
มีตัวหนังสือบาลีเขียนเอาไว้ว่า หมุดสวรรค์สยบมาร รอบๆ หมุดก็มีค่ายกลแปดเซียนคอย ป้องกันอยู่ แล้วด้านนอกทั้งสี่ทิศ เคยมีเทพอรหันต์จตุรทิศคอยเฝ้าอยู่แต่วันนี้กลับถูกเรียกตัวไป ที่สำนักสะท้านฟ้า เลยให้ศิษย์เอกทั้งสี่ มาคอยเฝ้าดูแทน ทันใดนั้นท้องฟ้ากลับมีสัตว์สองตัวคือเหยี่ยวฟ้า กำลังต่อสู้กับ งูอสรพิษแดง ซึ่งเหยี่ยวที่จับร่างงูมาทนพิษงูไม่ไหวเลยร่วงหล่นมากลางค่ายกลที่ฝังหมุดสยบมารเอาไว้ แต่ก่อนร่างทั้งสองตัวจะหล่นมาถึง ร่างของทั้งสองก็ถูก เทพแปดเซียนฟันโดยง้าวมังกรเขียว จนร่างของทั้งคู่ขาดการจาย ร่างของสัตว์ทั้งคู่กระเด็นออกไป
แต่ว่าในท้องของงูพิษกลับมีลูกของเหยี่ยวฟ้าอีกสี่ตัว พอตกลงมี่พื้น ร่างของมันที่ยังไม่ตาย แต่พอถูกฟันบางตัวถึงกับขาดสองท่อนตามงูแดงอสรพิษ ตายคาที่ ส่วนที่เหลือร่างก็กระแทกพื้นตายอนาจไปทั้งรัง เลือดลูกนกอืนทรี ไหลลงหมุดสวรรค์สยบมาร ศิษย์ของเทพอรหันต์จตุรทิศเข้ามาดู พยายามจะมาเอาซากศพ ของลูกนกเหยี่ยวที่ตายไป ออกไป แต่ไม่ทันแล้ว หมุดสวรรค์สยบมารกลับดูดเลือดนกทั้งสี่ตัว เข้าไปจน ร่างขอลูกนกแห้งกรัง ไปหมด แล้วพื้นดินบริเวณนั้น ก็เริ่มสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปหมด ภูเขาเริ่มถล่มลงมา แผ่นดินเริ่มแยก หมุดสวรรค์สยบมาร เริ่มแตกร้าวออกเป็นเสี่ยง ๆ แล้วก็เกิดระเบิดดังขึ้น ตูม !!!! ปรากฏร่างของเด็กน้อยหัวโล้นน่าตาน่ารัก วัยเพียง หกขวบ ยืนเปลือยกายอยู่กลางลานศิลา ปรากฏขึ้นหลังจากกลุ่มควันนั้นหายไป
“ มารน้อยหมิงคง !” ลูกศิษย์เทพอรหันต์ทั้งสี่ ร้องออกมาพร้อมกัน
“ โอ้ ยังมีคนรู้จักข้าด้วยหรือนี่ นี่ข้าหลับใหลมากี่ปีแล้ว พวกเจ้าบอกข้าได้ไหม”
“ ห้า..ร้อยปีแล้ว” ลูกศิษย์คนหนึ่งเอ่ยปากออกมาด้วยเสียงสั่นๆ มารน้อยหมิงคงก้าวเท้านอกไป 1 ก้าว ก็ปรากฏร่างของเทวรูปพระโพธิสัตว์ ถือกระบี่ยื่นขวางเอาไว้
“ ค่ายกลพระโพธิสัตว์แปดเซียน คิดว่าจะสะกดข้าได้อย่างนั้นรึ?”
มารน้อยหมิงคงพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เปรี้ยง ! เปรี้ยง ! หมัดน้อยๆ อัดใส่ใบหน้า รูปปั้นสองรูปปั้น พระโพธิสัตว์สองรูปพังทลายลงไปในพริบตา
“ โอ้ ทำไม พระโพธิสัตว์แปดเซียนยุคนี้ ช่างไร้พลังเสียจริงๆ”
มารน้อยหายวับไปอีกที เสียงหมัดอัดใส่ รูปปั้นเทวรูปพระโพธิสัตว์อีก 6 รูป
ตูม ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!!!! รูปปั้นถูกหมัดเปล่าๆ อัดจนระเบิดกลายเป็นเศษหินไปจนหมดไม่เหลือ
“เจ้าสี่ รีบแจ้งเจ้าสำนัก พวกเราจะสกัดจอมมารนี้ไม่ให้ลงจากเขาได้” พี่ใหญ่ที่คุมสถานที่นี้ รีบสั่งการ เจ้าสี่รีบพุ่งร่างหายวับไปทันที
ซวบ ! ร่างของเจ้าสี่ที่หายวับไปกลับถูกมือน้อยๆ แทงเสียบเข้าไปที่คอหอย ทะลุก้านคอหลัง ตายคามือ เด็กน้อยวัย หกขวบทันที
“ หากข้าไม่อนุญาต ใครก็ไม่สามารถออกจากยอดเขานี้ได้” จอมมารน้อยพุ่งร่างหายวับไป แล้วร่างหลวงจีน ที่เหลืออีกสามคน ก็ถูกต่อยเข้าใส่หมัดเดียว ร่างระเบิดเละไปพร้อมกันทั้งสามคน ซากศพกระจัดกระจายไปทั่วยอดเขาหลิงซานแห่งนี้ แล้วเลือดก็ไหลทุกคนที่ตายก็ไหลซึมเข้ามาในร่างของจอมมารน้อยทั้งหมด
“ อืม !! อากาศบนโลกเวลานี้ช่าง ดีจริงๆ เลย” จอมมารน้อยหมิงคง เอ่ยจบก็ดึงผ้าจีวรมาห่อร่างตนเองกลายเป็นหลวงจีนน้อย หายตัววับไปในทันที
ณ สำนักสัตตบงกช รองเจ้าสำนักสัตตบงกชคนที่สอง กำลังต้อนรับแขกคนสำคัญจากดินแดนพิภพที่ สี่อยู่
“ เรียนธิดาเทพ ท่านเจ้าสำนักไปที่สำนักสะท้านฟ้า เมื่อสักครู่นี้เอง ไม่ทราบท่านจะมาภายในวันนี้ เลยไม่ได้ทำการต้อนรับ ต้องขออภัยด้วยจริงๆ”
“ช่างเถอะ เราแค่มารับ ดอกบัวสัตตบงกช 100 ปีเท่านั้น พวกเจ้าไปนำมาก็ใช้ได้แล้ว” ธิดาเทพรีบเอ่ยทันที
“ คือว่า ปีนี้ดอกบัวสัตตบงกช ยังไม่ผลิบานเลย คงต้องรออีกหลายวัน เชิญพวกท่านอยู่รอกันก่อน”
“ อะไรนะ ยังไม่บาน เกิดอะไรขึ้น ปกติวันนี้ของทุกๆ ปี ดอกบัวสัตตบงกช ของสำนักเราจะเบ่งบาน ไม่เคยผิดพลาด ปีนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่” ชายชราที่มาด้วยกับธิดาเทพเอ่ยเสียงดัง รองเจ้าสำนักถึงกับตัวสั่นหวาดด้วยความหวาดกลัว
“ มิได้ เรื่องนี้อาจเป็นเพราะมีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้นก็เป็นได้ ทำให้ไอความตายบนโลกพิภพชั้นสามเลยหนาแน่น ความบริสุทธิ์ของดอกสัตตบงกช เลยไม่อาจเบ่งบานออกมาได้” รองเจ้าสำนักรีบบอกตัวสั่น
“ ไอแห่งความตายรึ” เซียนหญิงที่อยู่ด้านข้างธิดาเทพ เอ่ยทวนคำเบาๆ แล้วปล่อยพลังออกไปสัมผัสโดยรอบ
“ ข้าใช้พลังปราณจักรพรรดิ สัมผัสได้ถึง ไอมารเข้าครอบงำ ดินแดนพิภพชั้นสองนี้เสียแล้ว ดอกบัวสัตตบงกชของเราไม่อาจทนรับไอแห่งความตายหนาแน่ขนาดนี้ จึงไม่สามารเบ่งบานออกมาได้ตามเวลาที่เคยเป็น” เซียนหญิงเย่ ผู้ติดตามธิดาเทพ รีบเอ่ยทันที
“ ท่านปู่เมิ่งท่านคิดเห็นอย่างไร” เด็กสาวเอ่ยเอ่ยถามชายชราอีกคนที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“ ท่านเซียนหญิงเย่กล่าวไม่ผิด พวกเรา คงต้องรออีก 3 วันดอกบัวถึงจะเบ่งบานแล้วถึงจะนำกลับไปให้จักรพรรดินีได้”
“ แล้วเจ้าสำนักไปที่ใดกันแน่ ปกติท่านจะไม่ค่อยออกไปไหนกันไม่ใช่รึ?”
ธิดาเทพเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ เจ้าอาวาสวัดหลิงซาน ได้เชิญสามสำนักใหญ่ไปร่วมชุมนุม เพื่อหาทางกำจัดมารน้อยที่เพิ่งก่อเหตุร้ายไป เมื่อวานวันเดียวมารน้อยเข่นฆ่าผู้คนไปหลายพันคน สังหารเจ้าสำนักจงหนันซานและลูกศิษย์เกือบหมด แล้วยังตัดหัวเจ้าสำนักจงหนันซานแลัวยังนำไปเสียบประจานที่หน้าสำนักอีกด้วย ทางเจ้าสำนักจึงเห็นว่าหากขืนเป็นเช่นนี้ จะกลายเป็นเหมือนจอมมารน้อย เมื่อห้าร้อยปีก่อน จึงได้รีบไปตัดไฟเสียแต่ต้นลม เพื่อไม่ให้ จอมมารน้อยผู้นี้เติบโตขึ้นมา แต่มารน้อยผู้นี้มีอาวุธวิเศษคือ ปราสาทเทพเซียน จึงต้องร่วมมือกันทั้งสี่สำนัก ”
“ ปราสาทเทพเซียน !! อาวุธระดับเซียน ของท่านจักรพรรดิหยางหยุนเทียน ทำไมตกอยู่ในมือของจอมมารน้อยผู้นี้ได้ล่ะ” ธิดาเทพเอ่ยอย่างข้องใจ แต่ไม่มีใครให้คำตอบในเรื่องนี้ได้เลย
“ ท่านเซียนเย่ ท่านปู่เมิ่ง ข้าอยากไปดูให้เห็นกับตา” ธิดาเทพเอ่ยสั่งการออกไป
ทั้งสองคนน้อมรับคำสั่ง แล้วเรียกเรือเหาะ แล้วให้ศิษย์สำนักสัตตบงกชนำทางไปสำนักสะท้านฟ้า
ณ สำนักสะท้านฟ้า ทั้งสี่สำนักก็มากันครบทั้งหมด โดยมีเจ้าอาวาสวัดหลิงซาน
นามว่า คงเจี้ยนไต้ซือ ซึ่งมีฉายาว่า หัตถ์อรหันต์ทลายฟ้า เจ้าสำนักเมฆครามหยวนจิน เจ้าสำนักเทพธรรมยุทธ์ เจี้ยนจง และเจ้าสำนักสัตตบงกช ฟางอี้เจี้ยนมากันครบทั้งหมด เจ้าสำนักสะท้านฟ้า เดินออกมาต้อนรับที่ห้องโถงของสำนัก
“ พวกท่านทั้งหลายยังข้องใจอะไร ในตัวศิษย์ของข้าอีก” เจ้าสำนักสะท้านฟ้าเอ่ยออกมาอย่างไม่ใคร่จะพอใจนัก
“ ท่านเจ้าสำนักเซี่ย ท่านก็รู้นี่ ว่าเมื่อวานศิษย์ของท่านทำอะไรไว้ เหตุใดท่านยังเข้าข้างเขาอีก” ไต้ซือฉางคง รองเจ้าอาวาสเอ่ยเปิดงานก่อนคนแรก
“ พวกมันคิดฆ่าศิษย์ของข้าก่อน แล้วจะให้เขางอมือ งอเท้าปล่อยให้พวกมันฆ่าตามอำเภอใจได้รึ? ถ้าเป็นพวกท่านเป็นศิษย์ของข้า ท่านจะยอมไหม” เจ้าสำนักสะท้านฟ้ากล่าวออกไปอย่างมีอารมณ์
“ เจ้าสำนักเซี่ยอี้ เรื่องนี้มันเกี่ยวกับ ความปลอดภัยของ คนในดินแดนพิภพขั้นสามนี้ทั้งหมด อาตมาขอเป็นตัวแทนเจ้าสำนักทั้งสี่ ขอให้ท่านเห็นแก่ ส่วนรวม ส่งมอบเฉินเสี่ยวเทียนให้อาตมา กลับไปขจัดจิตมารออกไปเสียเถิด หาไม่แล้ว อาตมากับทุกคนที่อยู่ที่นี่ คงต้องใช้กำลังพาเขาไป” เจ้าอาวาสคงเจี้ยน ไม่อยากเสียเวลาพูดอีก คิดว่าเรื่องนี้ เถียงไปก็ไม่จบแน่ คงต้องใช้กำลังเป็นการดีที่สุด เพราะตนเองก็เตรียมความพร้อมไว้อยู่แล้ว
“ หัวหน้าสำนักทั้งสาม พวกท่านเห็นด้วยกับ ไต้ซือคงเจี้ยนด้วยหรือไม่?”
เจ้าสำนักสะท้านฟ้า เซี่ยอี้ มองหน้าสามเจ้าสำนักที่เหลือ เพื่อความแน่ใจ
“ เซี่ยอี้ ท่านเจ้าอาวาสเพียงแต่จะพาเสี่ยวเทียนไปขจัดจิตมารเท่านั้น ไม่ได้ไปฆ่าแกงซะเมื่อไหร่ เจ้ากับข้าเป็นสหายกัน ทำเช่นนี้ข้าลำบากใจไม่น้อย ข้าไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วยก็แล้วกัน” เจ้าสำนักเทพธรรมยุทธ์ถอนตัวออกมาไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วย
ทำให้อีกสองสำนักถึงกับมองหน้ากัน ว่าจะเอาอย่างไรดี
“ เจ้าสำนักเซี่ย เรื่องนี้ข้าก็ไม่เข้าข้างผู้ใดทั้งสิ้น ข้าขอเป็นกลางละกัน” สำนักเมฆครามก็วางตัวเป็นกลางอีกคน ทำให้สำนักสัตตบงกชเลยต้องเป็นกลางตามไปด้วย เพราะทั้งหมดยังเกรงพลังของปราสาทเทพเซียนอยู่
“ เฮอะ พวกท่านนี่ ทีแรกก็บอกจะเข้าร่วม แล้วนี่อะไรปล่อยให้วัดหลิงซาน ออกหน้าเพียงผู้เดียว พวกท่านคิดจะรอให้ทั้งสองฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ แล้วจะได้ชิง ปราสาทเทพเซียนไปเช่นนั้นรึ?” ไต้ซือฉางคง ตอกหน้าเจ้าสำนักทั้งสาม
“ พอเถอะ ฉางคง เจ้าพาสี่อรหันต์เทพจตุรทิศ ไปจับจอมมารน้อย อาตมาจะขอชี้แนะพลังกระบี่สะท้านฟ้าของท่านเจ้าสำนักเซี่ยอี้เอง” สิ้นคำของไต้ซือคงเจี้ยน
ท้องฟ้าก็เกิดเปลี่ยนสี ทั้งสองฝ่ายต่างสร้างมิติเขตแดนของตนขึ้นมา แต่ว่าด้วยทั้งสองมีพลังระดับเซียนด้วยกันทั้งคู่ ทำให้มิติเขตแดนนของทั้งคู่กลายเป็นมิติเขตแดนผสม เจ้าสำนักเซี่ยอี้เรียกกระบี่สีขาวออกมา แล้วชี้กระบี่ไปด้านหน้า เกิดเงาร่างมังกรกระบี่ตัวใหญ่ยักษ์ หมุนวนไปรอบๆ คำรามออกมาเสียงดังไปทั่ว เจ้าสำนักคงเจี้ยนฉายาหัตถ์ทลายฟ้า กระแทกคทาทองปักใส่พื้น แล้วปล่อยฝ่ามืออรหันต์ทลายฟ้า เข้าใส่ แล้วมังกรกระบี่ กับ ฝ่ามืออรหันต์ทลายฟ้าก็เกิดปะทะกัน โครม !!! เสียงดังปานฟ้าถล่ม ดินทลาย ทั้งสองคนถอยหลังออกไปคนละก้าว
“ นึกไม่ถึง ท่านจะสำเร็จขั้นเซียน ระดับราชันเบื้องต้นแล้ว” เจ้าสำนักเซี่ยอี้เอ่ย
“ เช่นกัน ท่านก็สำเร็จขั้นเซียนระดับเดียวกันกับอาตมา พวกเราคงไม่สามารถเอาชนะกันง่ายๆ แต่ สี่อรหันต์จตุรทิศ กับฉางคง แค่จับมารน้อยเท่านี้ คงไม่ยากอย่างแน่นอน”
“ เฮอะ ใครจะรู้ได้ ใครจะจัดการใคร กันแน่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เจ้าสำนักเซี่ยอี้หัวเราะออกมาอย่างมั่นใจ ทำให้สีหน้าของไต้ซือคงเจี้ยน กลับแปรเปลี่ยนไปทันที….