ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่88 สังหารผีใต้

            หนันกุ่ยไม่คิดจะออมมืออีกต่อไป การกระทำของชายหนุ่มทำให้มันโกรธเป็นที่สุดมันจะต้องสังหารชายหนุ่มนี่ลงให้ได้ !

             

            หนิงเฟยหลงเห็นท่าไม่ดีแล้วจึงสั่งให้ทหารถอยออกห่างสองลี้โดยให้จั้วหย่งบัญชาการทัพ ตรงนี้จึงเหลือเพียงตัวมันเอง จางจิ้นสิงและชงเป่าการต่อสู้สามต่อหนึ่งได้เริ่มขึ้น

             

            ทั้งสี่ระเบิดพลังกระแสลมปราณสูงสุดของตนเองเตรียมเข้าปะทะหนันกุ่ยอ้าปากกว้างเผยให้เห็นฟันที่แหลมคมสีดำ และควันสีเทาดำล่องลอยออกมาจากปากออกมาสิบลูกมุ่งไปประจันหน้ากับอีกฝ่ายทั้งสามคน ควันดำเหล่านั้นพึ่งไปถึงก็มุดลงดินแล้วโผล่ออกมากลายร่างคล้ายซากศพนัยน์ตากลวงโบ๋ผมเผ้ายุ่งเหยิง เนื้อหนังติดกระดูกเช่นเดียวกับหนันกุ่ยไม่มีผิดเพียงแต่ว่ารัศมีลมปราณที่แผ่ออกมานั้นด้อยลงกว่าร่างจริงของมัน

             

            “ไม่คิดเลยว่าผีเฒ่านี่จะมีวิชาเช่นนี้ด้วย” หนิงเฟยหลงพึมพำ “ลงมือ !” สิ้นเสียงเงาร่างทั้งสามก็กระโจนเข้าใส่ร่างทั้งสิบพลังหยวนฟาดผ่านร่างผีดิบนั่นไปแล้วไปเล่าแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้นกลายเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดยิ่งต่อสู้นานเท่าไหร่ก็ยิ่งพบว่าผีดิบพวกนี้ต่อให้ชิ้นส่วนร่างกายขาดแหว่งหรือแม้แต่เหลือเพียงหัวกับแขนลำตัวอีกเล็กน้อยมันก็ยังคลานเข้ามาโจมตีเป็นอะไรที่น่ารำคาญเป็นอย่างมาก

             

            ชงเป่าผู้อารมณ์ร้อนเกิดความหงุดหงิดใจ พวกบ้านี่ฆ่าเท่าไหร่ก็ไม่ตายด้วยความโมโหจึงใช้กระบอกฟาดลงไปที่หัวสุดแรง

             

            หนันกุ่ยเบิกตากว้าง “ไม่ดีแน่ ต้องหยุดการกระทำนั้น !” หนันกุ่ยกลายเป็นเงาร่างลอยเลื่อนหายไปบ่งบอกถึงความกระวนกระวน

             

            ปัง !!

             

            กระบองของชงเป่าปะทะเข้ากับฝ่ามืออันเหี่ยวย่นของหนันกุ่ย จากนั้นกงเล็บภูตผีก็กลายเป็นเงาเลือนรางพุ่งเข้าใส่ชงเป่าชงเป่ามีสีหน้าที่ตกใจรีบโคตรพลังหยวนป้องกันกายแล้วถอยออกมา

             

            ไหนเลยจะทันท่วงที กงเล็บนี้เคลื่อนเข้ามาเร็วมาก ไม่อาจมองดูเห็นได้ต้องใช้สัมผัสเท่านั้น

             

            ฉึก !กงเล็บเจาะเข้าที่หัวไหล่ของชงเป่าอย่างจัง มันไหวตัวทีหนึ่งสลัดหลุดจากกงเล็บเลือดกระเซ็นออกมา แววตาแห่งความตายก็กัดกร่อนจิตใจของมันชงเป่าสั่นสะท้านถอยหนีไปอย่างรวดเร็วมันไม่เคยสัมผัสได้ถึงความตายชัดเจนเช่นนี้มาก่อน

             

            จางจิ้นสิงที่มองดูอยู่ร่างกายยังไม่ขยับ มันเกิดความหวาดกลัวเข้ามาในจิตใจ

             

            หนิงเฟยหลงที่ต่อสู้กับร่างแยกอยู่ก็ยังสัมผัสได้ถึงไอหยินที่เข้มข้นและการโจมตีที่รวดเร็วแฝงไปด้วยไอสังหารที่ชั่วร้าย

             

            หนันกุ่ยไม่คิดจะปล่อยชงเป่าไปมันกลายเป็นเงาเลือนหายไปอีกครั้งชงเป่าเห็นดังนั้นก็ขนหัวลุกชูชันรีบทะยานหนีไปแต่มีหรือที่กำเนิดพลังจะหนีพ้นแก่นแท้พลังได้กงเล็บนั้นแหวกอากาศพลังหยินชั่วร้ายสุดเปรียบปาน ก็พุ่งเข้าใส่บุรุษผู้เป็นขุนพลที่บัดนี้พยายามหนีหัวซุกหัวซุน

             

            ตูม !!!!!

             

            เสียงดังกัมปนาท ระเบิดสะท้านสะเทือน หมอกควันฝุ่นผงตลบร่างกายของทั้งสองก็ไถลไปคนละทิศทาง

             

            ชงเป่ารู้สึกมึนงง ทั้งที่มันเตรียมใจตายแล้ว เหตุใดถึงยังได้มีชีวิตอยู่มันสำรวจร่างกายตนเองก็พบว่ายังอยู่ครบ มองซ้ายมองขวาก็ไม่พบอะไรผิดปกติแต่เมื่อหมอกนั้นจากลงเงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้น เงาร่างนี้ไม่ค่อยคุ้นตาเท่าใดนักเรียกได้ว่ามันน่าจะเคยพบเจอเพียงครั้งเดียว เป็นแค่คนแปลกหน้าก็ได้

             

            แต่เหตุใดคนผู้นี้ต้องช่วยมันด้วย ?

             

            “คารวะหัวหน้ารอง” ชายผู้นั้นกล่าวขึ้นพร้อมประสานมือพร้อมยิ้มให้

             

            หนันกุ่ยมองชายผู้นี้ด้วยสีหน้าที่เย็นชาแววตาจดจ้องด้วยความโกรธมันกำลังจะปลิดชีพเจ้าขุนพลนี่ แต่ลูกน้องของมันกล้ามาขัดไว้“เฟิงเจ้ากล้ามาขวางข้า ? เจ้าทรยศพวกข้ารึ ?”

             

            การโจมตีเมื่อครู่ของคนชื่อเฟิงนั้นทำให้มันบาดเจ็บไม่น้อยเรียกได้ว่าฝีมือสูสีกับมันในยามนี้เลยแต่คงไม่อาจเทียบได้ในยามปกติหากเป็นมันก่อนหน้านี้ก็ยังคงต้องแปลกใจกับพลังของชายผู้นี้ก่อนเข้าร่วมค่ายโจรตงซานของมันเฟิงมีระดับการบ่มเพาะอยู่ที่แก่นแท้พลังขั้นที่หนึ่งแต่ผ่านมาไม่ถึงเดือนขึ้นมาขั้นที่สองแล้วหรือ ?

             

            เฟิงผู้นั้นไม่ได้อธิบายเรื่องที่ขัดขวาง แต่กลับเบี่ยงเบนแทน“ข้าน้อยมาช้าไป ทำให้ท่านต้องรอนานแล้ว ค่ายของเราถูกโจมตีข้าน้อยจึงบังอาจส่งคนกลับไปแล้วนำพี่น้องส่วนหนึ่งตามมาช่วยท่านเรารีบกลับกันเถอะ อย่าได้ชักช้าเลย ข้าน้อยไม่อาจอธิบายได้มาก”

             

            หนันกุ่ยได้ยินดังนั้นก็ตกใจมองไปยังชายหนุ่มผู้เป็นแม่ทัพด้วยสายตาที่เหลือเชื่อมันต้องดูแม่ทัพผู้เยาว์ใหม่นี่ใหม่เสียแล้ว ไม่คิดเลยว่ากลอุบายช่างแยบยลนักทั้งจิตใจยังยากจะหยั่งถึง “นี่เป็นแผนการของเจ้ารึ ?”

             

            หนิงเฟยหลงยังไม่ตอบคำถามมันกำลังต่อกรกับร่างแยกจากซากศพนี้อยู่เมื่อนึกถึงสิ่งที่ชงเป่าจะทำก่อนที่หนันกุ่ยจะโจมตีมันก็รู้ได้ทันทีว่าต้องทำอย่างไรปัง ! หัวสมองของร่างนี้ระเบิดออกก็เห็นดวงวิญญาณน้อยปรากฏชายหนุ่มไม่ลังเลที่จะทำลาย

             

            หนันกุ่ยที่เห็นก็ตกใจ ! จะรีบพุ่งไปขณะนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว แกร๊ก ! ดวงวิญญาณนั้นแตกสลายหนันกุ่ยพลันกรีดร้องโหยหวน ร่างกายสั่นสะท้าน ดวงตาสั่นไหวร่างมันหยุดชะงักเช่นนั้นชงเป่าเห็นเป็นโอกาสก็โคจรลมปราณทะยานร่างพร้อมยกกระบองขึ้นหวังจะทุบหนันกุ่ยให้สิ้นชีพ

             

            ดวงวิญญาณเล็ก ๆ นั่นก็คือส่วนหนึ่งของวิญญาณมัน ซึ่งเป็นช่องโหว่หนึ่งเดียวในเคล็ดวิชาที่มันฝึกฝนแต่นั่นกลับส่งผลยิ่งใหญ่อย่างมาก ถึงกับทำให้มันเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสได้

             

            ทว่าก่อนที่มันจะได้ลงมือ เงาร่างหนึ่งก็ตัดหน้ามันไปจากนั้นก็มีเสียงคมกระบี่แทงทะลุก้อนเนื้อ กระทั่งเสียงแตกหักของกระดูกก็ได้ยินมันไม่ได้เกิดทีเดียวพร้อมกัน แต่มันเกิดเป็นสองจังหวะหนันกุ่ยมองร่างกายตนเองที่โลหิตไหลซึมออกมาเนื่องจากมันเป็นผู้ฝึกวิชาชั่วร้ายร่างกายจึงไม่ค่อยมีโลหิตเท่าใดนักมากที่สุดคือเท่าที่เห็นในยามนี้

             

            จากนั้นมันก็หันไปมองลูกน้องคนสนิทด้วยสายที่เหลือเชื่อ“จะ...เจ้า.......ทำ..ไม...... ?”

             

            ท่ามกลางความตะลึงของฝูงชนเฟิงดึงกระบี่ที่เสียบแทงหัวใจของหนันกุ่ยออกมาแล้วย่อเข่าลงข้างหนึ่งทำความเคารพผู้ที่กำลังเดินมาหามันเงาร่างนั้นเดินผ่านม่านหมอกเข้ามาทุกคนจดจ่ออยู่กับเหตุการณ์นี้บรรยากาศจึงเงียบเป็นพิเศษ

             

            เงาร่างนั้นค่อย ๆ ปรากฏขึ้นให้ชัดเจน เป็นร่างผอมบางสวมชุดเกราะสีครามและหมวกแม่ทัพอันบ่งบอกถึงฐานะที่เป็น “ซู่เฟิงเจ้ามาแล้ว” เสียงอ่อนโยนของชายหนุ่มดังขึ้น เฟิงผู้นี้ก็คือซู่เฟิงนั่นเอง!

             

            ทหารกำลังจะเคลื่อนไหว ทว่าจางจิ้นสิงที่เห็นว่าเป็นแม่ทัพของมันกับซู่เฟิงจึงห้ามทหารเข้าไปอารักขาเพราะนั่นรู้ดีว่าเป็นพวกเดียวกัน

             

            “ข้าน้อยทำตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายแล้ว” ซู่เฟิงกล่าวด้วยความเคารพในคราแรกมันคัดค้านแผนที่ชายหนุ่มให้กระทำ แผนนี้อันตรายเกินไปอาจถูกจับได้หรือต่อให้ไม่ถูกจับได้ก็ไม่อาจมีโอกาสได้สังหารเช่นนี้

             

            เดิมทีมันสมควรจะอยู่เฝ้าค่ายเสียมากกว่าแต่หนันกุ่ยอยากจะพิชิตกองทัพของชายหนุ่มเร็วเกินไป โดนสารลับหลอก ไม่ทันได้ไตร่ตรองก็ยกพลตามตีมันหวังผลสำเร็จจึงให้ซู่เฟิงซึ่งเป็นยอดฝีมือระดับแก่นแท้พลังตามมาด้วย

             

            เป็นเหตุให้มันต้องตาย และต้องสูญเสียพลม้ามากกว่าห้าร้อยนาย ยังมีพี่น้องที่ประจำอยู่ในค่ายอีกสองพันคนยังไม่นับรวมกองทัพที่ถอยกลับไปช่วยค่ายไม่รู้ว่าจะเป็นตายเช่นไร อาจถูกลอบโจมตีระหว่างทางสูญเสียกองทัพทั้งหมดไปโดยที่ยังไม่ถึงสิบวันด้วยซ้ำซ้ำร้ายหัวหน้าหลักทั้งสองทั้งมาตายไปอีกนี่เป็นการสูญเสียของค่ายโจรเขาตงซานมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

             

            รวมทั้งสิ้นทั้งปวงกำลังคนกว่าหกพันเหลือไม่ถึงร้อยคนไม่สิอาจจะไม่ถึงสิบคนเสียด้วยซ้ำที่หนีรอดกลับค่ายโจรที่เขาตงซานหัวหน้าใหญ่ของมันต้องคลั่งตายแน่ !

             

            การวางแผนของชายหนุ่มรัดกุมเป็นอย่างดี เริ่มแรกด้วยการแทรกซึม สอดแนมจับตัวสายลับ สงครามแรกแกล้งแพ้แสดงความอ่อนแอให้ศัตรูหลงเชื่อ แล้วให้ขุนพลเก่าแก่แสดงฝีมือสร้างกำลังใจให้ทหารจากนั้นตัวมันเองจึงจะแสดงฝีมือให้ประจักษ์เสียบ้าง เรียกความเชื่อมั่น และในระหว่างนั้นก็แกล้งปล่อยปะละเลยให้ทหารลอบหนีออกไปแล้วก็สร้างเหตุการณ์ปล่อยข่าวให้ศัตรูหลงเชื่อ นำมาซึ่งการตัดสินใจที่ผิดพลาด

             

            เรื่องปล่อยทหารหนีค่ายหนีค่อนข้างจะเป็นการบังคับให้หนีเสียมากกว่ามันซับซ้อนเล็กน้อย แต่ก็ควบคุมได้ หากเป็นนักแสดงคงกล่าวได้ว่า ‘สมจริงนักแล’

             

            ต่อจากนั้นทหารหนึ่งพันนายที่หนีออกไปรวมพลใหม่ลอบโจมตีค่ายโจรวางเพลิงในระหว่างที่หนันกุ่ยตามตีทัพของหนิงเฟยหลงกองทัพม้าของชงเป่าได้มารอที่เนินเขาฝั่งใต้อยู่แล้วรอเพียงสัญญาณกลองศึกก็จะบุกโจมตีทันทีนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทหารม้าในค่ายถึงไม่มี ในการศึกครั้งแรกจึงจำเป็นต้องใช้ทหารเกราะเบาที่เด่นด้านวิชาตัวเบาแทนที่จะเป็นทหารม้า

             

            ทหารม้ามาหลบซ่อนที่นี่อยู่นานแล้วและจุดสมรภูมิสุดท้ายนี้ก็คือที่ที่ชายหนุ่มกำหนดไว้แต่แรกใกล้ริมแม่น้ำมีทหารฝึกลับกว่าห้าร้อยนายประจำการนำเรือมาเทียบท่าไว้แต่แรกพร้อมกลองศึกแต่เดิมหากไม่อาจเอาชัยได้เรือนี้ก็จะนำข้ามฟากหนีไป แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้วด้วยฝ่ายโจรแม้จะรอบคอบเพียงไหนก็ยังนึกหมิ่นตัวแม่ทัพหนุ่มอย่างมันอยู่ดีคาดว่าไม่คิดจะส่งคนมาตรวจสอบให้ไกลจากค่าย จึงเกิดความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่นี้ขึ้น

             

            นำมาสู่ความพ่ายแพ้อย่างเต็มรูปแบบและปิดฉากสุดท้ายด้วยไพ่ลับอย่างซู่เฟิงสำเร็จ !

             

            จั้วหย่งยังหัวเราะอย่างมีความสุข และยังอึ้งในความสำเร็จครั้งนี้มันเริ่มมองชายหนุ่มให้ดีกว่าเดิมแล้ว

             

            “ท่านแม่ทัพ ท่านก็ยังคงหลอกพวกเราได้สำเร็จอีกครั้งทหารที่ท่านมีคือสองพันแปดร้อยคน แต่ท่านกลับบอกพวกเราว่าสองพันสามร้อยคนท่านนี่นะ” จั้วหย่งพูดขึ้นอย่างขมขื่น

             

            ชายหนุ่มยิ้มบางแล้วว่า “ซู่เฟิงนี่ก็สายมากแล้วรีบกลับไปค่ายโจรเถอะ” จากนั้นก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้จั้วหย่ง ชงเป่า จางจิ้นสิงมองมายังชายหนุ่มด้วยความไม่เข้าใจ ศึกนี้ชนะแล้วจะส่งตัวซู่เฟิงไปทำไมอีก?

             

            แต่ที่งงกว่าคือซู่เฟิงรับคำแล้วก็รีบกระโจนขึ้นม้าควบกลับไปอย่างไวปล่อยให้ทั้งสามคนตะลึงอยู่เช่นนั้น

             

            “จะตะลึงอีกนานหรือไม่ ? ไม่ใช่ว่าเราต้องรีบตามกวาดล้างพวกโจรหรอกหรือ ?”

             

            “อ้อ ใช่ ๆ ท่านกล่าวได้ถูกต้อง” จั้วหย่งรีบเดินไปขึ้นม้า“พวกเจ้าทั้งหลายตามข้าไปสังหารพวกโจรชั่วช้านั่นให้หมด !!!” พลทหารม้าทั้งสามร้อยก็ควบม้าตามไป

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน