“จดหมายหนึ่งบรรทัด"
บรรยากาศในบ้านข้าราชการยามสายอึดอัดแข็งเกร็งจนแทบหายใจไม่ออก...วันนี้แหละที่จะชี้ชะตาชีวิตธน
ทุกคนในวัยของเขานั้นล้วนเฝ้ารอสิ่งเดียวกันในวันนี้
ผลของการลงมือลงแรง ผลของความพยายามสุดฝีมือของเด็กทุกคนจะปรากฏขึ้นมาแล้ว
ถอยกลับไปแค่หนึ่งอึดใจแค่หลักเดือน ในห้องสอบวิชาความถนัด
เสียงนาฬิกาบนผนังเดินดัง ติ๊ก... ติ๊ก... สอดรับกับเสียงอาจารย์คุมสอบที่กำลังนั่งกวาดตาดูผู้สอบเต็มห้องอยู่ตรงม้านั่งด้านนอกห้อง การสอบปฏิบัตินี้ไม่ได้มีอะไรให้ต้องลอกกันเสียมากมาย ผู้คุมเลยเหมือนผ่อนคลายลงกว่าวันก่อนๆ อย่างในการสอบปรนัยที่เคยมีคนร่ำลือกันว่าลอกกันไม่ได้บ้างเพราะมีการสลับคำถาม คำตอบ บ้างก็ว่าสลับลำดับข้อกันก็มี สิ่งเหล่านี้พูดกันไปเหมือนเล่าเื่ผี ไม่มีใครรู้ไม่มีใครยืนยัน
ด้านหน้าของห้องเกือบจะที่นั่งแรกสุดคือ ธน เด็กหนุ่มผู้วาดทุกอย่างที่เขาคิดว่าเหมาะสมลงในกระดาษข้อสอบ เท่าที่เห็นเขาแทบไม่หันไปมองใครเท่าไหร่เพราะเหมือนมีบางสิ่งที่ชัดเจนในหัวอยู่บ้างแล้วพอควร หลังจากทำข้อสอบครบทุกข้อเรียบร้อยแล้ว เมื่อใช้เวลาพิจารณาอีกสักครู่ กระดาษใบนั้นจึงถูกส่งไปยังครูผู้คุมสอบ
ก่อนความเงียบทั้งหมดนั้นในระยะเวลาหลายชั่วโมงจะถูกเข้าปกคลุมด้วยเสียงเพลงร็อคเดือดดาลในหูฟังคู่เดิม จากนี้จะเป็ยังไงให้แล้วแต่ผลลัพธ์ของความทุ่มเทแล้วกัน
ในหัวของธนวัย 18 ปีตอนนี้... มันไม่มีข้อสอบหลงเหลืออยู่สักข้อเดียว เพราะมันมีแต่เสียงริฟฟ์กีตาร์อัลเทอร์เนทีฟอินดี้ร็อกยุค 90s แผดร้องลั่นจนสมองตั้งสมาธิมาตลอดหลายเดือนตอนนี้แทบแตกเป็เสี่ยงๆ เมื่อเดินออกมาจากห้องสอบวิชาสุดท้าย
ธนไม่ใช่เด็กอัจฉริยะ เขาเป็แค่เด็กหลังห้องเ้าอารมณ์ หน้าตาบึ้งตึง คิ้วขมวดม้วน รังสีความดุดันรอบตัวทำให้เพื่อนไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้ แต่จริงๆ ในใจเขาคือเด็กอ่อนโยนที่พร้อมสติแตกตลอดเวลา และที่พีคที่สุดคือปมใหญ่หลวงที่เขามีกับดนตรี... เขาเล่นกีตาร์ด้วยสัญชาตญาณและฟังด้วยหูล้วนๆ โดยอ่านบรรทัดห้าเส้นไม่เป็สักตัว! เท่านั้นแย่ไม่พอเขายังเคยโดนเอ็ดจากครูผู้สอนให้ลองไปลงเรียนอย่างอื่น จากวิธีการจับคอร์ดบนคอกีตาร์ที่เขาวางมันลงบนตักเพื่อนับช่องมันทีละช่องยังกับนักคณิตศาตร์ เนื่องเพราะเขาไม่รู้ว่าเมื่อครูบอกโน้ตใดโน้ตหนึ่งขึ้นมามันหมายถึงตรงไหนกันแน่บนคอยาวยืดนี้
สำหรับเขา โน้ตสากลมันเหมือนภาษาต่างดาว แต่เพลงอินดี้ร็อกดิบๆ ในซาวด์เบ้าท์คือที่พึ่งเดียวที่ทำให้เขารอดชีวิตจากกรอบความอึดอัดของทุกอย่างรอบตัวไปวันๆ
และในวันที่ต้องยื่นใบสมัครเอนทรานซ์... ธนตัดสินใจทำเื่ที่ตามใจตัวเองล้วนๆ
เขากระชากปากกาขึ้นมา ขีดฆ่าคำว่าลำดับคณะที่จะต้องเรียงลำดับจากเทคนิคของวิชาแนะแนวที่เขาจดมาตามลำดับคะแนนหรือหลักการอะไรก็ตามใน่นั้น ก่อนขยับเอกทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว ขึ้นมาแทบจะบนสุดของทุกลำดับการเรียงคณะ
แผนการแบบเด็กดื้อหัวชนฝาคือ เอาปริญญาศิลปะที่พอถูไถไปบังหน้าครอบครัว แต่เป้าหมายที่แท้จริงที่ทำให้หัวใจเด็กหนุ่มเต้นดังสนั่นจนแทบหลุดจากอก คือการได้หาช่องทางย้ายตัวเองไปอยู่ข้างตึกค่ายเพลงใกล้ๆ แล้วหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ทำวงดนตรีให้ได้! หรือจริงๆ แล้วค่ายไหนก็ได้ที่มีอยู่บนถนนสุขุมวิทแห่งนี้ แค่คิดก็มันส์แล้วเว้ยธน
วันสอบปฏิบัติวาดเส้นผ่านไปโดยไม่มีอะไรค้างคา ลานปูนสนามสอบอบอวลไปด้วยความกดดัน เมื่อออกจากห้องสอบธนแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้ตรงไหนเลย มือซ้ายถือเกรยองเปรอะชาโคลดำปี๋ หน้าตาบึ้งตึงสลัวๆ ข้างในเสื้อคือเหงื่อผุดเต็มหลังเพราะหงุดหงิดที่ลืมหยิบยางลบออกมาจากห้อง
“เชี่ยเอ๊ย... ยางลบอยู่ไหนวะ” ธนพึมพำ ถอนหายใจหนักๆ ถึงยางลบแบบมาตรฐานที่ใช้กันในมหาวิทยาลัยศิลปะ ... เพิ่งซื้อมาเลยเอามาสอบแบบกริ้บๆ เสือกลืม นี่จะเป็ลางไม่ดีไหมวะเนี่ย แบบประมาณว่า หายไปเพราะคงไม่ได้ใช้ไปเรียนแล้วมั้งอะไรแบบนี้ แม่งเอ้ย ไม่นะพวก
“เอ้าไอ้หนุ่ม... ทำหน้าเหมือนบ้านบึ้ม ลืมยางลบป่าววะ?”
เสียงกวนประสาทดังขึ้นข้างๆ ธนหันไปมอง เจอเด็กหนุ่มผมสั้นหยิกหน้ายิ้มสุดกวน ยืนสะพายกระเป๋าย่ามทรงแปลกตายังกับพระสงฆ์ ยื่นยางลบก้อนใหม่กริ้บมาให้... มันคือ ก้อง เด็กมัธยมปลายที่มาสอบเข้าสายศิลปะเหมือนกัน ความหลังครั้งก่อนมาสอบก็คือ ธน กับ ก้องนั้นติวที่เดียวกับคือบ้านพี่โจอี้ ณ เมืองนนท์ เพียงแค่คนละรอบ แต่ก็เคยเห็นๆ กันมาบ้าง บังเอิญได้สนามสอบที่เดียวแทบจะทุกรอบวิชากันเฉยเลยคือสันติศาสตร์วิทยาลัยแถวกลางเมือง
“ขอบใจ...” ธนตอบเสียงห้วน บึ้งตึงตามสไตล์ แต่พอรับยางลบมา เขากลับตบมุกใส่ก้องหน้าตาย “ถ้ายางกูแหว่งไป กูเอาเกรยองทาหน้ามึงนะ”
“ฮ่าๆๆ! ปากดีว่ะไอ้นี่! กูชอบ!” ก้องหัวเราะร่า ตบไหล่ธนดัง ปัก! เคมีวัยรุ่นพุ่งชนกันกวนๆ ทันทีในวินาทีนั้นต่างคนต่างก็รู้ว่าอีกฝ่ายคือ 'คนประเภทเดียวกัน’ แต่จะได้เจอกันอีกไหม ธน ไม่ใส่ใจ นาทีนี้มีเพียงตัวเองเท่านั้นที่ต้องเอาตัวให้รอด ครูที่โรงเรียนเข้มๆ แบบที่เขาเรียนพูดเสมอ
และแล้ว... วันตัดสินชะตาก็มาถึง
บ่ายวันเสาร์... แดดเปรี้ยง ร่างของธนสั่นระรัวแบบลุ้นขี้แตกขี้แตนขณะยืนมองเข็มนาฬิกา พ่อกำลังเดินทางกลับมาจากต่างจังหวัด และจะถึงบ้านในอีก ไม่กี่นาที!
ตึ่ก... ตึ่ก... เขาลุ้นจนกระทั่งเสียงหนึ่งใกล้เข้ามา
เสียงมอเตอร์ไซค์ไปรษณีย์จอดหน้าบ้านพร้อมล้วงมือหยิบจดหมายในกระเป๋าใบโตเพื่อเตรียมหย่อนลงในตู้เหล็กนั้น
แทบไม่ต้องรอให้เสียเวลา ธนสปีดเท้าพุ่งออกจากบ้านไปรับจากมือพี่ไปรษณีย์ด้วยความเร็วแสง! มือสั่นระริกคว้า ซองสีขาวขุ่น ขึ้นมาถือไว้ หัวใจเต้นรำเป็จังหวะกลองดับเบิลเบส! ที่ยิ่งกว่าเพลงาศาสดาของเมกาเดธ รัวดัง ตึ่กตั่กๆๆๆ!
ความตระหนกพุ่งขึ้นสมอง...เนื่องด้วยหลายคนคงคาดไม่ถึงในความใส่ใจในการสอบเอนทรานซ์ของเขา คือเขาเคยเข้าไปสอบเอนทรานซ์มาแล้วหนหนึ่งเนื่องเพราะ นนนี่ เพื่อนผู้รักดีของเขานั้นชวนเขาไปสอบเทียบเมื่อปีก่อน เพื่อให้ได้สิทธิ์ในการสอบเอนทรานซ์จากวุฒิ ม.6 ของการศึกษาภาคพิเศษนี้เองแต่ผลลัพธ์ของมันนั้นแทบจะบ่งบอกชัดเจนเมื่อหยิบซองผลสอบขึ้นมาส่องแดดแล้วมันเคยเป็ กระดาษเปล่าที่มีประโยคสั้นๆ แค่คำเดียว 'คุณสอบไม่ผ่าน’ ครั้งนั้นธนแอ้คติ้งนั่งกุมขมับไปสามวัน!
แล้วรอบนี้ล่ะ?
ธนกลั้นหายใจ ตาโตเท่าไข่ห่าน มือไม้สั่นจนแทบทำซองหลุดมือ เขายกซองสีขาวนั้นขึ้นส่องกับแสงแดดยามบ่ายจรดดวงตา...
เหงื่อเม็ดโตไหลผ่านขมับ...
แสงแดดส่องผ่านเนื้อกระดาษ... ภาพที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่กระดาษขาวพร้อมก้อนคำสั้นๆ แต่มันคือ เงาของตัวหนังสือราวบรรทัดเศษๆ!
เงาตัวหนังสือสั้นสองบรรทัด... แปลว่ามีข้อมูลของสิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้แน่ๆ
ธนไม่รอช้า กระชากซองออกอย่างแรงจนกระดาษแทบขาด! สายตาดุดันกวาดมองข้อความบนแผ่นกระดาษอย่างเอาเป็เอาตาย...
"ขอแสดงความยินดี คุณผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษา เอกทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์"
“วู้ววววววววว”
ธนอุทานออกมาเสียงดัง หน้าตาเหวอสุดขีด รังสีความบึ้งตึงหลุดพังทลายลงสิ้นเชิง! เขายกสองมือขึ้นมากุมหัว ตัวเกร็ง ะโตัวลอยกลางมารดาบ้าน “เหี้ยยยย! กูติดแล้วโว้ยยยย!” ก่อนถือจดหมายเข้าบ้านด้วยความดีใจ
บรื้นนน...
ไม่กี่อึดใจเสียงรถยนต์ของพ่อเลี้ยวเข้าจอดหน้าบ้านพอดีเป๊ะ! พ่อเดินลงมาจากรถด้วยมาดเนี๊ยบกริบ สายตาพุ่งตรงมองมายังลูกชายที่ยืนถือซองกระดาษหน้าตาเหวอๆ อยู่ตรงหน้าบ้าน
“เป็ไงกันบ้าง ธน? เสียงดังโวยวาย” พ่อถามเสียงเรียบ เดินเข้ามาใกล้ธนที่ถือซองกระดาษในมือ แต่เห็นรอยยิ้มธนแล้วพ่อก็โล่งอกไปด้วย
ธนส่งจดหมายให้ดู พ่อกวาดสายตาอ่านกระดาษสองบรรทัดนั้นซ้ำๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามประสาคนปากแข็ง
“ดีแล้ว เรียนให้จบแล้วกัน”
พ่อเดินเข้าบ้านไปหน้าตาอมยิ้มในแววตา...ทันทีที่คล้อยหลังพ่อ แม่ที่แอบลุ้นอยู่หลังม่านก็ส่งเสียงดีใจ!
“ลูกแม่สอบติด” แม่พุ่งเข้ามาดูจดหมาย รอยยิ้มของแม่กว้างจนถึงใบหู ก่อนจะบอกกับธนด้วยความสปอร์ตสุดขีด “เดี๋ยวแม่ให้ เงินขวัญถุงหมื่นนึง เอาไปเลยถือเป็ของขวัญที่ลูกไม่ทำให้แม่ต้องเสียเงินเพิ่มไปเรียนมหาลัยเปิดแพงๆ!”
ธนยืนหน้าเหวอ เงินหนึ่งหมื่นบาทในยุคนั้นสำหรับเด็กมัธยมมันคือเงินมหาศาล! ั์ตาของเด็กเ้าอารมณ์ส่องประกายวาววับด้วยความคลั่งไคล้... รอยยิ้มกวนๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
‘หมื่นนึง... ได้ตู้แอมป์ ได้ซ่อมกีตาร์ Ibanez แล้วก็ตั้งวงกับเพื่อนได้สบาย!’
เด็กหลังห้องที่อ่านโน้ตไม่เป็คนนี้ สอบติดคณะศิลปะที่คาดหวังไว้แถมกำลังจะได้เงินหมื่นไปซื้ออุปกรณ์ดนตรี... ประตูสู่โลกดนตรีข้างตึกค่ายเพลง และเื่ราวอีกมากมายล้วนรอการถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงด้วยฝีมือของเขาเองแล้วจากนี้โว้ย!