สามเดือนผันผ่านไป…
ณ ท่าเทียบเรืออาณาจักรเหมันต์ในทวีปเหนือ ท่ามกลางไอแดดในยามเช้า เรือเหาะทั้งสามลำค่อยๆ ทะยานขึ้นสู่ผิวน้ำดั่งอสูรแห่งท้องทะเลที่เริงระบำเหนือยอดคลื่น ก่อนจะเข้าเทียบท่าเรือที่ทอดยาวสุดสายตาอย่างสง่างาม
ราชินีมันปนิตา ทรงประทับยืนรอองค์ราชามันตราอยู่บนฝั่ง ลมเหนือพัดโบกฉลองพระองค์ปลิวไสว เสียงทหารสั่งจัดแถวดังกังวานกึกก้องแสดงถึงแสนยานุภาพสมัยใหม่ องค์ราชามันสินธร และ องค์ราชินีมันษิตาเสด็จลงจากเรือด้วยพระพักต์แย้มยิ้มอย่างอ่อนหวานดุจแสงอาทิตย์แรกแห่งฤดูหนาว
“ถวายบังคมเสด็จพ่อ และเสด็จแม่เพคะ” กระแสเสียงของราชินีมันปนิตานุ่มนวลทว่ากังวานงามดั่งหยาดน้ำค้างบนกลีบดอกเหมยยามรุ่งอรุณ
“มิต้องมากพิธีดอกลูกเอ๋ย...” พระราชามันสินธรรับสั่งด้วยพระสุรเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา “นับจากนี้ พ่อกับแม่คงต้องฝากชาวทวีปใต้ที่เหลือรอดมาเพียงน้อยนิดเหล่านี้ ไว้ในมือของเจ้าแล้วละนะ”
“เป็นหน้าที่ของลูกอยู่แล้วเพคะ” พระนางตอบรับสั้นๆ ก่อนหันไปสั่งการนางข้าหลวงด้วยกริยาอันสงบเยือกเย็น “พวกเจ้านำทางเสด็จพ่อและเสด็จแม่ไปยังตำหนักรับรองเกิด อ่อ… จงปรนนิบัติให้ถ้วนถี่ ดูแลให้ดี มิให้ขาดตกบกพร่อง”
“เพคะ” นางข้าหลวงรับคำสั่งแล้วผายมือทูลเชิญทั้งสองพระองค์เสด็จตามพวกนางไป
เมื่อส่งเสด็จทั้งสองพระองค์แล้ว ราชินีมันปนิตาจึงหันมายังจอมราชันและสตรีข้างกาย “ท่านพี่... น้องอวิ๋นไห่เฟิง... ตามเราไปที่ตำหนักราชินีเถิด เรามีเรื่องสำคัญต้องเจรจา”
น้ำเสียงนั้นนิ่งสงบ ทว่าแฝงเร้นด้วยพลังกดดันมหาศาลประหนึ่งระลอกคลื่นก่อนพายุหิมะจะมาเยือน ทำเอาผู้ถูกเรียกทั้งสองใจสั่นระรัวด้วยมิอาจคาดเดาถึงพายุอารมณ์ที่กำลังก่อตัว
ภายในตำหนักราชินีอันอบอวลด้วยกลิ่นกำยานอันหอมกรุ่น องค์หญิงปินเสวียนเยว่ ประทับนั่งคอยอยู่ก่อนแล้ว แววตานางนิ่งสงบราวน้ำแข็งพันปี ราชามันตราก้าวเข้ามาพร้อมความตระหนักในใจ “ที่แท้... เจ้านี่เองที่นำความนี้มาแจ้งแก่ราชินี”
“เสด็จพี่อย่าได้ตำหนินางเลยเพคะ” มันปนิตาเอ่ยแทรกขึ้นด้วยรอยยิ้มละไม “น้องเข้าใจดีว่ากษัตริย์ย่อมมีพระสนมมากมาย ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความจงรักภักดีขององค์หญิงปินเสวียนเยว่ที่เคียงข้างเสด็จพี่มายาวนานนั้น... น้องย่อมมิอาจปล่อยให้เลือนรางไปโดยไร้ซึ่งเกียรติยศได้”
คำกล่าวที่ล้ำลึกนั้นทำเอาทุกคนนิ่งงัน พระนางลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามก่อนประกาศิต “พรุ่งนี้... น้องจะจัดพิธีอภิเษกให้เสด็จพี่และสตรีทั้งสองนี้ และจะแต่งตั้งให้เป็นสนมเอก พร้อมกันทั้งคู่”
แม้ราชามันตราจะตั้งท่าทักท้วง ทว่าบารมีของนางกลับสะกดทุกถ้อยคำของเขาเอาไว้จนหมดสิ้น “ไปพักผ่อนเถิดเพคะ พรุ่งนี้ยังมีงานใหญ่ ส่วนเรื่องอื่น... น้องจะจัดการให้เอง” สำหรับมันปนิตา นี่มิใช่เพียงเรื่องภายในวังหลังเท่านั้น แต่มันยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์กับพิภพมารเพื่อค้ำจุนอาณาจักรเหมันต์ในยามที่พายุสงครามกำลังคืบคลานเข้ามาอีกด้วย
พิธีสมรสผ่านพ้นไปอย่างงดงามและราบรื่น จนกระทั่งรุ่งเช้าของวันถัดมา ท้องฟ้าเหนือพระราชวังพลันมืดมิดด้วยเมฆาทมิฬ จอมมารอสูรเทวะ ปรากฏกายท่ามกลางสายฟ้าฟาด พลังกดดันมหาศาลซัดทหารนับร้อยล้มระเนระนาด
อาวุธวิญญาณหลากชนิดถูกกระหน่ำเข้าใสจอมมาร ทั้งกระบี่สายฟ้า ธนูปราณเพลิงหมื่นอัสนี ต่างถาโถมใส่ร่างนั้น แต่บรรดาอาวุธทั้งหลายกลับสลายไปดุจละอองธุลีกระทบภูผา มิอาจกล้ำกรายจอมมารได้เลยแม้เพียงรอยข่วน
ราชามันตรารีบเหาะมาเพื่อยับยั้งเหตุการณ์ พร้อมด้วยพระราชินีและพระสนมเอกทั้งสอง “เสด็จพ่อ... ทรงหยุดก่อนเถิดเพคะ!” เสียงอ้อนวอนของปินเสวียนเยว่ดังขึ้น
“แต่งงานทั้งที กลับได้เพียงตำแหน่งสนมเอกกระจอกงอกง่อย! พ่อรับไม่ได้!” จอมมารคำรามลั่นจนแผ่นดินสะเทือน
ราชินีมันปนิตาจึงออกมารับหน้าอย่างองอาจ “เรื่องนี้เป็นความบกพร่องของหม่อมฉัน หม่อมฉันขอรับผิดชอบทั้งหมดเพคะ... หม่อมฉันจะแต่งตั้งให้องค์หญิงเป็น ‘พระชายารอง’ และมอบอำนาจให้นางเทียบเท่าหม่อมฉันทุกประการ”
จอมมารนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะคลี่ยิ้มที่สั่นสะเทือนมวลเมฆ “ดี! บุตรสาวข้าเป็นผู้รู้กาลเทศะ นางย่อมมิจองหองแข่งบารมีกับเจ้า... ข้ารู้ว่าเจ้านั้นเฉียบแหลมสมกับที่เทพีน้ำค้างเหมันต์อาจารย์ของเจ้าเคยชมไว้ การที่เจ้ายอมสละสามีของเจ้าเช่นนี้มิใช่ว่า เจ้าหวังที่จะใช้กำลังของพิภพมารต่อต้านอิ๋งม่อจุนหรอกนะ?”
“เป็นดังนั้นเพคะ” นางยอมรับอย่างสัตย์ซื่อ
“ดี!! ในเมื่อเจ้ากล้าพูดตรงไปตรงมาเช่นนี้... ข้าก็ย่อมกล้าให้ความร่วมมือกับเจ้าอย่างเต็มที่!” จอมมารหัวเราะเสียงดังลั่นประหนึ่งสายฟ้าที่ผ่าลงมาท่ามกลางหมู่เมฆ ก่อนจะพระราชทานป้ายเคลื่อนพลปีศาจให้กับองค์ราชินีมันปนิตา
หลังจากนั้นจอมมารก็ขอพำนักอยู่ในพระราชวังเพื่อพูดคุยกับลูกสาว ราชินีมันปนิตาก็จัดเตรียมข้าหลวงมาปรนนิบัติดูแลอย่างสมพระเกียรติ สามราตรีผ่านไปทุกคนก็รู้สึกได้ว่าจอมมารนี้ช่างเป็นผู้มีน้ำใจ มิได้โหดร้ายอย่างที่คิด ในที่สุดเมื่อทุกคนเข้าใจกันดีแล้ว จอมมารจึงกล่าวอำลาเพื่อกลับไปยังพิภพมารของตน
หนึ่งเดือนให้หลัง ข่าวดีจากสำนักเหมันต์ก็มาถึง เมื่อพระโอรส มันตริน และพระธิดา มันฑนา บรรลุขั้นเซียนบรมฤทธาด้วยวิชาลับบรรพกาล
ภายในพระตำหนักหลวง ประตูใหญ่เปิดออกพร้อมสายลมเย็นยะเยือก ปรากฏเงาร่างสูงสง่าสองร่างก้าวเข้ามา ผิวพรรณเจิดจ้าดุจประกายดารา รูปลักษณ์อ่อนเยาว์ดูราวสิบแปดชันษา ทว่าแววตากลับลุ่มลึกสุดหยั่งถึง
“พวกเจ้าบุกรุกตำหนักหลวง มีจุดประสงค์ใด!” ราชามันตราตวาดด้วยสุรเสียงดุดันดุจสายฟ้าด้วยจำโอรสธิดาของตนมิได้
“เสด็จพ่อจำลูกมิได้หรือเจ้าคะ?” มันฑนายิ้มบางดุจกลีบพลับพลึงเหมันต์
ราชินีมันปนิตาอุทานด้วยความตื้นตัน “ลูกแม่... อาจารย์ของพวกเจ้าร่ายมนต์ใด จึงทำให้เจ้าทั้งสองเติบโตเร็วถึงเพียงนี้?”
“อาจารย์ใช้วิชาเหมันต์บรรพกาลเร่งร่างให้เติบโต และหลังจากนั้นพวกเราก็เร่งบำเพ็ญจนบรรลุเซียนพร้อมกัน เมื่อวานนี้เองขอรับ” มันตรินน้อมกายลงอย่างนอบน้อม
ราชามันตราคลี่ยิ้มกว้างด้วยความภาคภูมิใจ “ดีมาก! พ่อมีภารกิจสำคัญในกองทัพรอพวกเจ้าอยู่พอดี”
“ลูกได้ยินว่า เสด็จพ่อเสด็จแม่บรรลุขั้นเทพบรรพกาล ระดับกลาง แล้ว...” มันฑนาเอ่ยด้วยแววตาซุกซน “เช่นนั้น... ให้พวกเราได้ประลองทักษะกับท่านพ่อดูสักคราจะได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ได้สิ... เริ่มเลย!” ราชามันตราตอบรับอย่างท้าทาย
ลานประลองกลางเรือนพลันสว่างไสวด้วยปราณยุทธ์ ราชามันตรายืนสอนท่วงท่าให้บุตรทั้งสองที่ถือกระบี่ไม้ แววตาสามพ่อลูกทอประกายสายเลือดเทพอย่างพร้อมเพรียง โดยมีราชินีมันปนิตานั่งมองด้วยรอยยิ้มละมุน เสียงกระบี่ไม้กระทบกันเบาๆ พลิ้วผ่านลมเย็น... ในชั่วขณะนั้น ความอบอุ่นของครอบครัวคือปาฏิหาริย์ที่งดงามที่สุด ก่อนที่พายุใหญ่จะอุบัติขึ้นในวันหน้า