แหวนภัสดา

    เที่ยวงานวัด

            อาจารย์พยัคฆ์หลับตานิ่งนานพอสมควร ก่อนจะพูดขึ้นทั้งที่ยังหลับตาอยู่

            “มีดวงวิญญาณสองดวงอยู่ที่เรือนหลังนั้น”เมื่อพูดจบก็ลืมตาพรึ่บทันที จนทุกคนตกใจแทบจะหงายหลังอาจารย์พยัคฆ์พูดต่อเมื่อลืมตาแล้ว

            “ถ้าจะกำจัดผู้หญิงคนนี้ ข้าต้องได้ไปเหยียบบนเรือนหลังนั้น”อาจารย์พยัคฆ์ชูโทรศัพท์ที่มีรูปเรือนโบราณ แล้วพูดต่อ

            “แต่ก่อนอื่นเราต้องกำจัดพวกวิญญาณที่เรือนนั้นเสียก่อน”คราวนี้คุณรัศมีถามขึ้นทันที น้ำเสียงชัดเจน

            “ท่านอาจารย์อยากไปวันไหนคะดิฉันจะพาไปเองค่ะ” เรืองรินได้ยินดังนั้น รีบร้องเรียกแม่เสียงดัง

            “แม่...” ทุกคนมองเรืองริน 

            “จะไปได้ยังไงพวกมันอยู่บ้านกันทุกวัน” คุณรัศมีตาลุกวาวทันที

            “ฉันเป็นใคร มันเป็นใครฉันนี่เจ้าของบ้านเป็นเมียที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่างแล้วนั่นก็อาณาเขตบ้านของเรา ฉันจะทำอะไรมันก็เป็นสิทธิ์ของฉันเต็มที่อยู่แล้ว”น้ำเสียงดุดัน

            “แต่นังเมขลา...” เรืองรินพูดยังไม่ทันจะจบประโยค คุณรัศมีก็สวนขึ้นทันที

            “ก็ให้มันรู้กันไปว่าฉันจะพาท่านอาจารย์ขึ้นเรือนผีสิงนั่นไม่ได้”คุณรัศมีตอบเรืองรินด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยม อีกอย่างรัศมียังรู้เรื่องที่เมขลาหอบหิ้วกระเป๋าพร้อมขับรถเก๋งส่วนตัวออกไปจากบ้านเมื่อช่วงสายจากแวววาวที่โทรมารายงานสถานการณ์ของพวกมันเหลือเพียงมินตราน้องสาวของมันซึ่งหัวอ่อนกว่าพี่สาวนักรัศมีหันไปถามอาจารย์พยัคฆ์ทันที

            “อาจารย์จะไปวันไหนเวลาไหนบอกมาได้เลยนะคะ” คนถูกถามหลับตาลงก่อนจะตอบชัดถ้อยชัดคำ

            “พรุ่งนี้ช่วงหนึ่งทุ่มฉันจะไปทำพิธีที่นั่นเพื่อสะกดดวงวิญญาณเหล่านั้น! แล้วจากนั้นจะทำการถอนรากถอนโคนอาถรรพ์ต่างๆไม่ให้มันสำแดงฤทธิ์เดชได้อีก! เมื่อทำพิธีเสร็จ คุณสองแม่ลูกจะทำอะไรกับเจ้าของเรือนก็ทำได้เลย”เมื่อได้ฟังสิ่งที่อาจารย์พยัคฆ์พูดทั้งคุณรัศมีและเรืองรินต่างยิ้มให้กันอย่างมีความหวังส่วนนายสหชัฏก็ลอบมองเรืองรินบ่อยครั้ง เขาแอบถอนหายใจที่เรืองรินมีแม่แบบรัศมีแม่ที่มีแต่คำว่าผลประโยชน์อยู่ในหัวสมองไม่เสื่อมคลายส่วนเรืองรินก็ดูเหมือนจะถลำตัวไปกับสิ่งที่คุณรัศมีปลูกฝังจนยากจะถอนตัวเสียแล้ว..

            ทางด้านเมขลาที่กำลังขับรถมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมาจุดมุ่งหมายแรกของเธอคืออนุสาวรีย์ท่านท้าวสุรนารี ก็คงคล้ายๆกับลูกหลานที่กลับไปเยี่ยมบ้านแล้วต้องเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ทำความเคารพกราบไหว้หลักของบ้านซึ่งคุณย่าโมก็เปรียบเสมือนเป็นหลักชัยของชาวโคราชมาตลอดระยะเวลาอันยาวนานด้วยคุณงามความดีและความกล้าหาญชาญชัยที่ตัวท่านได้กระทำไว้ต่อบ้านเมืองแม้คนรุ่นหลังก็จดจำวีรกรรมของท่านไว้ในใจตราบนานเท่านาน

            เมขลาขับรถเงียบๆ ไม่เปิดเพลงฟังระหว่างขับรถเพราะสมองกำลังคิดประมวลเหตุการณ์ต่างๆ สิ่งที่เธอทำมันคือสิ่งที่ถูกต้อง เธอมั่นใจเช่นนั้นเพราะเธอต้องการปกป้องครอบครัวที่เหลืออยู่ของเธอเอาไว้จากพวกคนชั่วช้าอย่างนังสองแม่ลูกนั่นเธอจะไม่มีวันเสียใครไปอีกแล้ว แค่ปู่เที่ยงธรรมกับแม่ประไพของเธอก็เกินพอแล้ว

            ขณะที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ หางตาของเมขลาก็ชำเลืองไปเห็นดวงวิญญาณที่คุ้นเคยในชุดราชปะแตนตามแบบชายไทยโบราณนิยมใส่ไปทำงานกันเขามาปรากฏร่างนั่งข้างๆ เธอตั้งแต่เมื่อไหร่กัน มาเงียบเชียบเสียจริงความหวาดระแวงดวงวิญญาณของเมขลาหายไปหมดสิ้นตอนไหนเจ้าตัวก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนนี้เหล่าดวงวิญญาณต่างๆน่าคบกว่ากลุ่มมนุษย์บางคนเสียอีก

            “เป็นยังไงบ้างคะคุณหลวง?” เธอทักถามเสียงนิ่ง เพราะกำลังตั้งใจขับรถเสียงที่คุ้นเคยตรงเบาะนั่งข้างเธอตอบกลับนิ่งๆ เช่นกัน

            “หล่อนไม่ต้องกังวลทุกอย่างเรียบร้อยดี” เมขลาหันมายิ้มให้เขาแทนคำขอบคุณแล้วหันกลับไปมองถนนเช่นเดิม วิญญาณคุณหลวงภัสดามองหญิงสาวที่กำลังนั่งขับรถอยู่ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนหล่อนก็ยังคงเป็นสตรีที่มองแล้วเพลินตาที่สุด คุณหลวงเอ่ยขึ้น

            “หล่อนเก่งนะ ขับเจ้าพวกนี้ได้”น้ำเสียงมีแววชื่นชมอย่างจริงใจ เมขลาชำเลืองสายตามองมาทางต้นเสียงเพียงแว้บเดียวก็หันกลับไปจดจ่อกับการขับรถดังเดิมแต่ไม่วายยิ้มขบขัน

            “แหม.. คุณหลวงชมฉันเกินไปนะคะเจ้าพวกนี้ที่คุณหลวงว่าน่ะเขาเรียกรถยนต์ค่ะ ยุคนี้สมัยนี้ใครๆก็ต้องขับรถเป็นกันทั้งนั้น จะให้แจวเรือข้ามจังหวัดเหมือนยุคสมัยคุณหลวงคงจะไม่ไหวนะคะ”เธอตอบแต่ไม่ยอมหันไปมองคนนั่งข้างๆ คุณหลวงนั่งตัวตรงมองดูหญิงสาวขับรถด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้จึงรีบพูดขึ้น

            “ก่อนฉันจะมาหาหล่อนแม่นวลฝากให้ฉันมาเตือน” เมื่อได้ยินคำบอกเล่าเมขลารีบถามกลับทันที

            “เตือนเรื่องอะไรคะ?” เธอพร้อมรบอยู่แล้ว หากมีคำเตือนอะไรจากคนที่เธอไว้ใจได้เธอรับฟังและจะทำตามเสมอ

            “แม่นวลบอกว่าการเดินทางกลับบ้านของหล่อนในครั้งนี้ขอให้หล่อนระวังตัวและมีสติให้มากๆ” คำเตือนจากยาวนวลถ่ายทอดออกมาโดยคุณหลวงที่ต่างก็ห่วงใยเมขลาด้วยกันทั้งคู่

            “แต่ไม่ต้องกังวลหล่อนจะอยู่รอดปลอดภัยกลับไปหาน้องสาวของหล่อนได้อย่างแน่นอน”เมขลาได้ฟังก็พยักหน้าโล่งใจที่อย่างน้อยก็ไม่ใช่คำเตือนที่หนักหนาอะไรนักแต่เมขลาก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้อยู่แล้วตั้งแต่ที่ตัดสินใจว่าเธอจะต้องทวงคืนความยุติธรรมให้ปู่กับแม่ที่ตายไปและปกป้องครอบครัวของเธอทุกคนให้อยู่รอดปลอดภัยจากพวกเสนียดจัญไรพวกนั้น ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือเธอต้องรอบคอบให้ถึงที่สุด

            ขณะนั้นเองเสียงสัญญาณโทรศัพท์ของเมขลาก็ดังขึ้นหญิงสาวรีบเสียบหูฟังที่หูตัวเองทันที ปรากฏว่าเป็นมินตราที่โทรเข้ามาฝ่ายนั้นทักมาด้วยน้ำเสียงที่ขุ่นมัวเล็กน้อย

            “พี่เมย์กลับบ้านเราทำไมไม่บอกมินคะ?”มินตราต่อว่าพี่สาวก่อนที่พี่สาวจะพูดทักทายเสียอีก

            “ถ้ารู้ว่าพี่เมย์กลับบ้านมินจะกลับด้วย”น้ำเสียงยังคงตัดพ้อได้อีกด้วยความน้อยใจที่ผู้เป็นพี่สาวไม่บอกอะไรเธอเลย

            “เห็นมะ ถ้าพี่บอกเราเราก็จะไม่มีสมาธิพรีเซนต์งาน แล้วก็จะแจ้นตามพี่มา งานการก็เสียหมดสิแบบนี้”เมขลาตอบกลับเสียงนิ่งพลางก็ตั้งใจขับรถไปด้วยคราวนี้น้ำเสียงของคนโทรมาเงียบไปทันที เพราะจำนนต่อเหตุผลของผู้เป็นพี่สาว แต่เงียบไปได้ไม่นานนักคนโทรมาก็รีบเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นแจ้งข่าวกับผู้เป็นพี่สาว

            “พี่เมย์คะ โปรเจคเราผ่านด้วยนะคะพี่เมย์เก่งจัง มินได้คุมโปรเจคที่นำเสนอด้วยค่ะ” น้ำเสียงสดใสขึ้นมาทันทีเมขลายิ้มแย้มดีใจกับน้องสาวของตน

            “น้องสาวพี่เก่งอยู่แล้วพี่มั่นใจตั้งแต่แรกว่ายังไงมินก็ต้องทำได้” เธอชื่นชมมินตราจากใจ

            “ใครบอก...” มินตราค้านทันที

            “คนเก่งคือพี่เมย์ต่างหาก เออใช่...มินเกือบลืม...” ประโยคหลังเหมือนเพิ่งจะนึกออก

            “คุณพ่อเรียกพี่เมย์มาพบด่วนเลยนะคะกลับมาแล้วยังไงก็มาหาคุณพ่อด้วย” เมขลาสีหน้านิ่งไปเมื่อก่อนถ้าพูดถึงผู้เป็นพ่อเธอไม่อยากจะยุ่งด้วยแต่ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนเสียแล้ว

            “รับปากมินสิคะว่าพี่เมย์จะมาหาคุณพ่อหลังจากกลับมาแล้ว”เมขลาเงียบไปสักพัก

            “อืม พี่รับปาก” เธอตอบตกลงและอดสงสัยไม่ได้ว่าผู้เป็นพ่อเรียกพบเธอทำไม มินตราเองก็ไม่ได้บอกว่าเธอได้สารภาพกับที่ประชุมแล้วว่าคนที่คิดโปรเจคนี้เป็นพี่สาวเธอ เพราะกลัวว่าเล่าไปแล้วจะโดนดุนั่นเอง

            “มิน...” เมขลาเรียกชื่อน้องสาวสียงจริงจัง

            “คะ..” มินตราตอบรับแล้วรอฟังว่าผู้เป็นพี่สาวจะพูดอะไร

            “พี่บอกส้มเช้งให้ไปนอนเป็นเพื่อนมินแล้วนะช่วงที่พี่ไม่อยู่ดูแลบ้านให้ดีๆ ล็อกบ้านให้เรียบร้อย แล้วก็ระวังตัวด้วย มีอะไรให้รีบโทรหาพี่เข้าใจไหม?”คราวนี้น้ำเสียงของเมขลาค่อนข้างเข้มงวด แต่อีกอย่างที่ไม่ได้บอกคือเธอฝากผีบุญอิ่มดูแลบ้านด้วยอีกแรง

            “ค่ะพี่เมย์” มินตรารับคำอย่างไม่คิดอะไรเพราะคิดว่าพี่สาวคงเป็นห่วงเธอสองพี่น้องคุยกันสักพักก็วางสาย  วิญญาณของคุณหลวงภัสดาที่นั่งฟังมาเงียบๆก็พูดขึ้นบ้าง

            “ฉันว่า.. หล่อนทั้งสองคน ดื้อพอๆกัน มินตราแม้จะดูหัวอ่อนแต่ก็มีความเข้มแข็งอยู่ไม่น้อย” คนพูดยิ้มๆก่อนจะพูดติดตลก

            “มิน่าเลยได้มาเกิดเป็นพี่น้องกัน”คราวนี้เมขลาหัวเราะเบาๆ คุณหลวงพูดต่อ

             “หล่อนจำความฝันครั้งที่แล้วได้รึไม่?” วิญญาณคุณหลวงเท้าความถึงความฝันครั้งที่แล้วเมขลาหน้าแดงฉ่าเพราะในฝันเธอเป็นเมียคุณหลวงไปแล้วนี่นาหญิงสาวอ้อมแอ้มตอบไม่เต็มเสียง

            “จำได้.. ไม่รู้จะถามขึ้นมาทำไม?”ประโยคหลังบ่นกระปอดกระแปด เพราะไม่อยากให้คุณหลวงพูดถึงเท่าไรนัก

            “ก็ฉันจะได้เล่าเหตุการณ์หลังจากนั้นให้ฟังอย่างไรล่ะ”คุณหลวงรู้ว่าเมขลาเขินอาย เขาจึงพยายามทำเสียงให้เป็นปกติ

            “ไม่อยากฟังต่อรึ?” ทำเป็นแกล้งถามทั้งที่รู้ว่าเมขลาอยากฟัง

            “ถ้าคุณหลวงเล่า ฉันก็จะฟังค่ะ”พูดเสียงห้วนสะบัดแก้เขิน แต่ทว่าทั้งสองต่างก็อารมณ์ดี หากมองมาจากด้านนอกรถหลายคนก็คงจะสงสัยและคิดว่าทำไมผู้หญิงคนนี้จึงพูดและหัวเราะอยู่คนเดียว...

            วิญญาณของคุณหลวงภัสดาทำหน้ารำลึกถึงอดีตเมื่อครั้งที่เขาได้เสียกับเกตุแก้วแล้วหล่อนนำผ้าไปคืนคุณหลวงธรรมธรจนคุณหลวงภัสดาออกไปตาม เมื่อพาเกตุแก้วกลับมาที่เรือนแล้วคุณหลวงก็ให้ลำเภาผู้เป็นน้องสาวพาเกตุแก้วไปแต่งเนื้อแต่งตัวเสียใหม่เพราะช่วงค่ำเขาจะพาหล่อนไปเที่ยวงานวัดเป็นครั้งแรกที่เขาจะพาแม่เกตุแก้วออกงานทั้งสองคนหายเข้าไปในห้องนอนของลำเภาเป็นนานสองนาน

            ลำเภากำลังแต่งตัวให้เกตุแก้วเมื่อแต่งตัวเสร็จแล้วลำเภาจึงเดินดูรอบๆ ตัวของเกตุแก้ว สีหน้าของลำเภาพึงพอใจยิ่งนัก

            “ถ้าคุณพี่เห็นจะต้องตะลึงแน่แท้เชียว”ลำเภาเอ่ยขึ้นในที่สุด เกตุแก้วค้อนขวับแต่ก็แอบคิดว่าเขาจะมองหล่อนเป็นอย่างไร ที่หล่อนแต่งตัวเป็นสาวชาวพระนครเช่นนี้...